ระบบดังกกล่าวจะเน้นในเรื่องของสุขลักษณะและความปลอดภัยของอาหารตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ซึ่งผลจากการนำมาใช้อย่างเคร่งครัด ทำให้ร้านผ่านการตรวจรับรองระบบการจัดการคุณภาพ-สุขลักษณะและความปลอดภัยของอาหารสากลเชิงบูรณาการ ตั้งแต่ระบบมาตรฐาน ISO 9001:2008 เมื่อปี พ.ศ. 2551 เป็นต้นมา และยังคงรักษาระบบมาตรฐานดังกล่าว อีกทั้งพัฒนาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอจนกระทั่งการปรับเปลี่ยนของระบบ ISO 9001 ขึ้นเป็นเวอร์ชั่น 2015
การตรวจสอบทั้งหมดจะทำโดย “เธิร์ด ปาร์ตี้” อย่างบริษัท เอสจีเอส (ประเทศไทย) จำกัด ที่ได้ผ่านการตรวจรับรองระบบคุณภาพในระดับภัตตาคาร/ร้านอาหาร ครอบคลุม 3 ระบบ ได้แก่ GMP – HACCP – ISO 9001:2015 ในขอบข่ายเนื้อหา “การบริการในภัตตาคารและร้านอาหารครอบคลุมอาหารสไตล์ญี่ปุ่น (บุฟเฟ่ต์, ชาบู, ก๋วยเตี๋ยวสไตล์ญี่ปุ่น, ชุดอาหาร, ปิ้งย่าง และบริการจัดส่งอาหาร)” โดยเป็นรายแรกของประเทศไทย และภูมิภาคทวีปเอเชีย
“เรื่องของคุณภาพ และมาตรฐานความปลอดภัย กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะเข้ามาช่วยสร้างความมั่นใจที่จะสะท้อนกลับมาที่ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ ซึ่งเป็นสิ่งที่โออิชิทำควบคู่กับการสร้างแบรนด์ผ่านเรื่องของ Emotional ที่เป็นการสร้างความผูกพันด้านอารมณ์”
ไพศาลบอกอีกว่า ผู้บริโภคที่เป็นคนรุ่นใหม่ นอกจากจะมองเรื่องของมาตรฐาน คุณภาพ และความปลอดภัยของอาหารแล้ว พวกเขายังมองลึกเข้ามาที่ตัวแบรนด์ด้วยว่าแบรนด์หรือองค์กร ทำอะไรให้กับสังคม สิ่งแวดล้อมหรือไม่ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้บริโภคที่เป็นมิลเลนเนียลที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก สิ่งต่างๆ ที่พูดถึงจะเชื่อมโยงมาสู่ตัวโออิชิ ที่เป็นบริษัทเครื่องดื่มและอาหาร คุณภาพที่ดี และสร้างการเติบโตแบบยั่งยืนให้กับสังคม
“การทำตลาดของเชนร้านอาหาร จะทำในสิ่งที่จับต้องได้ คือเรื่องของฟังก์ชั่นนัล เป็นการตอบโจทย์ด้านกายภาพทั้งในเรื่องของความอร่อย คุณภาพ มาตรฐานอาหารปลอดภัย ซึ่งในส่วนนี้ การได้รับการรับรองมาตรฐานจากหน่วยงานที่เป็นคนกลางจะเข้ามาช่วยการันตีในเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี ขณะที่อีกเรื่องเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ซึ่งจะเป็นการทำ Branding ผ่านเครื่องมือของการสร้างแบรนด์ต่างๆ รวมถึงการทำ CSR และ CSV ซึ่งสำคัญไม่แพ้กัน และเราจะทำควบคู่กันไปในทั้ง 2 ส่วนนี้”