ผู้อยู่อาศัย ธุรกิจ และรัฐบาล ของกรุงเทพมหานครสามารถได้รับมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มเป็นจำนวนกว่า 1.26 แสนล้านบาท[1] (3.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ) ต่อปี หากเปลี่ยนพฤติกรรมจากการใช้เงินสด[2]มาเป็นการชำระเงินแบบดิจิตอล[3] อ้างอิงจากผลการศึกษาอิสระที่ดำเนินการโดย Roubini ThoughtLab
ผลวิจัยประเมินผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจจากการเพิ่มการใช้จ่ายผ่านระบบดิจิตอลในหัวเมืองหลักทั่วโลก กรุงเทพฯ เป็นหนึ่งในหกมหานครที่ได้รับการคัดเลือกสำหรับการวิจัย เพื่อเป็นตัวแทนของ “เมืองที่กำลังเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ระบบดิจิตอล” ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าระดับชั้นการพัฒนาของการชำระเงินแบบดิจิตอล[4]
สุริพงษ์ ตันติยานนท์ ผู้จัดการวีซ่า ประจำประเทศไทย กล่าวว่า "ในขณะที่ผู้คนเริ่มย้ายจากชนบทสู่เมือง ทำให้เมืองกลายเป็นศูนย์กลางการเชื่อมต่อสำหรับการชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ การศึกษาครั้งนี้มีความโดดเด่นเพราะเป็นครั้งแรกที่มีการพิจารณาถึงผลประโยชน์สุทธิที่เกี่ยวข้องกับการนำเงินดิจิตอลไปใช้ในระดับเมือง ผลการวิจัยเองยังแสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนมาชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้คน ภาคธุรกิจ และภาครัฐบาล ไม่ใช่แค่ในเมืองใหญ่ๆ เช่นกรุงเทพฯเท่านั้น แต่เมืองอื่นๆ อาทิ ภูเก็ต และ ขอนแก่น ก็สามารถได้รับผลประโยชน์นี้ด้วยเช่นกัน"
สำหรับกรุงเทพฯ การใช้จ่ายทางอิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบต่างๆอย่างแพร่หลาย สามารถทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศมีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 1.26 แสนล้านบาท โดยผู้บริโภค ภาคธุรกิจ และภาครัฐบาล จะได้รับผลประโยชน์สุทธิ 3 พันล้านบาท 7.3 หมื่นล้านบาท และ 5 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ
ผลประโยชน์สุทธิโดยประมาณมาจากปัจจัย เช่น การประหยัดเวลาระหว่างการดำเนินธุรกิจและธุรกรรมการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายแบบค้าปลีก การลดลงของต้นทุนการขนส่ง รายได้จากการขายที่เพิ่มมากขึ้นจากฐานลูกค้าที่ขยายทั้งแบบออนไลน์และในร้าน รายได้ภาษีที่เพิ่มขึ้นและการเติบโตทางเศรษฐกิจ การประหยัดค่าใช้จ่ายในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ และจำนวนอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับเงินสดที่ลดลง รวมถึงปัจจัยอื่นๆอีกมากมาย
“ด้วยจำนวนเทคโนโลยีที่มีอยู่ในปัจจุบันรวมถึงเทคโนโลยีตัวเลือกใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมากมายในแวดวงการชำระเงินจะผลักดันให้การชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์แพร่หลายมากยิ่งขึ้นนอกเหนือจากในรูปแบบบัตรที่เราคุ้นเคย โดยเฉพาะในเมืองอย่าง กรุงเทพฯ ในอนาคตเราจะเห็นรูปแบบการชำระเงินอย่าง QR Code มาตรฐานในร้านค้าต่างๆที่ไม่ใช่แค่การโอนเงินระหว่างบัญชี แต่สามารถผูกบัตรเครดิตและเดบิตเป็นแหล่งเงินอีกด้วย หรือ การซื้อขายออนไลน์ที่มีมากขึ้นทุกวัน ทำให้ผู้บริโภคและภาคธุรกิจสามารถมีตัวเลือกที่หลากหลายในการชำระเงิน และรองรับการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจดิจิตอลอีกด้วย" สุริพงษ์ กล่าวเสริม
[1] อัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 25 ตุลาคม 2560 (1 เหรียญสหรัฐ = 33.20 บาท)
[2] เงินทางกายภาพ รวมถึงเงินสด เช็ค และใบสั่งจ่ายเงิน
[3] การชำระเงินแบบดิจิตอลประกอบด้วยบัตรเดบิต บัตรเครดิต บัตรเติมเงิน และ/หรือ บัตรเงินสด กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ และการโอนเงินทางธนาคาร
[4] ห้าระดับชั้นและเมืองที่ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนของการพัฒนาและเจริญเติบโตในการชำระเงินแบบดิจิตอลได้แก่ เมืองเงินสด (ลากอส), เมืองที่กำลังเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ระบบดิจิตอล (กรุงเทพ), เมืองที่กำลังเข้าสู่ระบบดิจิตอลเต็มรูปแบบ (เซาเปาโลและโตเกียว), เมืองดิจิตอล (ชิคาโก) และ เมืองผู้นำดิจิตอล (สตอกโฮล์ม)