Amazon ยักษ์อีคอมเมิร์ซของโลกกำลังวางแผนที่จะเปิดร้านค้าปลีกขนาดใหญ่แบบดั้งเดิม (Brick-and-mortar, Physical Retail Store) ที่คล้ายคลึงกับห้างสรรพสินค้า อ้างอิงรายงานข่าวจาก The Wall Street Journal
รายงานข่าวดังกล่าวอ้างถึงแหล่งข่าวที่คุ้นเคยกับแผนดังกล่าว ระบุว่า ห้างสรรพสินค้า Amazon บางห้างที่จะเปิดในช่วงแรกๆ คาดว่าจะอยู่ในรัฐแคลิฟอร์เนีย และโอไฮโอ ตัวห้างฯจะกินเนื้อที่ประมาณ 30,000 ตารางฟุต ซึ่งมีขนาดพอๆ กับห้าง ฯ Kohl's หรือ T.J. Maxx แต่มีขนาดประมาณ 1 ใน 3 ของห้างสรรพสินค้าแบบดั้งเดิมทั่วไป
การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นการทดลองล่าสุดของ Amazon กับร้านค้าปลีกทางกายภาพ (Physical Retail Stores - ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมที่มีตัวอาคารขายสินค้า) หลังจากธุรกิจอีคอมเมิร์ซของ Amazon ได้ขโมยส่วนแบ่งตลาดค้าปลีกไปจากบรรดาห้างฯ, ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิม และล่าสุด Amazon เพิ่งทำยอดขายค้าปลีกแซงหน้า Walmart (ยักษ์ใหญ่ค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดในโลก) ในฐานะผู้ค้าปลีกรายใหญ่ที่สุดในโลกนอกประเทศจีน (ธุรกิจค้าปลีกหลักของ Walmart คือ ห้างฯค้าปลีกแบบดั้งเดิม และ Walmart ก็ทำอีคอมเมิร์ซด้วยเช่นกันเพื่อแข่งกับ Amazon)
โดยสำนักข่าว INSIDER รายงานข่าวโดยอ้างอิงข้อมูลจากบริษัทวิจัยทางการเงิน FactSet ที่ถูกอ้างถึงโดย Times ว่า ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2020 ถึงเดือนมิถุนายน 2021 Amazon ทำยอดขายจากการค้าปลีกได้ 610 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ในช่วงเวลาเดียวกัน Walmart ทำยอดขายจากการค้าปลีกได้ 566 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งนักวิเคราะห์จาก JP Morgan ระบุว่า ปัจจัยสำคัญมาจากการระบาดใหญ่ของ COVID-19 ที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าห้างฯค้าปลีกแบบดั้งเดิมน้อยลงและหันมาซื้อสินค้าผ่านอีคอมเมิร์ซมากขึ้น
ข่าวแผนงานทำห้างสรรพสินค้าแบบดั้งเดิมของ Amazon ส่งผลกระทบไปทั่วอุตสาหกรรมค้าปลีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่งผลกระทบต่อหุ้นของคู่แข่งรายใหญ่ อย่าง Target, Bed Bath & Beyond และ Best Buy ที่ลดลงประมาณ 1.5% ในการซื้อขายล่วงหน้าก่อนเปิดตลาด ในขณะที่หุ้นของ Walmart ลดลงประมาณ 1%
ตัวแทนของ Amazon กล่าวในการแถลงข่าวต่อ CNBC ว่า บริษัทไม่ให้ความเห็นในเรื่องดังกล่าว แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บริษัทได้ซื้อกิจการค้าปลีกแบบดั้งเดิม Whole Foods Market และยังได้เปิดร้านหนังสือแบบดั้งเดิม (Brick-and-mortar Book Store), ร้านขายของชำ (Grocery Stores) แบรนด์ Amazon และร้านสะดวกซื้อแบบไม่มีแคชเชียร์ (Cashierless Convenience Store) หลายแห่ง แม้ร้านค้าปลีกแบบดั้งเดิมเหล่านี้จะมีค่าใช้จ่ายประจำที่สูงกว่า แต่ก็มีจุดเด่นคือ สามารถดึงดูดสายตาของผู้บริโภคได้มากกว่า และทำให้ผู้บริโภคได้ลองเสื้อผ้าที่พวกเขาต้องการซื้อด้วย
การที่ Amazon จะทำห้างสรรพสินค้าแบบดั้งเดิมนี้ คาดว่าจะช่วยให้ Amazon สามารถขายสินค้าประเภทเสื้อผ้า และสินค้าเทคโนโลยีได้มากขึ้น อ้างอิงจากรายงานข่าวของ The Wall Street Journal ข่าวยังระบุว่า Amazon เริ่มติดต่อแบรนด์เครื่องแต่งกายของสหรัฐ เมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้วแม้ว่าจะยังไม่ชัดเจนว่าจะนำแบรนด์ใดมาขาย แต่ยักษ์ใหญ่อีคอมเมิร์ซยังวางแผนที่จะขายสินค้าภายใต้แบรนด์ของ Amazon เองด้วย
การทำธุรกิจห้างสรรพสินค้าแบบดั้งเดิมของ Amazon จะสร้างแรงกดดันให้กับกลุ่มค้าปลีกแบบดั้งเดิมแบรนด์ดังๆ ที่ทุกวันนี้ก็กำลังดิ้นรนเพื่อเอาตัวรอดอยู่แล้ว J.C. Penney, Lord & Taylor และ Neiman Marcus เป็นส่วนหนึ่งในผู้ค้าปลีกที่ถูกฟ้องล้มละลาย (Filed for Bankruptcy) เมื่อปีที่แล้ว ขณะที่ Nordstrom และ Macy's กำลังลงทุนอย่างหนัก เพื่อพยายามดึงดูดลูกค้าใหม่ รวมถึงการเปิดร้านค้าขนาดเล็กและกำลังปรับปรุงธุรกิจอีคอมเมิร์ซของพวกเขาให้ดีขึ้น
ปัจจุบันมูลค่าตลาด (Market Value) ของ Amazon อยู่ที่ 1.59 ล้านล้านดอลลาร์
Cr : CNBC / INSIDER
Source
Source