วรินทร สีสุขดี ผู้อำนวยการส่วนผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ บริษัท จีไอเอส จำกัด เปิดเผยว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 แม้สถานการณ์ในประเทศไทยในขณะนี้ยังคงมีความไม่แน่นอน เนื่องจากการกลายพันธุ์ของไวรัสสายพันธุ์ใหม่โอไมครอน ส่งผลให้พฤติกรรมของผู้บริโภคยังคงใช้บริการด้านต่างๆ จากแพลตฟอร์มออนไลน์ ทำให้อีคอมเมิร์ซยังจำเป็นและมีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลต่อมายังธุรกิจบริการขนส่งสินค้าออนไลน์ที่จะขยายตัวด้วยเช่นกัน ซึ่งจะเห็นได้จากข้อมูลของศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี ระบุว่า แนวโน้มภาคการขนส่งไทยในปี 2565 จะเติบโตกว่า 10.5 โดยได้รับอานิสงส์หลักมาจากการฟื้นตัวของการขนส่งสินค้าที่เติบโตต่อเนื่อง 10.4% ซึ่งเป็นผลจากภาคการผลิตกลับสู่ระดับปกติ และแรงหนุนจากความต้องการสินค้าส่งออก อย่างไรก็ตาม พบว่าหากพิจารณาถึงต้นทุนด้านการขนส่งของผู้ประกอบการยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง เป็นปัจจัยหลักที่กระทบต่อความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจในระยะต่อไป
“ด้วยพฤติกรรมการดำเนินชีวิตของผู้บริโภคและภาคธุรกิจไม่เหมือนเดิมตามเหตุที่กล่าวมาข้างต้น ส่งผลให้การแข่งขันทางธุรกิจมีความรุนแรงและรวดเร็วขึ้น และการขยายตัวจากกลุ่มลูกค้า B2B มายังกลุ่ม B2C ทำให้เกิดการกระจายของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ซับซ้อน หลากหลาย และเพิ่มปริมาณมากขึ้นกว่าเดิม นอกจากการปรับเปลี่ยนระบบการทำงานให้รองรับการเปลี่ยนแปลงของรูปแบบธุรกิจใหม่แล้ว สิ่งสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจขนส่งอยู่รอดและเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง คือ การบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่ต้นทุนการวางแผนการขนส่ง การจัดการคลังสินค้า รวมถึงการบริหารทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งเช่นคนหรือรถขนส่ง ผู้ประกอบการสามารถบริหารจัดการต้นทุนได้ดีขึ้นด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยจัดการระบบขนส่งและโลจิสติกส์ให้ง่ายและรวดเร็วทันต่อความต้องการของลูกค้าและลดการใช้ทรัพยากรเพื่อควบคุมต้นทุน นับเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์และเทคนิคสำคัญ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจ สร้างความพึงพอใจสูงสุดให้ลูกค้า ในขณะที่สามารถสร้างกำไรได้มากขึ้น จากการบริหารจัดการจนลดต้นทุนทางธุรกิจลงได้สูงสุด” วรินทร กล่าว