ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การศึกษาได้รับการออกแบบให้มีความเฉพาะตัวและมีรูปแบบที่ผสมผสานกันมากขึ้น ด้วยโมเดลด้านดิจิทัลใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นในห้องเรียน ห้องปฏิบัติการวิจัย และสำนักงานธุรการ ความอัจฉริยะและระบบคลาวด์มีความสำคัญเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก โดยได้รับการสนับสนุนจากนวัตกรรมใหม่ๆ จากฝั่งข้อมูลไอซีทีที่กำลังเปลี่ยนโฉมอุตสาหกรรมการศึกษา โดยข้อมูลจากผลสำรวจการใช้ชีวิตดิจิทัลในประเทศไทยช่วงปี พ.ศ. 2563 และปี พ.ศ. 2564 พบว่าการใช้งานอีคอมเมิร์ซของคนไทยเพิ่มขึ้นจาก 37% เป็น 76% และอัตราส่วนของผู้ที่ทำงานทางไกลเพิ่มขึ้นจาก 17% เป็น 30% ในขณะเดียวกัน บริษัทไทยต่างก็ยอมรับระบบคลาวด์เพิ่มขึ้นจาก 26% เป็น 70% และคาดว่าภายในปี พ.ศ. 2573 จีดีพีรวมเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศไทยจะมีสัดส่วนมากถึง 30%
บทบาทด้านดิจิทัลของการศึกษามีรับความสำคัญมากยิ่งขึ้นในช่วงการเกิดโรคระบาดโควิด-19 อย่างกระทันหัน ตลอดช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมามีนักเรียนประมาณกว่า 1,500 ล้านคนไม่สามารถเข้าเรียนในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยของตนเองได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งคิดเป็น 90% ของนักเรียนระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และมหาวิทยาลัยทั่วโลก ความจำเป็นเร่งด่วนในการเข้าถึงด้านการศึกษาอย่างเท่าเทียมและมีคุณภาพจึงกลายเป็นปัญหาระดับโลกในขณะนี้
เนื่องจากประเทศไทยได้มุ่งหน้าสู่การเป็นศูนย์กลางด้านดิจิทัลแห่งอาเซียน ช่วงเวลาแห่งความท้าทายในตอนนี้จึงกลายเป็นดั่งช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านของประเทศ ดังที่ศาสตราจารย์ ดร.สุพจน์ เตชวรสินสกุล คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้กล่าวเน้นย้ำในงาน Huawei CLOUD & CONNECT 2022 (HCC) ว่า “ทุกวันนี้โลกจริงและโลกไซเบอร์ถูกหลอมรวมเข้าด้วยกัน เราต้องทำงานร่วมกับหัวเว่ยและพันธมิตรต่างๆ ในการผนวกโลกดิจิทัลเข้ากับทุกแง่มุมความรู้เพื่อตอบโจทย์ทั้งกลุ่มอาจารย์และนักศึกษา เพื่อให้เราสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ต่างๆ ได้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ไม่อาจเลี่ยงได้”
ดร.กมล เกียรติเรืองกมลา รองอธิบดีฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เน้นย้ำถึงประเด็นดังกล่าวเพิ่มเติมในงาน HCC ว่า “โควิดได้เร่งกระบวนการเปลี่ยนแปลง หากเรายังคิดแบบเดิม อีก 10 ปี เราอาจจะไม่สามารถรักษามหาวิทยาลัยของเราไว้ได้ เราจึงต้องพึ่งพาเทคโนโลยีที่เป็นนวัตกรรมจากบริษัทชั้นนำอย่างหัวเว่ย เพื่อทลายขนบเดิมๆ ของเรา”