ณัฐา ปิยะวิโรจน์เสถียร Head of Strategy กล่าวว่า “ด้วยความที่เราอยู่กับ pandemic มา 2 ปีแล้ว และถึงแม้ว่าตอนนี้เราจะเข้าสู่ wave ที่ 5 อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ผู้บริโภคมีการปรับตัวและมีความรู้ความเข้าใจในการกลับไปใช้ชีวิตในสังคม แบบที่มีความระความระมัดระวังในมากยิ่งขึ้น ซึ่งตรงนี้เองที่จะทำให้เราเห็นถึงแนวโน้มพฤติกรรมผู้บริโภคที่กลับออกมาใช้ชีวิตในสังคมและมีผลต่อการวางแผนการตลาดในปีนี้”
โดยสรุป 6 เทรนด์ของผู้บริโภคที่มายด์แชร์คิดว่าจะเห็นได้อย่างชัดเจนชัดในปี 2022 มีดังนี้
1. Mindful Togetherness: การกลับไปใช้ชีวิตในสังคมจะมีความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น แม้ว่าจะมีอัตราการฉีดวัคซีนที่สูงขึ้น และผู้บริโภครับรู้ว่าจะต้องหาวิธีปรับตัว รับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นที่จะส่งผลต่อรูปแบบของการใช้ชีวิตร่วมกันคือ
- Phygital Community: มาจาก Physical รวมกับ Digital การผนึกรวมระหว่างช่องทางจำหน่ายหน้าร้านและการขายออนไลน์ ที่จะช่วยยกระดับประสบการณ์การ Engage ระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น สะท้อนถึงการชอปปิ้งผ่านหน้าร้าน ในอนาคตจะไม่ใช่เรื่องของทรานส์ฟอร์มเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป ยกตัวอย่าง Starbucks ซีแอตเทิล ร่วมกับ Amazon สร้าง Hybrid Store ที่เป็น Seamless Payment ให้สั่งเมนูทางออนไลน์แล้วรับออเดอร์ที่เคาน์เตอร์ เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการกลับไปใช้ชีวิตในสังคมอีกครั้ง เป็นต้น
- Contactless Connection: ประสบการณ์ไร้สัมผัสจะเข้ามามีบทบาทมากขึ้นสำหรับช่องทางการจำหน่ายทางหน้าร้าน รวมถึงการออกแบบสินค้าที่นำเทคโนโลยีเข้ามา เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภคมากขึ้น ไม่ใช่แค่การมอบประสบการณ์ใหม่ เช่นการกดลิฟต์ การชำระค่าผ่านทางแบบใช้ Easy Pass
- Omnichannel Retail: การกระตุ้นให้แบรนด์มองถึงความสำคัญให้มากกว่าการแค่มีช่องทางขายออนไลน์ โดยแบรนด์ต้องมองถึงการเติมเต็มประสบการณ์ให้ผู้บริโภคเป็นหลัก ไม่ใช่แค่เพียงการมีช่องทางขายที่หลากหลาย แบรนด์จะต้องปรับตัวในยุค post-pandemic โดยการรวบข้อมูลจากช่องทางต่างๆ เข้าด้วยกัน สร้าง touchpoint ให้เกิดการซื้อและรับสินค้าสะดวก ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ หรือการที่ BOPIS หรือ BORIS นั่นคือ Buy Online and Pickup instore หรือ Buy Online and Return instore เป็นประสบการณ์ของ Omnichannel ที่จะต้องตอบโจทย์ ส่งเสริมซึ่งกันและกัน
2. Homebody Economy?: แม้ว่าผู้คนจะใช้ชีวิตภายในบ้านมากยิ่งขึ้น แต่ก็ต้องการช่วงเวลาที่มีคุณภาพด้วย รวมถึงประเด็นSurvive or Alive ว่าผู้บริโภคต้องการใช้ชีวิตแบบให้อยู่รอดปลอดภัย หรือต้องการกลับมาใช้ชีวิต
- Hometainment: home + entertainment ที่แบรนด์ควรสนองประสบการณ์ให้กับผู้บริโภคได้เหนือความคาดหมายกว่าเดิม มีช่องทางการติดต่อทางสื่อออนไลน์ที่สะดวกรวดเร็ว สร้างประสบการณ์ที่เคยเกิดขึ้นนอกบ้าน ให้เกิดขึ้นภายในบ้านได้ เพื่อชดเชยช่วงเวลาที่ผู้บริโภคไม่สามารถออกไปใช้ชีวิตได้
- Statement of Place and Space: การออกแบบหรือการสร้างประสบการณ์ของสถานที่มีคุณค่า ความหมายที่ลึกซึ้งและหลากหลายกว่าเดิม โดยจะต้องมีความยืดหยุ่นมากขึ้นเพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนพื้นที่ได้หลากหลายรูปแบบ ยกตัวอย่าง อิตาลีที่ได้เปลี่ยนสถานีรถไฟเก่าให้กลายเป็นคอมมูนิตี้แห่งใหม่ แต่ยังให้ความสำคัญกับความยั่งยืนและรักษาธรรมชาติ
- Survive or Alive: การที่แบรนด์ทำให้ผู้บริโภคตระหนักถึงการมีชีวิตอยู่เพื่อทำตามสิ่งที่ต้องการ ผู้บริโภคไม่ต้องการวิธีการสื่อสารแบบเดิมจากแบรนด์อีกแล้ว แต่ต้องการความ Hopeful หรือ Optimistic จากแบรนด์มากขึ้น สนับสนุนให้ผู้บริโภคกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย
3. Nostalgia Reminiscing: เทรนด์ที่ผู้บริโภคย้อนนึกถึงช่วงเวลาในอดีตที่น่าจดจำ หรือย้อนยุคต่างๆ โดยเฉพาะ Gen Y Gen C ที่เติบโตมาในยุคดิจิทัล
- Down the Memory Lane: ด้วยความที่เราอยู่ในยุค digital เทรนด์ข้อนี้ก็อาจจะมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเติมเต็มวิถีของผู้บริโภคด้วย ทำให้ผู้บริโภครู้สึกอยากย้อนกลับไปหาความทรงจำ เพราะปัจจุบันถูกครอบไว้ด้วยเรื่อง Speed – Instant – Convenience ยุคอนาล็อกมีความทรงจำที่แม้จะไม่ได้สะดวกสบายเท่ากับยุคดิจิทัล แต่ก็เต็มไปด้วยเรื่องราว
4. Live More Than One Life: ยุคของโลกเสมือนจริง การใช้ชีวิตในยุคนี้ที่มีทั้งโลกจริงและโลกเสมือน เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตมากขึ้น ทำให้เส้นแบ่งระหว่าง 2 โลกนั้นเข้าใกล้กัน รวมถึงการปรับสู่ Virtual ที่เปลี่ยนแปลงไป
- Mega Metaverse: กระแสที่มาแรงในช่วงปลายปีที่แล้ว เทคโนโลยีที่แบรนด์สามารถนำพาผู้บริโภคไปอยู่ในโลกเสมือนจริงอีกโลกนึงนี้ได้ผ่านเทคโนโลยีอย่าง AR/ VR นอกจากจะทำให้แบรนด์สามารถ engage กับผู้บริโภคได้อย่างลึกซึ้งแล้ว ยังทำให้เราก้าวข้ามข้อจำกัดต่างๆที่ไม่สามารถทำได้ในชีวิตจริงอีกด้วย
- No More Middle Man: การเกิดขึ้นของ blockchain ได้ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าการกระจายอำนาจ (decentralize) เกิดขึ้น ผลพวงของการกระจายอำนาจทางด้านการเงินที่ทำให้เกิด cryptocurrency ที่ว่ายังกระจายไปสู่ทั้งเรื่องเกมมิ่ง และ NFT Art อีกด้วย
5. Brighter, Bolder, Better, Build Back: ยุคที่ผู้บริโภคจะให้ความสำคัญและความใส่ใจกับสิ่งต่างๆรอบตัวมากขึ้นทั้งกับตัวเอง คนใกล้ตัว และสังคม สิ่งแวดล้อม
- Play a Part: การมีส่วนร่วมในกระแสสังคม ผู้บริโภครู้ว่าสิทธิ์และเสียงของตนเองสามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ และแบรนด์เองก็เริ่มจริงจังกับเรื่องนี้ รวมถึงความยั่งยืนที่แบรนด์จะต้องเป็นผู้สร้างความยั่งยืนร่วมกับผู้บริโภค ยกตัวอย่าง Grab Food ที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสามารถสั่งและมอบอาหารให้กับไรเดอร์ได้
- Well – Balance Wellness: การใส่ใจเรื่องสุขภาพ ไม่ใช่แค่เรื่องเอาตัวรอดจากโควิด19 แต่ต้องทำให้ตนเองมีสุขภาพดีและใช้ชีวิตได้อย่างยืนยาว
6. Interactive Future: เทคโนโลยีจะเข้ามาเติมเต็มประสบการณ์และ journey ของผู้บริโภคได้มากกว่าเดิม เช่น การชอปปิ้งออนไลน์ที่ทำให้ทุกอย่างง่ายและสะดวกสบายยิ่งขึ้น ไม่ใช่แค่เติมเต็มประสบการณ์ แต่จะต้องควบคุมสิ่งต่าง ๆ ในชีวิตได้มากขึ้นด้วย
- Voice, Visual, Video, and Virtual Assistant: เพื่อเติมเต็มช่องว่าง Journey ของผู้บริโภคให้สะดวกสบายและน่าตื่นเต้นมากยิ่งขึ้น ภาพ เสียง วิดีโอ จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะในแง่ของการชอปปิ้ง
- Shoppable Media: สื่อที่เป็นได้มากกว่าการสร้าง awareness และ engagement เมื่อผู้บริโภคคุ้นชินกับโลกอีคอมเมิร์ซ ก็ต้องการประสบการณ์ที่สะดวกสบายยิ่งกว่าเดิม Social Commerce จึงตอบโจทย์ผู้บริโภคได้มากขึ้น ทำให้เทรนด์ในปีนี้ควรมองว่าการสร้าง Conversion และ Transaction จะเป็นไปได้อย่างไร
- In Control and On Demand: เทคโนโลยีและแฟลตฟอร์มต่างๆบนโลกออนไลน์จะเข้ามาตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในการควบคุม จัดการกับเวลาหรือคอนเทนท์ที่จะเข้าถึงได้ตามความสะดวกและเหมาะสม เช่น การแจ้งเตือนว่าเราใช้เวลามากเกินไปบนโซเชียลมีเดีย เพื่อทำให้หันไปใช้เวลากับการใช้ชีวิตส่วนอื่นบ้าง
เห็นได้ว่ามุมมองเกี่ยวกับเทรนด์ของผู้บริโภคไทยข้างต้น ไม่เพียงแต่สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคไทยที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลามันยังทำให้แบรนด์และนักการตลาดตระหนักถึงพัฒนาและปรับกลยุทธ์การตลาดและทิศทางในการดำเนินธุรกิจอีกด้วย