ปี 2023 เป็นปีที่ผู้บริโภคจะสามารถใช้ชีวิตได้เกือบปกติดังเช่นในยุคก่อนการระบาดของ COVID-19 ถึงแม้ว่าสถานการณ์ทั่วโลกจะอยู่ในภาวะถดถอย แต่คาดการณ์ว่าประเทศไทยจะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มากกว่า 4% เมื่อเทียบจากปีก่อนหน้า
ทั้งนี้คาดการณ์ว่าในภาคอุตสาหกรรมสื่อโฆษณาจะเติบโตขึ้นประมาณ 5% ในปี 2023 ประกอบกับเทคโนโลยีของสื่อที่พัฒนาขึ้นและเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคได้มากขึ้น โดยผู้บริโภคจะมีการตัดสินใจซื้อสินค้าจากการรีวิวของผู้ใช้จริงและสนใจในโซเชี่ยลคอมเมิร์ซมากขึ้น

พิทักษ์ อินทรทูต กรรมการผู้จัดการ มายด์แชร์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “เรามองว่าปีที่ผ่านมาค่อนข้างแย่ แต่ถ้าเรามองย้อนกลับไปปีที่แย่ที่สุดจริงๆ คือปี 2020 Worst Year Ever ล็อกดาวน์อยู่บ้าน แทบจะไปไหนไม่ได้ ถัดมา ปี 2021 เริ่มฟื้นตัว ปรับการทำงานแบบไฮบริด ปรับตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์อย่างเต็มที่ ทุกคนรู้สึกเหนื่อย เวลาทำงานกับเวลาส่วนตัวกลายเป็นเรื่องเดียวกัน ปี 2022 Year of Hope ทุกคนเริ่มมีความหวัง การแพร่ระบาดน้อยลง ใช้ชีวิตได้ปกติมากขึ้น และปีนี้ ปี 2023 Year of Positivity เป็นปีแห่งการมองในแง่บวก เราเห็นสัญญาณบวกจากภาคเอกชนและภาคครัวเรือนต่อการใช้จ่ายเงินมากขึ้นตั้งแต่ช่วงก่อนปีใหม่ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของคอนเสิร์ต การจัดงานปีใหม่ ซึ่งอาจเรียกได้ว่าไทยเราใกล้สู่การกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติได้เกือบเต็มรูปแบบ”
“แน่นอนว่าเราก็ยังคงต้องจับตามองทั้งสถานการณ์โควิด และสถานการณ์รอบโลกกันอยู่ ทั้งนี้ในส่วนของภาคอุตสาหกรรมมีเดีย ยังคงมีปัจจัยที่ทำให้การใช้เงินในภาคโฆษณายังคงเป็นบวก และในส่วนของเทคโนโลยีของสื่อที่พัฒนาขึ้น พร้อมทั้งในส่วนของคอนเทนน์ที่เจาะกลุ่มผู้บริโภคได้มากขึ้น จึงทำให้ปี 2023 เป็นปีที่น่าจะสนุกสำหรับนักการตลาด”

มายด์แชร์ สรุปมุมมองต่ออุตสาหกรรมสื่อปี 2023 ดังนี้
- คาดการณ์เม็ดเงินโฆษณาเพิ่มขึ้น 5% เทียบจากปี 2565 โดยคาดว่าจะมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 124,362 ล้านบาท โดยมองว่าปัจจัยนี้มาจากนักท่องเที่ยว คาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทย 22-25 ล้านคน จาก 60 ล้านคน เป็นนักท่องเที่ยวจีนประมาณ 5 ล้านคน
- หากเมื่อดูตามสื่อ สื่อที่น่าจับตามองในปีนี้คือสื่อนนอกบ้านและรองลงมาคือสื่อออนไลน์
- อย่างไรแล้วปัจจัยที่มีผลต่อการโตของสื่อออฟไลน์คือ Connected TV, การแข่งขันทางด้านคอนเทนน์เพื่อดึงคนดู, เทคโนโลยีของสื่อนอกบ้าน หรือ Programmatic OOH และการตระหนักของแบรนด์ต่างๆในการสร้างการรับรู้เพื่อนำไปสู่การซื้อสินค้าของผู้บริโภค
- โดย 3 อุตสาหกรรมหลักที่ยังใช้เม็ดเงินโฆษณาเยอะคือ อุตสหกรรมค้าปลีก, เครื่องดื่ม (แบบไม่มีแอลกอฮอล์) และรถยนต์

คาดการณ์ใช้เงินบนสื่อโฆษณา(Ad Spend)
ปี 2022 ที่ผ่านมา เติบโตจากปี 2021 อยู่ที่ 9% คิดเป็นมูลค่า 118,434.7 ล้านบาท
และปี 2023 คาดการณ์มีการเติบโต อยู่ที่ 5% คิดเป็นมูลค่า 124,362 ล้านบาท
โดยทางมายด์แชร์วิเคราะห์ว่า การเติบโตของเม็ดเงินโฆษณายังมีอยู่ แต่สิ่งที่ทำให้ไม่โตเท่ากับหรือมากกว่า 9% ในปีก่อน เกิดจากการที่กำลังซื้อของผู้บริโภคที่จำกัด และภาคธุรกิจบางกลุ่มเริ่มตัดงบโฆษณาประชาสัมพันธ์
“เห็นได้ว่าสื่อ Outdoor เริ่มโตมากขึ้น เพราะคนเริ่มออกไปใช้ชีวิตนอกบ้านมากขึ้น ทำให้มีการเติบโตของ Billboard ต่างๆ ซึ่งปีนี้จะเริ่มเห็นการซื้อสื่อแบบ Programmatic OOH เกิดขึ้น เราสามารถปรับเปลี่ยนช่วงเวลา จัดการงบประมาณ หรือแม้แต่การเลือก Location ในการลงโฆษณา OOH เรียกได้ว่าง่ายมากขึ้นทีเดียว ซึ่งเหล่านี้จะทำให้โฆษณามีประสิทธิภาพมากกว่า”
“สื่อ TV จะเห็นได้ว่าไม่ได้ลดลงอย่างที่ทุกคนกลัว 2-3 ปีที่ผ่านมา การทำการตลาดจะโฟกัสไปที่ทำอย่างไรให้คนมี Conversion ให้ลูกค้าซื้อสินค้ามากที่สุด แต่เมื่อมาถึงจุดนึงจะพบว่ามันไม่เพียงพออีกต่อไป ถ้าไม่มี Awareness จะทำให้คนไม่เสิร์ชสินค้าของเรา ทำให้นักโฆษณาเริ่มกลับมาบิวด์ให้คนเกิด Awareness ด้วย พร้อมๆไปกับการทำ Conversion

อุตสาหกรรมที่ใช้เม็ดเงินโฆษณามากที่สุด
3 กลุ่ม FMCG ที่ใช้เม็ดเงินโฆษณาเป็นจำนวนมาก
เผย 6 เทรนด์ผู้บริโภคปี 2023 ที่น่าสนใจ
1. ผู้บริโภคให้ความสนใจต่อแบรนด์ที่มีความสนใจในเรื่องสิ่งแวดล้อมและการรับผิดชอบต่อสังคมแต่ที่สำคัญคือแบรนด์ต้องแสดงออกถึงความจริงใจต่อผู้บริโภคด้วย ไม่ใช่ทำเพราะเป็นแคมเปญการตลาด
2. customer influencer มีการเติบโตมากขึ้น เพราะผู้บริโภคตัดสินใจการซื้อสินค้าจากการรีวิวสินค้าของผู้ใช้สินค้าจริง
3. จาก App สู่ Super App คือสิ่งที่ผู้บริโภคจับตามองในยุค 2023 ยกตัวอย่าง Line จากแอปแชทตอนนี้รวมทุกย่าง พยายามจบในแอปเดียว, grab สั่งสินค้า เดลิเวอรี่ ขนส่ง, shopee ขั้นกว่าของการช้อปปิ้ง
4. การหาข้อมูลผ่านทาง Social Search ซึ่งผู้บริโภคไม่ได้เริ่มต้นที่ Google เมื่อรู้ว่าจะหาอะไร จะไปที่แพล็ตฟอร์มนั้นเลย ทำให้ปัจจุบันการเสิร์ชจะอยู่บนทุกช่องทาง
5. VDO ยังคงเป็นรูปแบบคอนเทนน์ที่ผู้บริโภคสนใจ ไม่ว่าจะเป็น TikTok, Reels, Youtube Shots ทำให้เกิด attention economy ซึ่งแบรนด์รู้ว่าจะทำยังไงให้เกิดขึ้นนั่นคือการทำวิดีโอสั้น
6. การทำ Omni-Channel ซึ่งแบรนด์ต้องทำให้เกิดความสะดวกสบายกับผู้บริโภคทุกช่องทาง ไม่สามารถโฟกัสเฉพาะบางช่องทางได้อีกต่อไป