อีกเรื่องหนึ่งซึ่งถือเป็นหนึ่งในความสำเร็จของ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ คือการพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง เช่น ช่วงเดือนมีนาคมปีที่แล้วมีการเปิดตัว จอห์นนี่ บลอนด์ (Johnnie Blonde) เป็นสินค้าใหม่ ซึ่งเกิดจากการค้นพบว่าผู้บริโภครุ่นใหม่ต้องการเครื่องดื่มที่เข้าถึงง่าย ผลิตภัณฑ์นี้จึงออกมาตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี
การทำงานในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมาถือเป็นเรื่องท้าทายสำหรับองค์กรที่อยู่มายาวนาน แต่คุณจรินีมองว่าการทำงานที่ได้รับการปูทางให้สามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลาถือเป็นเครดิตที่ต้องยกให้กับผู้บริหารและพนักงานภายในองค์กร
“ดิอาจิโอเรามีนโยบายที่เรียกว่า Flex Philosophy ซึ่งหมายถึงเราให้ความยืดหยุ่นแก่พนักงานในการทำงาน พนักงานสามารถทำงานที่ไหนก็ได้ ตราบใดที่พวกเขาสามารถส่งงานได้ตามเวลาและตรงตามเป้าหมายที่วางไว้ องค์กรได้มีการปูทางให้การทำงานปรับเปลี่ยนไปกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปในรูปแบบของเทคโนโลยีที่มีความ Smooth มากขึ้น มีระบบต่างๆ เข้ามารองรับเพื่อให้ทุกคนยังสามารถ Connect กันได้แม้ไม่ได้พบหน้ากันก็ตาม นโยบายของบริษัทเอื้อให้เราสามารถทำงานในสถานการณ์ที่มันปรับเปลี่ยนได้อยู่ตลอด มีการวางแผนงานในระยะยาว
ในขณะเดียวกันก็มีแผนระยะสั้นที่จะสามารถปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ โดยเฉพาะการที่เราต้องจับเทรนด์ของผู้บริโภคให้ทัน จึงทำให้มีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น การใช้ Social Listening Tool เพื่อดูพฤติกรรมผู้บริโภคว่าผู้บริโภคพูดถึงเรื่องนี้อย่างไร ผู้บริโภคเขาต้องการอะไร เพื่อนำเสียงเหล่านี้มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเรา”
แผนการทำงานและเป้าหมายในปีนี้ของ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ จะยังคงเน้นเรื่องของการทำความเข้าใจผู้บริโภค ตามหาเทรนด์ที่ผู้บริโภคต้องการรวมถึงช่วยเหลือคู่ค้าให้พร้อมก้าวไปข้างหน้าและเติบโตไปพร้อมกันเมื่อสถานการณ์สามารถกลับมาเป็นปกติ
“นอกจากนี้ ดิอาจิโอมีเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่เรียกว่า SOCIETY 2030 ซึ่งมี 3 ส่วนหลักๆ คือการให้ความรู้เกี่ยวกับการดื่มอย่างรับผิดชอบ การส่งเสริมด้านสิ่งแวดล้อม Grain to Glass และการให้ความสำคัญกับความหลากหลายในชุมชน หนึ่งในตัวอย่างล่าสุดคือ การที่เราเข้าไปช่วยเหลือพันธมิตรต่างๆ ที่อยู่ในธุรกิจกลางคืน เช่น บาร์เทนเดอร์ โดยมี Diageo Bar Academy เพื่อเทรนนิ่งและอัพเดทความรู้ให้กับคนเหล่านี้ เพื่อให้เขาพร้อมทำงานเมื่อสถานการณ์ดีขึ้น สำหรับร้านที่ปรับเป็นร้านอาหารซึ่งเปิดได้แล้วเราก็สนับสนุน ATK ให้ เพราะเป็นเครื่องมือที่เขาจำเป็นต้องใช้ ซึ่งเราให้ไปกว่า 200 ร้านค้าทั่วประเทศ มูลค่ากว่า 1.8 ล้านบาท
ส่วนของแบรนด์เมื่อการบริโภคเปลี่ยนจากการดื่มนอกบ้านมาเป็นดื่มในบ้านมากขึ้น แคมเปญต่างๆ ของเราก็จะเป็นแคมเปญที่พูดถึงโอกาสต่างๆ ที่เกิดขึ้น เรามีการปรับขนาดของบรรจุภัณฑ์เพื่อรองรับความต้องการและพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปในการดื่มที่บ้านมากขึ้นของลูกค้า อย่างไรก็ตาม เรามองว่าสำหรับคนไทยการเข้าสังคมแบบได้พบปะกันยังสำคัญมาก ทุกคนยังต้องการออกไปสังสรรค์กับเพื่อน อยากฟังเสียงดนตรี ได้เจอผู้คน เมื่อสถานการณ์ดีขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้นช่วงที่ผู้บริโภคอยู่ที่บ้านเราต้องมั่นใจว่าสินค้าของเราจะสามารถตอบโจทย์การดื่มในบ้านได้ และเราก็พร้อมที่จะปรับตัวโดยมีแผนรองรับเมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น”
อีกเทรนด์ที่ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ มองเห็น คือการที่ผู้บริโภคเริ่มเลือกดื่มสินค้าที่มีคุณภาพมากขึ้นซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบของผู้นำอย่าง จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ เพราะความต้องการข้อนี้สะท้อนกลับมาที่ Key Success Factor ของ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ ในแง่ของคุณภาพสินค้าที่มีมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีกลุ่มสินค้าครบให้ผู้บริโภคได้เลือกดื่มในแบบที่เขาต้องการ มีนวัตกรรมใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ผู้ดื่มในปัจจุบันที่พร้อมทดลองสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา
“ความท้าทายของเราในตอนนี้คือเรื่องของช่องทางจัดจำหน่ายที่จำกัด ดังนั้นช่องทางที่เหลืออยู่เราจะทำอย่างไรให้เติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนช่องทางที่ปิดเราก็ต้องเตรียมพร้อมเมื่อสถานการณ์ดีขึ้นและร้านกลับมาเปิดได้ เรื่องที่สองคือพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป เราต้องมั่นใจว่าเราจะสามารถดักเทรนด์การดื่มของผู้บริโภค และตอบสนองความต้องการนั้นให้ทัน อีกเรื่องที่ถือเป็นความท้าทายของเราก็คือเราต้องกระตุ้นคนของเราให้สามารถปรับตัวและสนุกไปกับการเปลี่ยนแปลง สุดท้ายเมื่อ Brand Loyalty น้อยลง แบรนด์ที่อยู่มานานแบบ จอห์นนี่ วอล์กเกอร์ จะทำอย่างไรให้ยังสามารถครองใจผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องซึ่งนั่นอาจจะไม่ใช่เรื่องง่ายแต่ความแข็งแกร่งของแบรนด์ และด้วยปรัชญา Keep Walking ที่เรามีก็มองว่ายังเป็นความท้าทายที่เราสามารถรับมือได้” คุณจรินี กล่าวปิดท้าย