ในประเทศไทยต้องยอมรับว่า สุราพรีเมียมที่ได้รับความนิยมแบรนด์หนึ่งก็คือ Johnnie Walker เพราะมีจำหน่ายมายาวนานมากกว่า100 ปี
และแน่นอนว่าสิ่งที่ทำให้ Johnnie Walker แตกต่างจากสุราทั่วไปนั้นก็มาจากคุณภาพและภาพลักษณ์ซึ่งภาพลักษณ์ส่วนหนึ่งก็มาจากบรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบอย่างสวยงามหรูหรา
มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจเกี่ยวกับแบรนด์ Johnnie Walker ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมานี้ คือ Johnnie Walker เริ่มทยอยยกเลิกการจำหน่ายสุราแบบใช้กล่องกระดาษบรรจุภัณฑ์มาตั้งแต่เดือนกันยายน 2022 ในบางประเทศ
บริษัท ดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮนเนสซี่ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ DMHT ได้เริ่มเปิดตัวโครงการ “STEP OUT OF THE BOX #ก้าวต่อไปไร้กล่อง” ไปเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาในกลุ่มสินค้าตลาด Mass คือ Johnnie Walker Red Label, Johnnie Walker Black Label, Johnnie Walker Double Black
ก้าวต่อไปที่ไร้กล่องนี้จึงถือเป็นก้าวที่ท้าทายสำหรับ DMHT อย่างมาก เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคชาวไทยซึ่งค่อนข้างจะยึดติดกับภาพลักษณ์จะยอมรับการเปลี่ยนแปลงนี้หรือไม่?
จรินี วงศ์กำทอง ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮนเนสซี่ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ DMHT กล่าวว่า ก่อนเริ่มแคมเปญบริษัทมีความกังวลเล็กน้อยเกี่ยวกับความเคยชินของผู้บริโภค โดยเฉพาะกับเรื่องความสวยงามและความเป็นสินค้าพรีเมียมกับกลุ่มลูกค้าประจำ
“ทีมงานต้อง Find out ในเรื่องนี้เยอะมากเพราะถือเป็นเรื่องละเอียดอ่อนสำหรับแบรนด์ที่เก่าแก่อย่างJohnnie Walker ที่มีภาพจำเรื่องบรรจุภัณฑ์มานานมากๆ เราสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างรัดกุมเพื่อให้กระทบกับแบรนด์น้อยที่สุด สิ่งที่ค้นพบก็คือคนจะตัดสินใจซื้อสุราพรีเมียมยังหนีไม่พ้นเรื่องแบรนด์และราคาที่เหมาะสมกับคุณภาพ แต่เราพบว่าผู้บริโภคยุคใหม่มีความคาดหวังที่จะให้แบรนด์ใส่ใจกับสิ่งแวดล้อมและเพิ่มบทบาทมากขึ้นในเรื่องของความยั่งยืน ผลสำรวจของเราพบว่า จริงๆ ผู้บริโภคไม่รู้สึกแตกต่างเรื่องภาพลักษณ์ แต่ที่น่าสนใจคือปฏิสัมพันธ์จากคนทั่วโลก คือตัดสินใจเร็วขึ้น 2.6 เท่า”

เป้าหมายของดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮนเนสซี่ (ประเทศไทย) เกี่ยวกับการขายสุราแบบไม่บรรจุกล่องในปีนี้มีอยู่3 เรื่องใหญ่ คือ
1.ลดมลพิษจากการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จำนวน 1 ล้านกล่องใน 1 ปีจากการเลิกขายสุราบรรจุกล่อง
2.ลดขยะจากการสังสรรค์จากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จำนวน 1 ล้านกล่องใน 1 ปีจากการเลิกขายสุราบรรจุกล่อง
3.ลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ 2.5 ล้านกิโลกรัมใน 10 ปี ผ่านความร่วมมือกับ EcoMatcher ในการปลูกป่า Keep Walking Forest
“กรุงเทพฯ มีปริมาณขยะถึง 10,000 หมื่นตันต่อวันหรือเทียบเท่ากับการบรรทุกขยะใส่รถสิบล้อไปกำจัดถึง 400 คัน DMHT อยากมีบทบาทไม่มากก็น้อยเพื่อช่วยลดปริมาณขยะเพราะแต่ละปีกล่องสุราถูกทิ้งไปจำนวนมาก โครงการนี้ถือเป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ เป็นก้าวกระโดดของบริษัท เป็นสิ่งที่เราควรทำ เราพูดเรื่องสิ่งแวดล้อมมาตลอดซึ่งการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ถือเป็นแบรนด์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์อินเตอร์แบรนด์แรกที่ทำในประเทศไทย”
สำหรับการเลิกใช้กล่องกระดาษบรรจุภัณฑ์เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ครั้งนี้ ทางบริษัทคาดว่าจะสามารถลดปริมาณขยะจากกล่องบรรจุภัณฑ์ได้กว่า 183 ล้านชิ้นทั่วโลกซึ่งจะช่วยลดปริมาณคาร์บอนได้กว่า 7,430 ตันต่อปี
จรินี ย้ำว่าโครงการ STEP OUT OF THE BOX นี้ไม่ได้เริ่มจากความตั้งใจที่จะลดต้นทุนการผลิตแต่อย่างใดเพราะต้นทุนที่ลดลงทางบริษัทก็จะนำกลับไปพัฒนาในด้านอื่นๆ เพื่อความยั่งยืนและรักษาคุณภาพของสินค้าที่มีคุณภาพ
“บรรจุภัณฑ์เป็นค่าใช้จ่ายไม่ถึง1% ของต้นทุนการผลิตสิ่งที่ต้องไปลงทุนเพิ่มลงไปยังแพงกว่าค่าบรรจุภัณฑ์อีก เหมือนกับการเลิกใช้ถุงพลสติกของห้างสรรพสินค้าก็ไม่ได้ลดต้นทุนมากมายอะไรแต่ทำไปเพื่อลดปัญหาสิ่งแวดล้อมมากกว่า
เบื้องต้นเราเริ่มยกเลิกบรรจุกล่องในตลาดพรีเมียม ส่วนสุรากลุ่มอัลตร้าพรีเมียมก็อาจจะมีตามมาในอนาคตหรือไม่ก็อาจจะใช้วิธีพัฒนาบรรจุภัณฑ์ใหม่ๆ ที่เหมาะสมและยั่งยืนต่อไป แต่เราอยากเริ่มจากสินค้ากลุ่มแมสที่สุดก่อน”

ูนีต นารัง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮนเนสซี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าบริษัทดำเนินธุรกิจเพื่อความยั่งยืน หรือ SGD ผ่าน 3 แกนหลัก คือ
1. Promote Positive Drinking หรือการให้ความรู้เกี่ยวกับการดื่มอย่างรับผิดชอบ
2. ChampionInclusion and Diversity การเพิ่มความเท่าเทียมในองค์กร
3. Pioneer Grain to Glass Sustainability หรือการให้ความสำคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนในทุกขั้นตอนการผลิต