การปฏิวัติระบบทางการเงินกำลังชัดเจนขึ้นเป็นลำดับ แมคโดนัลด์เดินหน้าจับเทรนด์ Cashless Society ทุ่มเม็ดเงินพัฒนาระบบ Cashless Payment ทุกช่องทางเป็นเจ้าแรกของ QSR
เทรนด์ Cashless มาแน่
เชื่อหลายหลายคนคงเห็นตัวเลข Cashless ในประเทศต่างๆ ที่นำโด่งแซงหน้าการใช้เงินสด โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างประเทศในแถบสแกนดิเนเวียนที่มีอัตราการใช้เงินสดเพียง 3% หากเทียบกับบ้านเรา แม้อาจจะต้องใช้เวลากว่าจะไปถึงจุดนั้นก็ตาม แต่ความพร้อมของ Infrastructure และจำนวนของ Merchant และระบบ Payment ที่มีมากขึ้น กลายเป็นตัวเร่งให้เมืองไทยกำลังจะเข้าสู่ Cashless Society
มร.เฮสเตอร์ ชิว ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แมคไทย จำกัด กล่าวว่า เมื่อเทียบกับ 4-5 ปีที่ผ่านมา สัดส่วนการใช้ Cashless Payment มีเพียง 2-3% แต่วันนี้มีมากกว่า 30% หรือมีอัตราการใช้เพิ่มขึ้น 1-2% ต่อเดือน ตัวเลขที่เห็นชัดเจนคือ ช่องทางเดลิเวอร์รีใช้จ่ายผ่านโมบายแอพพลิเคชั่นกว่า 45% หรือประมาณ 2 แสนแอคทีฟยูสเซอร์
ใช้เงินสดจ่ายแพงกว่าทำไม?
ว่าไปแล้วฝั่งระบบ Payment มีบทบาทในการเพิ่มอัตราเร่งได้อย่างมีนัยยะ เพราะต่างฝ่ายต่างโหมโปรโมชั่น ให้ยูสเซอร์เปลี่ยนพฤติกรรม เพราะมองเห็น Benefit ของการไม่ใช้เงินสดมากกว่า
Benefit
- บัตรแรบบิท ลด 10%
- แรบบิทไลน์เพย์ ลด 20%
- mPay เบอร์เกอร์ลดเหลือ 48 บาทจาก 95 บาท
- ไอศกรีมซันเดลดเหลือ 15 บาทจาก 30 บาท
- ซื้อสินค้าครบ 100 บาทขึ้นไป และชำระด้วย mPay แลกซื้อโค้กขนาดกลาง 9 บาทจาก 46 บาท
- BluePay Wallet รับเงินคืนทันที 50% สำหรับ 3,000 ท่านแรก โดยเงินจะคืนเข้ากระเป๋าเงิน BluePay Wallet
ร้านแมคโดนัลด์ยังเป็น QSR ที่มีพันธมิตร Cashless Payment Provider มากที่สุด แบ่งเป็นออฟไลน์ ได้แก่ บัตรเครดิต/บัตรแรบบิท และออนไลน์ อย่าง แรบบิทไลน์เพย์/ บลูเพย์ และเอ็มเปย์ และกำลังขยายแพลตฟอร์มการชำระเงินดิจิทัลกับพันธมิตรรายใหม่อย่าง อาลีเพย์ และทรูมันนี่วอลเล็ทภายในไตรมาสแรกนี้
“การทำธุรกิจ QSR ให้ประสบความสำเร็จอยู่ที่การสร้าง Experience ผมมองว่ามากกว่าโลเคชั่นที่สะดวกแล้ว เราต้องทำให้แมคโดนัลด์ Convenience จริงๆ เพื่อรองรับกลุ่มลูกค้าเป้าหมายที่เป็นคนรุ่นใหม่ด้วย วันนี้เราวางตัวที่จะเป็น Super Convenience ด้วยระบบการชำเงินดิจิทัล เราคาดว่าสัดส่วน Cashless Payment จะเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะ Transaction ผ่านโมบายแอพพลิเคชั่นจะเพิ่มเป็น 5 แสนยูสเซอร์”