BrandAge

  • News & Next
    • ALL NEWS
    • Automotive
    • Property
    • Financial
    • Consumer Product & Retail
    • IT & Telecom
    • Energy
    • Fashion
    • Food & Beverage
    • Media
    • General
  • Unboxing Ideas
    • ALL NEWS
    • Brand
    • Design
    • Review
    • Technology
  • Think
    • ALL NEWS
    • Interview
    • Weekly Quote
  • Marketing School
    • ALL NEWS
    • อุบัติเหตุแบรนด์เนม
    • Vocabulary
    • Brand Battle
    • Change the pace
    • NYC S.E.A.L
    • DataAge
  • Analysis
  • Research
  • Startup & SMEs
    • ALL NEWS
    • SMEs
    • Startup
    • Fintech
  • Sustainable Brand
  • Magazine
    • Thailand's Social Power Brand
      • 2025
      • 2024
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Brand
      • 2026
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
      • 2017
    • Thailand's Most Admired Company
      • 2025 - 2026
      • 2024 - 2025
      • 2023 - 2024
      • 2022 - 2023
      • 2021
      • 2020
      • 2019
      • 2018
    • Anniversary
      • 2025
      • 2024
      • 2023
      • 2022
      • 2021
      • 2020
    • Special Issue
      • นิลมังกร แบรนด์นวัตกรรมไทย
      • นิลมังกร The Reality Season 2
      • นิลมังกร The Reality Season 3
      • The Founder III
  • Publicity
  • Contact US
1,817
VIEWS

สัมภาษณ์พิเศษ “เปิดมุมมองใหม่กับนวัตกรรมการรักษาโควิด-19”

มี.ค. 06, 2565

ภายในกิจกรรมสัมภาษณ์พิเศษ  “เปิดมุมมองใหม่กับนวัตกรรมการรักษาโควิด-19”  ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 3 มีนาคมที่ผ่านมา ณ โรงแรมไฮแอท รีเจนซี่ กรุงเทพฯ สุขุมวิท ได้รับเกียรติจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิที่มีประสบการณ์ในการทำการศึกษาวิจัยทางคลินิกและการดูแลรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ทั้ง 2 ท่าน ได้แก่ ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงศศิโสภิณ เกียรติบูรณกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และนายแพทย์วีรวัฒน์ มโนสุทธิ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิและรองผู้อำนวยการสถาบันบำราศนราดูร ร่วมให้ข้อมูลเชิงลึกและภาพรวมสำหรับการรับมือกับโควิด-19 โดยมีหัวข้อที่น่าสนใจดังนี้

  • สถานการณ์ ความท้าทาย และแนวทางการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ในปัจจุบัน  
  • แนวทางการรักษาใหม่สำหรับโควิด-19 
  • มุมมองต่อโควิด-19 ในอนาคตเพื่อการปรับตัวสู่ชีวิตวิถีใหม่ (new normal)

ในลำดับแรก ศ.พญ.ศศิโสภิณ เกียรติบูรณกุล ได้เล่าถึงภาพรวมของสถานการณ์โควิด-19 และสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการรับมือกับโควิด-19 ในฐานะแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ตรงในการดูแลผู้ป่วยโควิด-19 เป็นเวลากว่า 2 ปี คือ 

 

1) ต้องมีการอัปเดตความรู้ใหม่ๆ ตลอดเวลา เพื่อรับมือกับโรคอุบัติใหม่ ทั้งในด้านความเข้าใจเกี่ยวกับโรค แนวทางการรักษา รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมการรักษาใหม่ ๆ

2) การค้นคว้าวิจัย ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาวัคซีนและยารักษาโควิด-19 ที่รวดเร็ว ตลอดจนการวิจัยเพื่อการป้องกันและการรักษาในประเทศโดยเฉพาะ

3) การที่ทุกภาคส่วนทั้งบุคลากรทางการแพทย์ ภาครัฐ และภาคเอกชนต้องร่วมมือกัน ทำงานร่วมกัน เพื่อหาแนวทางการรักษาและช่วยเหลือผู้ป่วยเข้าสู่ระบบการรักษาได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

 

ศ.พญ.ศศิโสภิณ  กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่ท้าทายที่สุดสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ คือการต้องทำให้ทุกอย่างเป็นไปได้แม้เป็นเรื่องที่ไม่เคยทำได้มาก่อน รวมทั้งการต้องหาข้อมูลใหม่ ๆ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ให้ได้อย่างทันท่วงที ในขณะที่ประเด็นสำคัญทางการแพทย์ที่ต้องจับตามองคือ “การกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสหรือสายพันธุ์ที่น่ากังวล (variants of concern; VOC)” ซึ่งที่ผ่านมาโลกต้องเผชิญกับวิวัฒนาการของสายพันธุ์ไวรัส SARS-CoV-2 ถึง 5 สายพันธุ์ นับตั้งแต่อัลฟา เบตา แกมมา เดลตา และโอมิครอน ตามลำดับ ดังนั้น การมีอาวุธที่พร้อมต่อสู้กับการกลายพันธุ์ของไวรัสจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับบุคลากรทางการแพทย์

ประเด็นสำคัญที่แพทย์ต้องจับตามองต่อไปคือ การมีวัคซีนที่เพียงพอและการที่ประชาชนเข้าถึงการฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้น (booster dose) รวมถึงการมีตัวเลือกของยารักษาโควิด-19 ที่เพิ่มมากขึ้น นอกเหนือจากยาที่คนไทยคุ้นเคยอย่างฟาวิพิราเวียร์ (favipiravir) ที่เป็นยารับประทานและเรมดิซิเวียร์ (remdesivir) ที่เป็นยาฉีด 

 

นอกจากนี้ การมีอาวุธที่เพียงพอเพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์ใช้ต่อสู้กับโควิด-19 ก็เป็นอีกหนึ่งประเด็นสำคัญ โดยปัจจุบันถือว่า ปริมาณวัคซีนสำหรับคนไทยมีเพียงพอ แต่ยังคงมีคนบางกลุ่มไม่สามารถเข้าถึงวัคซีนได้และยังคงมีกลุ่มที่ไม่ยอมฉีดวัคซีน ในส่วนของยารักษาโควิด-19 สำหรับบุคลากรทางการแพทย์ที่ทำหน้าที่เป็นด่านหน้าของการรักษา ยังคงสามารถจ่ายยาฟาวิพิราเวียร์ได้ตามปกติ ทั้งนี้ ในต่างจังหวัดยังคงมีความเป็นไปได้ที่อาจมีภาวะขาดแคลนยาเกิดขึ้น ดังนั้น จึงถือเป็นเรื่องจำเป็นที่ประเทศไทยต้องมีตัวเลือกยารักษาโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้น

ด้าน นพ.วีรวัฒน์ มโนสุทธิ ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับแนวทางการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ฉบับปรับปรุง เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2565 โดยคณะกรรมการกำกับดูแลรักษาโควิด-19 ได้ประกาศเกณฑ์จำแนกผู้ป่วยโควิด-19 โดยแบ่งตามความรุนแรงของโรค ได้แก่

 

กลุ่มที่ 1 ผู้ป่วยที่ไม่มีอาการหรือสบายดี สามารถรักษาตัวเองที่บ้าน โดยไม่จำเป็นต้องได้รับยาต้านไวรัสและโดยแพทย์อาจพิจารณาให้รับประทานยาฟ้าทะลายโจร ตามความเหมาะสม

 

กลุ่มที่ 2 ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง ไม่มีปอดอักเสบ ไม่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรครุนแรง โรคร่วมสำคัญ และมีภาพถ่ายรังสีปอดปกติ ผู้ป่วยกลุ่มนี้ ยังคงสามารถรักษาตัวเองที่บ้านได้เช่นเดียวกับผู้ป่วยกลุ่มที่ 1 และแพทย์อาจพิจารณาให้รับประทานยาฟาวิพิราเวียร์ โดยให้เริ่มยาเร็วที่สุด

 

กลุ่มที่ 3 ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรง แต่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเป็นโรครุนแรงหรือมีโรคร่วมสำคัญ หรือผู้ป่วยที่มีปอดอักเสบเล็กน้อย ยังไม่ต้องให้ออกซิเจน ผู้ป่วยกลุ่มนี้ แพทย์อาจพิจารณาให้รักษาตัวเองที่บ้าน หรือเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล ซึ่งแนวทางการรักษาใหม่ล่าสุด แนะนำให้ยาต้านไวรัสเพียง 1 ชนิด จากยา 4 ชนิด ดังต่อไปนี้ 

 

1) เนอร์มาเทรลเวียร์/ริโทนาเวียร์ (nirmatrelvir/ritonavir)
2) โมลนูพิราเวียร์ (molnupiravir) 

3) เรมดิซิเวียร์ และ 

4) ฟาวิพิราเวียร์ โดยพิจารณาตามดุลยพินิจของแพทย์

 

กลุ่มที่ 4 ผู้ป่วยที่มีปอดอักเสบ หรือมีภาวะออกซิเจนลดลงต่ำกว่า 94% สำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้ จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล โดยแพทย์จะพิจารณาให้ยาเรมดิซิเวียร์ ซึ่งเป็นยาฉีด ทั้งนี้ สำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้ที่มีอาการไม่หนักมาก หรือมีค่าออกซิเจนอยู่ในช่วง 94% – 96% แพทย์อาจพิจารณาให้ยาโมลนูพิราเวียร์ ได้เช่นกัน

จากแนวทางการรักษาผู้ป่วยโควิด-19 ฉบับล่าสุดนี้ เห็นได้ชัดว่า ได้มีการเพิ่มทางเลือกเพื่อให้แพทย์สามารถบริหารยาได้ง่ายขึ้น โดยยาชนิดใหม่ที่ได้รับการแนะนำในแนวทางการรักษาฉบับนี้และกำลังจะนำเข้ามาในประเทศไทยคือ “โมลนูพิราเวียร์”  

 

นพ.วีรวัฒน์ อธิบายถึงภาพรวมของกลุ่มยารักษาโควิด-19 ในปัจจุบัน โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่มตามลำดับการรักษา ได้แก่

 

กลุ่มที่ 1 กลุ่มแอนติบอดีสำเร็จรูป หรือ monoclonal antibody ยากลุ่มนี้จะทำงานโดยการจับกับโปรตีนหนาม (spike protein) ของไวรัส ทำให้ไวรัสไม่สามารถเกาะและเข้าสู่เซลล์ในร่างกายหรือออกฤทธิ์โดยการจับเพื่อทำลายไวรัส ซึ่งเป็นยาฉีดทั้งหมด เช่น โซโทรวิแมบ (sotrovimab)

 

กลุ่มที่ 2 ยาต้านไวรัส ซึ่งทำงานโดยการออกฤทธิ์ยับยั้งการเพิ่มจำนวนของไวรัส สำหรับยาต้านไวรัสที่ประเทศไทยมีใช้อยู่ในปัจจุบัน ได้แก่ ฟาวิพิราเวียร์และเรมดิซิเวียร์ รวมทั้งอีก 2 ตัวที่กำลังจะเข้ามาในประเทศไทย ได้แก่ โมลนูพิราเวียร์แลเนอร์มาเทรลเวียร์/ริโทนาเวียร์ ซึ่งตัวที่คาดว่าน่าจะเข้ามาให้ได้ใช้ก่อน คือ โมลนูพิราเวียร์ 

 

และกลุ่มที่ 3 ยาลดการอักเสบ ยากลุ่มนี้จะช่วยลดอาการอักเสบที่เกิดขึ้นหลังจากการติดเชื้อ มักใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะปอดอักเสบหรือเชื้อลงปอด ตัวอย่างเช่น เดกซาเมทาโซน (dexamethasone) 

 

นอกจากนี้ นพ.วีรวัฒน์ ยังอธิบายเพิ่มเติมถึงการทำงานของยาโมลนูพิราเวียร์ ซึ่งทำงานโดยการออกฤทธิ์กับโครงสร้างของไวรัส ทำให้โครงสร้างผิดไปจากเดิม ไวรัสจึงไม่สามารถจำลองแบบพันธุกรรมและเพิ่มจำนวนได้ 

 

นพ.วีรวัฒน์ ยังเน้นย้ำถึงเรื่องระยะเวลาในการเริ่มรับประทานยามีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยผู้ป่วยควรได้รับยาต้านไวรัสหรือยากลุ่มแอนติบอดีสำเร็จรูปหลังจากตรวจพบเชื้อโควิด-19 โดยเร็วที่สุด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการรักษา ดังนั้น การมาพบแพทย์เร็ว เพื่อรับการวินิจฉัยและรับยาทันทีจึงมีความสำคัญมาก

 

ทั้งนี้ ยาแต่ละตัวมีบทบาทที่แตกต่างกันและขึ้นอยู่กับข้อมูลจากการศึกษาวิจัย สำหรับยาโมลนูพิราเวียร์ สามารถใช้ได้กับกลุ่มผู้ป่วยทั้งสีเหลือง และผู้ป่วยสีแดงที่อาการไม่หนักมาก ด้วยจุดเด่นในเรื่องการไม่พบปฏิกิริยาระหว่างยาที่ใช้ร่วมกัน (drug-drug interaction) ในการใช้ยาโมลนูพิราเวียร์ ร่วมกับยาตัวอื่น ซึ่งช่วยลดความยุ่งยากในการจ่ายยาให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ นอกจากนี้ ความโดดเด่นของยาโมลนูพิราเวียร์ คือ การที่มีข้อมูลศึกษาวิจัยที่รองรับว่าสามารถลดอัตราการนอนโรงพยาบาลและอัตราการเสียชีวิตได้อย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ยาฟาวิพิราเวียร์ ยังไม่มีข้อมูลยืนยันว่าสามารถลดอัตราการเสียชีวิตได้ 

มุมมองต่อโควิด-19 ในอนาคตเพื่อการปรับตัวสู่ชีวิตวิถีใหม่

 

ศ.พญ.ศศิโสภิณ การป้องกันตัวเองที่เราทำกันตลอด 2 ปีที่ผ่านมายังเป็นสิ่งที่ต้องทำต่อไปจนกว่าจะมีการประกาศให้โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น ถ้าใช้คำว่าโรคประจำถิ่น แปลว่าสามารถอยู่กับมันได้โดยไม่มีข้อจำกัด นอกจากนี้ ยังมีอีก 2 ประเด็นในเรื่องของการอยู่อย่าง new normal คือ เราต้องมีอาวุธที่พร้อมต่อสู้กับโรคโควิด-19 ไปเรื่อย ๆ อย่างแรก คือ วัคซีน ในอนาคตเราอาจมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ทำให้เกิดนวัตกรรมวัคซีนที่ดีขึ้น เช่น เราอาจจะสามารถฉีดวัคซีนแค่ปีละครั้งหรือมีวัคซีนที่รวมเข็มกับไข้หวัดใหญ่ อีกประเด็นคือ เรื่องยา ถ้ามียาที่พร้อมและสามารถเป็นเครื่องมือในการรักษาได้ดี ลดอัตราการเสียชีวิต ลดอัตราการนอนโรงพยาบาล และมีทางเลือกที่หลากหลายขึ้นก็จะเป็นอาวุธให้เราสามารถอยู่กับโควิด-19 ได้ต่อไป และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่นได้

 

นพ.วีรวัฒน์ ในระยะนี้ เป็นระยะที่มีการเปลี่ยนผ่านจากโรคระบาดเป็นโรคประจำถิ่น เราคงต้องมาเตรียมพร้อมในการดูแลตัวเอง เพื่อให้อยู่กับมันได้แบบปกติ ต้องรู้จักวิธีการรักษาตัวเอง ทั้ง self-test, self-monitor และ self-treatment ดังนั้น การประเมินตัวเองถือเป็นสิ่งสำคัญ เช่น ถ้ามีอาการของระบบทางเดินหายใจผิดปกติร่วมกับอาการอื่น ๆ เช่น ท้องเสีย อาจจะต้องตั้งข้อสงสัย และมีการตรวจสอบด้วยตัวเองในเบื้องต้นก่อน เช่น ปัจจุบันที่มีเครื่องมือตรวจแบบใช้ที่บ้าน (home use) ที่เราสามารถตรวจได้เอง และเมื่อติดเชื้อให้ติดต่อกับบุคลากรทางการแพทย์หรือสายด่วน 1330 เพื่อเข้าสู่ระบบการรักษา โดยจะมีการประเมินอาการว่าให้ผู้ป่วยพักรักษาตัวที่บ้านหรือเข้าโรงพยาบาลตามความเหมาะสม ซึ่งน่าจะเป็นระยะที่จะไปสู่จุดที่ดูแลตัวเองมากขึ้นและพึ่งพาตัวเองมากขึ้น เพื่อให้ระบบสาธารณสุขของประเทศไทยยั่งยืนต่อไปได้ 

 

ศ.พญ.ศศิโสภิณ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุขในการพิจารณาให้โควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น โดยมีรายละเอียดดังนี้

 

1. ยอดผู้ติดเชื้อต้องน้อยกว่าวันละ 10,000 คน

2. อัตราของผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลต้องน้อยกว่าร้อยละ 10 และอัตราการเสียชีวิตน้อยกว่าร้อยละ 0.1

3. ต้องเป็นโรคที่มีการคาดการณ์ได้

 

นพ.วีรวัฒน์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ขณะนี้การรักษาพบว่าอัตราการครองเตียงสูง แต่อัตราการป่วยหนักไม่มากเท่าช่วงที่เป็นการระบาดของสายพันธุ์เดลตา ถือว่าเป็นนิมิตรหมายที่ดีที่จะช่วยให้ระบบสาธารณสุขสามารถที่จะก้าวต่อไปสู่ระยะที่จะเป็นโรคประจำถิ่น อีกปัจจัยคือปัจจัยเรื่องการมีวัคซีนที่จะต้องครอบคลุมเชื้อสายพันธุ์ต่าง ๆ ให้ได้กว้างมากขึ้นและตามทันต่อการกลายพันธุ์ของไวรัส 

ดร.อาทิรัตน์ จารุกิจพิพัฒน์ CEO บำรุงราษฎร์ ได้รับรางวัลนักบริหารโรงพยาบาลดีเด่น ภาคเอกชน ประจำปี 2569 สะท้อนวิสัยทัศน์ผู้นำในการพัฒนาระบบสุขภาพไทย

เมิร์ซ เอสเธติกส์ ชวนสายสุขภาพร่วมกิจกรรม “Safety Run by Merz Aesthetics” ประสบการณ์ Run Club ครั้งแรกใจกลางเมือง

เทรนด์สุขภาพมาแรง! เมนูสลัดขึ้นแท่นเมนูยอดนิยมไตรมาสแรกกวาดยอดขายกว่า 1 ล้านจาน

HOTTA พลังแห่งความสม่ำเสมอ สู่ผู้นำตลาดเครื่องดื่มขิงผงสำเร็จรูป ครองใจผู้บริโภค ในวันที่สุขภาพคือไลฟ์สไตล์

FWD ประกันชีวิต จับมือ BDMS เสริมประสิทธิภาพระบบเคลมสุขภาพด้วยโครงการ Smart Discharge เพิ่มความรวดเร็วให้กับลูกค้าในโรงพยาบาลเครือ BDMS 23 แห่ง

MTL x BYD HYROX Bangkok สร้าง Brand Experience พร้อมชวนคนไทยอัปเกรดสุขภาพบนแนวคิด Preventive Health

ยุค AI ปัญหาไม่ใช่ Content น้อย แต่สมองอาจจะยังไม่รับ บทเรียนถอดสมองมนุษย์จากเวที ADFEST 2026

ถอดวิธีคิด ONN ANU ปั้นรีเทลไซส์เล็กอย่างไร เมื่อมี ‘ทำเลทอง’ อนุสาวรีย์ฯ เป็นแต้มต่อ

คุยกับ นัทธมน พิศาลกิจวนิช 5 ความท้าทายของ “สุกี้ตี๋น้อย” บทพิสูจน์ผู้นำในสมรภูมิสุกี้ 3 หมื่นล้าน

เข็ม-วิลาวัณย์ สุรพงษ์ชัย / ADFEST 2026 “ในโลกที่ AI ทำทุกอย่างเร็วขึ้น มนุษย์กลับจดจำความรู้สึก มากกว่า Efficiency”

Read More Stories  

Research

ดัชนีศูนย์กลางการเงินโลก นิวยอร์กยืนหนึ่ง โตเกียวคืนฟอร์ม ไทยร่วงสู่อันดับ 100 ตามหลังเวียดนาม

ถอดรหัส “Prime Generations” เมื่อ Gen X ค้นพบตัวเองอีกครั้ง และ Baby Boomers กำลังออกแบบชีวิตใหม่

ทำไม Gen Y ที่เคยถูกมองว่า ‘ใช้เงินเก่งสุด’ กลายเป็นคนที่ ‘วางแผนการเงินจริงจังที่สุด’? โดย 41.7% เลือกออมและลงทุนเพื่อครอบครัว

เปิดรายชื่อ 685 ร้านที่ได้รับรางวัล LINE MAN Wongnai Users' Choice Best of 2026

Read More Stories  

Digest

เมิร์ซ เอสเธติกส์ ชวนสายสุขภาพร่วมกิจกรรม “Safety Run by Merz Aesthetics” ประสบการณ์ Run Club ครั้งแรกใจกลางเมือง

Betagro Next Gen รุ่นที่ 3 เปิดเวทีคนรุ่นใหม่ผู้มีศักยภาพ สู่เส้นทาง Future Leaders ในองค์กรอาหารครบวงจรชั้นนำของไทย

สงกรานต์นี้เดินทางอย่างมั่นใจ FWD ประกันชีวิต แจกประกันอุบัติเหตุฟรี

Unboxing Ideas

ดื่มน้อยลง ออกมาทำกิจกรรมมากขึ้น ถอดรหัส RISE Coffee กับการปั้น ‘Morning Affair’ ดึงคนร่วมงานกว่า 4,000 คน

สูตรลับคุมะมง เมื่อการ “ปล่อยให้ใช้ฟรี” กลายเป็นเครื่องจักรสร้างมูลค่าระดับล้านล้าน

Faminchu Theatre โรงหนังไซซ์มินิในสนามบินโอกินาว่า เปลี่ยนเวลารอเครื่องให้กลายเป็นเรื่องเล่า ผ่านหนังสั้นโปรโมทเมือง

สัมผัส "Luminara" ซูเปอร์ยอทช์ จาก The Ritz-Carlton Yacht Collection ชมห้องพักคืนละ 235,000 บาท/คน

Read More Stories  

Video

BrandAge Online 2024

เมิร์ซ เอสเธติกส์ ประเทศไทย ขับเคลื่อนการเติบโตผ่านคน ด้วยวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง.

เคล็ดลับหน้ากล้องและหลังเวที 'ป๋าเต็ด' ยุทธนา บุญอ้อม

ถอดรหัสแนวคิด ภาวิต จิตรกร : จัดคอนเสิร์ตอย่างไรให้ปัง และไม่แย่งตลาดกันเอง

What’s Next? เมื่อ Pandemic เปลี่ยนเป็น Endemic

Read More Stories  

บริษัท แบรนด์เอจ มาร์เก็ตติ้ง รีซอร์สเซส จำกัด.
All rights reserved.

Contact