นอกจากนี้ SUBWAY ไม่ได้มองตัวเองมีดีแค่ไว แต่ยังมีประโยชน์และสารอาหารด้วย ทำให้มาพร้อมกับการตอบโจทย์คนรักสุขภาพให้สามารถเข้าถึงอาหารที่ทำสดใหม่ มีผักเยอะ และคุณภาพดี ถือเป็นอีกหนึ่ง Healthy Choice ให้กับสายเฮลตี้ในช่วงเวลาเร่งด่วนได้อีกด้วย
เพชรัตน์ อุทัยสาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อะเบาท์ แพสชั่น กรุ๊ป จำกัด อธิบายว่า พื้นที่ที่จำกัดแต่ละสาขาจะประกอบด้วยโซน Kitchen, Counter ไม่มีครัวด้านใน ซึ่งทำให้เฉลี่ยต่อสาขา SUBWAY จะใช้พนักงานเพียง 8 คนเท่านั้น เพื่อให้เกิด Speed ในทุกขั้นตอน เกิดเป็นบริการที่รวดเร็วตามฉบับของร้านอาหารจานด่วน หรือ QSR ที่มาจาก Quick Service Restaurant นั่นเอง
ภายในปีนี้ SUBWAY ประเทศไทย มีแผนติด Speed เปิดร้านเพิ่มจาก 140 สาขา เป็น 200 สาขาภายในสิ้นปี และมุ่งหวังว่าภายใน 5 ปี จะติดอันดับ Top 3 Leading QSR F&B ประเทศไทย ในเรื่องของยอดขายและจำนวนสาขา อีกทั้งเชื่อว่าจะสามารถเติบโตมากขึ้นตามเป้า คือ ขยายเพิ่ม 800 สาขาทั่วประเทศจนครบ 1,000 สาขาภายใน 10 ปี
โดยสาขาของ SUBWAY จะไม่กระจุกอยู่เพียงโซนกรุงเทพฯและปริมณฑลเท่านั้น การขยายมุ่งเน้นไปทั่วประเทศตามหัวเมืองหลักมากขึ้น ปัจจุบันมีการขยายสาขาไปตามสถานีบริการน้ำมันที่เป็นพาร์ทเนอร์ต่างๆ เช่น สถานีบริการน้ำมันบางจากที่มีแผนเปิดเพิ่มสาขา 50 สาขา โดยแบ่งเป็นภายในปีนี้ 20 สาขา และปีหน้า 30 สาขา เป็นต้น นอกจากนี้จะมีการขยายสาขาแบบ Drive Thru มากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ในเรื่องของความรวดเร็วให้ดียิ่งขึ้น
ในอนาคตจะมีการออกเมนูสำหรับมื้ออาหารที่คนมักไม่ค่อยมีเวลาเตรียมกันมากที่สุดของวันอย่างมื้อเช้า เพื่อตอบโจทย์ความต้องการมนุษย์เร่งรีบที่มีเวลาในตอนเช้าอย่างจำกัด จึงต้องทำทุกอย่างด้วยการติด Speed รวมถึงการกินอาหาร โดยมีการทำวิจัยมาแล้ว พบว่าอาหารเช้าที่เหมาะกับคนไทยมากที่สุด ประกอบด้วย 3 ประการหลักๆ คือ 1)ร้อน 2)มีไข่เป็นส่วนประกอบ และ 3) ไม่เกิน 100 บาท ทุกอย่างที่กล่าวมาเรียกได้ว่าเป็นทุกอย่างที่ SUBWAY มีอยู่แล้ว ดังนั้นอาหารเช้าติด Speed จึงไม่ใช่เรื่องยากที่เราจะพบได้ในร้าน QSR ไซส์จิ๋วนี้เป็นแน่
Speed ภายในของร้าน Size เล็กๆ นี้ จะมากพอผลักดันให้บรรลุตามเป้าที่ยิ่งใหญ่ อย่างการเป็น Top 3 Leading QSR F&B ประเทศไทยได้สำเร็จหรือไม่ ไม่มีใครรู้ได้นอกจากติดตามการขยับตัวของ SUBWAY กันต่อไป...