หลังจากผ่านมรสุมโควิดมา 3 ปี 9 เดือนแรกของปีนี้ไทยเบฟกลับมาอีกครั้ง ด้วยยอดขายของกลุ่ม 207,922 ล้านบาท นอกจากจะโตขึ้น 8.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ยังนับเป็นตัวเลขที่สูงกว่าช่วงเดียวกันของ 3 ปีที่ผ่านมาอีกด้วย แสดงให้เห็นว่าดีมานด์ในตลาดเริ่มฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัด
ตัวเลข 207,922 ล้านบาทที่ว่านี้แม้ว่ากลุ่มธุรกิจเบียร์จะมีสัดส่วนยอดขายมากที่สุด 92,573 ล้านบาท ตามมาด้วยกลุ่มธุรกิจสุรา 90,648 ล้านบาทก็ตาม แต่กลุ่มธุรกิจที่กำลังจะกลายเป็น Growth Engine ที่จะพาให้ไทยเบฟขึ้นแท่นเป็นผู้นำผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มแห่งเอเชียก็คือกลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และธุรกิจอาหาร ซึ่ง 2 กลุ่มนี้รวมกันแล้วทำยอดขายใน 9 เดือนที่ผ่านมามากถึง 24,816 ล้านบาท
ฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ให้เหตุผลว่า Competitive Landscape เปลี่ยนไป จึงมองว่ากลุ่มธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และธุรกิจอาหารจะเป็นประตูบานใหญ่ไปสู่ Health & Wellness ที่เป็นเมกะเทรนด์ของโลกในเวลานี้
ต่อไปนี้ก็จะเห็นไทยเบฟออกโปรดักท์เพื่อสุขภาพมากขึ้น อาทิ ZEA ซุปปลาทูน่าสกัดที่เปิดตัวออกสู่ตลาดเมื่อปีที่แล้ว เป็นต้น รวมถึงเดินหน้าขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มน้ำตาลน้อยและไม่มีน้ำตาล หรือไม่มีพลังงานให้หลากหลายมากยิ่งขึ้น เน้นทั้งด้านสุขภาพและนวัตกรรม เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคตั้งแต่คนรุ่นใหม่ขึ้นมาจนถึงสูงวัย รวมถึงลงทุนด้านต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการขยายตัวของธุรกิจนี้ โดยในส่วนของธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์นั้น ตั้งเป้าว่าเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพจะมีสัดส่วนสูงถึง 80% ภายในปี 2030
“ตลาดเครื่องดื่มนอนแอลกอฮอล์มีขนาดใหญ่มาก หากไล่เรียงประเทศต่างๆ ในเอเชีย จะพบว่าตลาดนี้มีขนาดใหญ่อยู่ในระดับ 32-87% นั่นหมายถึงโอกาสทางธุรกิจมหาศาล แน่นอนว่าเครื่องดื่มนอนแอลกอฮอล์จะเป็นกลุ่มก้อนที่สามารถเติบโตคู่ไปกับธุรกิจสุราและเบียร์ของกลุ่มไทยเบฟ”
อีกเหตุผลที่ไทยเบฟเร่งเครื่องยนต์ในกลุ่มเครื่องดื่มนอนแอลกอฮอล์และอาหารขึ้นมายังมาจากความคุ้มค่าด้านโลจิสติกส์ โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องดื่มนอนแอลกอฮอล์จะเข้ามาเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับการจัดจำหน่ายและประสิทธิภาพการจัดส่งสินค้า ซึ่งไม่เพียงประหยัดค่าขนส่งแล้ว แต่ยังช่วยให้ไทยเบฟบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ด้วย
อย่างนี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่างบการลงทุนกลุ่มไทยเบฟที่วางไว้ปีหน้า 5,00-8,000 ล้านบาท ย่อมลงไปในกลุ่มเครื่องดื่มนอนแอลกอฮอล์และอาหารมากที่สุด
“งบลงทุนที่จะลงไปใน M&A คงมีไม่มากนัก เพราะก่อนหน้านี้เราได้มีการซื้อกิจการเข้ามามากในระดับหนึ่งแล้ว ตอนนี้ถึงเวลาที่จะเก็บเกี่ยวผลลัพธ์จากการที่เราได้ M&A ไปมากกว่า ตอนนี้เรามองว่างบลงทุนส่วนใหญ่จะลงไปกับกลุ่มนอนแอลกอฮอล์ และการลงทุนสร้าง Logistics Infrastructure ของกลุ่มไทยเบฟให้แข็งแรงและมีประสิทธิภาพ อาทิ คลังสินค้า สตาร์ทอัพด้านโลจิสติกส์ที่เราเพิ่งไปลงทุนมา และการเปลี่ยนรถขนส่งประมาณ 1 ใน 3 เป็นรถไฟฟ้า เพื่อให้เราบรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2040”
ฐาปน ชี้ว่ายุคการเปลี่ยนถ่ายพลังงานถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้องค์กรต้องวาง Mapping การขนส่งใหม่ เพราะการชาร์จรถ EV แตกต่างจากการเติมน้ำมันในรถพลังงานสันดาป จึงวางแผนที่จะรุกเข้าสู่ธุรกิจสถานีชาร์จรถไฟฟ้า ซึ่งเป็นตลาดเกิดใหม่ด้วย โดยใช้ร้านเคเอฟซี และร้านอาหารอื่นๆ ในโมเดลสแตนอะโลนมาสร้างความได้เปรียบเปิดบริการ EV Charging โดยภายในสิ้นปีนี้จะได้เห็นสาขาเคเอฟซีในย่านนครปฐมเป็นโครงการนำร่อง และในอนาคตจะต่อยอดไปสู่ธุรกิจคอมมิวนิตี้มอลล์ที่มีทั้ง EV Charging และร้านอาหารในเครือไทยเบฟ