การลงทุนด้วยงบ 20 ล้านเหรียฐสหรัฐ หรือคิดเป็นประมาณ 700 ล้านบาท เพื่อเปิดโรงงานผลิตสินค้าในประเทศ เวียดนาม ที่ตั้งอยู่ในเวียดนามสิงคโปร์อินดัสเทรียลพาร์ค หรือ VSIP ซึ่งเป็นเขตเศรษฐกิจที่สำคัญในภาคใต้ของประเทศ เวียดนาม ห่างจากเมืองโฮจิมินห์ 30 กิโลเมตร ของบริษัท ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SNNP เจ้าของแบรนด์ เจเล่ เบนโตะ ขนมขาไก่โลตัส และเมจิก ฟาร์มเฟรช เพื่อเป็นฐานการผลิตสินค้านอกประเทศแห่งที่ 2 ต่อจากประเทศกัมพูชา
ถือเป็นอีกจิ๊กซอว์สำคัญที่จะเข้ามาช่วยผลักดันให้สัดส่วนการขายในตลาดต่างประเทศนี้ ก้าวขึ้นไปเป็น 40 - 50% ของยอดขายรวมกว่า 8,000 ล้านในอีก 5 ปีข้างหน้า ตามคำบอกเล่าของ ฐากร ชัยสถาพร รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานธุรกิจต่างประเทศของบริษัท
โดยเวียดนามถือเป็นตลาดใหญ่ของศรีนานาพร ที่เข้ามาสร้างฐานในการทำตลาดมากว่า 15 ปี จนกลายแบรนด์ หลักของบริษัทสามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดได้อย่างแข็งแกร่ง โดยเฉพาะเบนโตะ ขนมขบเคี้ยวในกลุ่ม “Sea Snack” ที่เป็นปลาหมึกทอดกรอบปรุงรส กลายเป็นสินค้ายอดนิยมของคนเวียดนามไปแล้ว

ขณะที่เจเล่ และขนมขาไก่ โลตัส ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน โดยเฉพาะเจเล่ กลายเป็นอีกแบรนด์ที่มาแรง จาก จุดแข็งที่แตกต่าง การตลาดที่เข้มข้น และพันธมิตรที่เป็นบริษัทจัดจำหน่ายที่เข้มแข็ง
ในปี 2564 ที่ผ่านมา ศรีนานาพร มียอดรายได้จากการขายจากประเทศเวียดนาม 300 ล้านบาท ส่วนในช่วงครึ่งปี แรกของปี 2565 อยู่ที่ 218 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโต 67% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยสัดส่วนรายได้ หลักมาจากกลุ่มสินค้าขนมขบเคี้ยว 93% และเครื่องดื่ม 7% หลังจากการเดินเครืองการผลิตในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ เริ่มจาก การผลิตขนมขาไก่โลตัส เป็นเฟสแรก และในปีหน้าจะขยายเฟสที่ 2 และ 3 ด้วยการผลิตเบนโตะ และเจเล่ ตามมา
ทำให้มั่นใจว่า ยอดขายในเวียดนามทะลุ 2,000 ล้านบาท เติบโต 7 เท่าภายใน 5 ปี โดยเชื่อมั่นว่าการลงทุนในการ ขยายฐานการผลิตในประเทศเวียดนามจะช่วยสร้างผลตอบแทนและรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้นให้กับศรีนานาพรในระยะยาวอย่าง ยั่งยืน
ตลาดขนมขบเคี้ยวในเวียดนามถือเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโตค่อนข้างสูง ทั้งจากการเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่ค่อนข้างดี การเป็นประเทศขนาดใหญ่ที่มีประชากร 98.95 ล้านคน เป็นอันดับ 2 ของอาเซียนที่มีประชากรมากสุด โดย ประชากรส่วนใหญ่เป็นเด็กและวัยรุ่นที่เป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญของสินค้าในกลุ่มนี้
ขณะที่การใช้จ่ายภาคประชาชนในเวียดนามจะมีประมาณ 3,679 ล้านล้านดอง หรือคิดเป็นประมาณ 5.74 ล้านล้าน บาท ในจำนวนนั้นจะเป็นการใช้จ่ายในภาคค้าปลีก 2,990 ล้านล้านดอง หรือประมาณ 4.53 ล้านล้านบาท

“คนเวียดนามมีความนิยมและเชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้าไทย ทำให้สินค้าที่นำเข้ามาขายต้องมีภาษา ไทยที่ตัวแพ็กเกจจิ้งด้วย โดยเรามีการทำการตลาดสนับสนุนการขายอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด มีการนำเอา “ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก นางเอกชื่อดังซึ่งเป็นดารายอดนิยมของคนเวียดนามเข้ามาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับเจเล่ จนได้รับการ ตอบรับเป็นอย่างดี ทำให้ยอดขายมีการเติบโตในทิศทางที่น่าสนใจ”
เขายังบอกอีกว่า นอกจากปัจจัยในเรื่องความนิยมและความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าแล้ว เบื้องหลังความสำเร็จ อีกอย่างจะมาจากการได้พันธมิตรที่เป็นบริษัทจัดจำหน่ายสัญชาติไทยที่เชี่ยวชาญในการกระจายสินค้าในประเทศเวียดนาม อย่างบริษัท Chance and Challenge Co., Ltd. หรือ CAC พันธมิตรในการนำเข้าขนมขบเคี้ยวจากไทยเข้ามาจำหน่ายมากว่า 15 ปี โดยจัดจำหน่ายสินค้าให้กับแบรนด์ไทยหลากยแบรนด์อาทิ ทิปโก้ และดัชมิลล์ เข้ามาช่วยกระจายสินค้าให้
โดย CAC มีศูนย์กระจายสินค้าหรือดี.ซี.อยู่ทั่วประเทศเวียดนาม 36 แห่ง สามารถกระจายสินค้าครอบคลุมร้านค้าส่ง 400 ราย ร้านค้าปลีกดั้งเดิม 140,000 ร้านค้า และขายผ่านช่องทางโมเดิร์นเทรดอีก 8,275 ร้านค้า มีทีมขายกว่า 300 คน เข้ามาเป็นเซลส์ฟอร์ซที่แข็งแกร่งในการผลักดันสินค้าเข้าสู่ช่องทางขาย
เวียดนามจะเป็นฐานการผลิตสำคัญของศรีนานาพร ในการทำตลาดต่างประเทศ มีการส่งสินค้าไปขายกว่า 25 ประเทศทั่วโลก ยกเว้นประเทศแอฟริกา โดยศรีนานาพรมียอดจากการส่งออก 591 ล้านบาท ในปีที่ผ่านมาในจำนวนนั้นจะมา จากประเทศในกลุ่ม CLMV 77% อินโดนีเซีย 14% และประเทศอื่นๆ อีก 9% จากโรงงานที่มีอยู่ทั้งหมด 6 แห่ง เป็นโรงงานใน ประเทศไทย 4 แห่ง กัมพูชา 1 แห่ง และล่าสุดที่เวียดนามอีก 1 แห่ง

ฐากร บอกว่า ฐานการผลิตที่เวียดนามจะเข้ามาเป็นจิ๊กซอว์สำคัญในการต่อภาพการเป็น Reginal Company ของ ศรีนานาพร หลังจากที่เริ่มต้นการทำธุรกิจแบบ Family Business จากการเป็นยี่ปั๊วขนม ก่อนที่จะมาเป็นเจ้าของแบรนด์ขนม ขบเคี้ยวและเครื่องดื่มเอง จนสามารถก้าวข้ามจากการเป็นแบรนด์ท้องถิ่นไปสู่การเป็นแบรนด์ระดับรีจินัล
ส่วนการทำตลาดส่งออกที่มีการเติบโตค่อนข้างเร็วนั้นจะวาง Strategy ไว้ 3 รูปแบบ ไล่ตั้งแต่การ Export สินค้าไป ขายผ่านตัวแทนจำหน่าย อาทิ ตลาดอเมริกา ยุโรป และตะวันออกกลาง กลยุทธ์ที่ 2 จะเป็นกลุ่มประเทศที่มีแนวโน้มการ เติบโตที่ดี โดยจะมีทีมขายเข้าไปวิ่งหาลูกค้า และพร้อมที่จะอัพเกรดการทำตลาดแบบฟูล สเกล ที่มีการตั้งโรงงานผลิต จัดจำหน่าย และมีการทำตลาดอย่างเต็มรูปแบบ ประเทศในกลุ่มนี้ก็มีอาทิ เกาหลีใต้ จีน และฟิลิปินส์ เป็นต้น
ขณะที่กลุ่มที่ 3 จะเป็นการทำตลาดแบบฟูลสเกล ที่มีทั้งฐานการผลิต การตลาด และการจัดจำหน่าย ตลาดในกลุ่มนี้ จะมี 2 ประเทศหลัก คือกัมพูชาและเวียดนาม
ส่วนเวียดนามจะเป็นฐานผลิตสำคัญที่ตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดขนมขบเคี้ยวของศรีนานาพรในภูมิภาคนี้ โดยการทำตลาดจะมีการให้น้ำหนักกับการดำเนินกลยุทธ์ที่เรียกว่า Localization Strategy อาทิ การออกสินค้าที่เป็นรสชาติ ยอดนิยมของคนในพื้นที่ อาทิ ตัวเบนโตะ ที่มีรสชาติต้มยำกุ้ง และรสซอสพริกปลาหมึก หรือการออกสินค้าในแพ็กไซส์ที่ลงตัว กับ Bank Note ของคนเวียดนาม ซึ่งในเมืองไทยอาจจะมีแพ็กไซส์ที่เริ่มต้นจาก 5 บาท 10 บาท หรือ 20 บาท ขณะที่ใน เวียดนาม อาจจะเริ่มต้นจาก 3,000 ดอง ซึ่งเป็นไซส์ที่ควักง่าย เหมาะกับลูกค้ากลุ่มเด็กๆ เป็นต้น โดยโลตัส และเบนโตะ จะเป็นสินค้าในกลุ่มที่ค่อนข้างแมส ส่วนเจเล่จะจับกลุ่มวัยรุ่นในเมืองเป็นหลัก
“เราตั้งเป้าว่าภายในปี 2566 โรงงานที่เวียดนามจะเป็นฐานการผลิตสินค้าที่สำคัญภายใต้แบรนด์สินค้า ต่างๆ ของบริษัทอย่างครบวงจร โดยผลิตและจำหน่ายสินค้าและทำตลาดในประเทศเวียดนาม และหลังจาก ดำเนินธุรกิจได้ตามแผนครบทุกเฟสการผลิตที่วางไว้จะดำเนินการส่งออกไปยังประเทศต่างๆ ในระยะต่อไป” ฐากร กล่าวสรุป