จากข้อมูลของ Nielsen ประเทศไทย รายงานว่า ตลาดผลิตภัณฑ์บำรุงผิวกายมียอดขายรวมตลอด 1 ปีที่ผ่านมา มูลค่ากว่า 8,000 ล้านบาท เติบโตกว่า 8%* โดยพบว่าตลาดผลิตภัณฑ์บำรุงผิวกายในกลุ่มเวชสำอางซึ่งมีมูลค่ารวมตั้งแต่ต้นปี 2565 อยู่ 741 ล้านบาท มีการเติบโตมากกว่า 12% เกิดจากความต้องการในการดูแลผิวกายแบบเฉพาะเจาะจงมากขึ้น จากผลสำรวจพบว่าปัญหาผิวหลักของคนไทย ได้แก่ ปัญหาจุดด่างดำตามตัว 24% ตามมาด้วยปัญหาผิวแพ้ง่าย 17% เนื่องจากมลภาวะที่เพิ่มขึ้นในประเทศไทย
นั่นคือเหตุผลที่ตอบคำถามว่า ทำไมยักษ์ใหญ่ในวงการ FMCG ของบ้านเราอย่างยูนิลีเวอร์ ถึงต้องเสริมไลน์สินค้า ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ “วาสลีน โปร เดอร์มา” บอดี้แอมพูลเข้มข้น 4 สูตร ถอดรหัสทุกปัญหาผิวแพ้ง่ายแบบตรงจุด เพื่อเจาะกลุ่ม ผลิตภัณฑ์โลชั่นเวชสำอาง
ก่อนหน้านั้น ยูนิลีเวอร์เป็นผู้นำในตลาดผลิตภัณฑ์บำรุงผิวกาย หรือบอดี้โลชั่น โดยมีแบรนด์หลักๆ อย่างวาสลีน และซิตร้า ทำตลาดอยู่ ซึ่งทั้ง 2 แบรนด์ต่างก็มีการวางตำแหน่งทางการตลาดและเจาะกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกันออกไป โดยซิตร้าจะเป็นผลิตภัณฑ์บำรุงผิวกายที่มีภาพของการเป็นแบรนด์ที่มีสารสกัดจากธรรมชาติ ตอบโจทย์ในเรื่องของผิวขาว กระจ่างใส เพื่อเจาะกลุ่มวัยรุ่นจนถึงสาววัยเริ่มต้นทำงาน
ขณะที่วาสลีนจะมีภาพของการเป็นเฮลตี้ แบรนด์ที่ตอบโจทย์เรื่องสุขภาพผิว และมีกลุ่มเป้าหมายเป็นสาววัยทำงาน การขยายไลน์เพื่ออกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวกายในกลุ่มเวชสำอาง จึงไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไปนัก เพราะแบรนด์นี้มีต้นทุนในเรื่อง ดังกล่าวค่อนข้างดีอยู่แล้ว

สถิรวรรณ เอี่ยมอ่อง ผู้นำฝ่ายพัฒนาตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์บำรุงผิวกายและผิวหน้า บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด เผยว่า “เพื่อเป็นการตอบอินไซต์คนยุคใหม่ที่มักมีปัญหาผิวแพ้ระคายเคืองง่ายแต่ยังต้องการมีผิวสวยสุขภาพดี ในปีที่แล้ววาสลีนจึงได้เปิดตัวกลุ่มผลิตภัณฑ์ “วาสลีน โปร เดอร์มา” โดดเด่นด้วยโปร-เซราไมด์ เทคโนโลยีช่วยฟื้นบำรุงผิว อย่างล้ำลึก เสริมสร้างเกราะป้องกันผิวให้แข็งแรงมากขึ้น พร้อมตอบโจทย์ปัญหาผิวของลูกค้า ที่ต้องการผิวสวยสุขภาพดี มี ความชุ่มชื้น กระจ่างใสไร้จุดด่างดำ เรียบเนียน และกระชับ โดยนำร่องเปิดตัว 2 สูตร เบอร์ 3 คือสำหรับผิวหมองคล้ำสะสม และเบอร์ 5 สำหรับผิวหยาบกร้าน ไม่เรียบเนียน เพื่อวางจำหน่ายแบบเอ็กซ์คลูซีฟที่ร้านวัตสัน โดยปัจจุบัน วาสลีนมีการเติบโต อย่างต่อเนื่องครองใจลูกค้าที่อยากมีผิวสวยสุขภาพดี
“จากความสำเร็จดังกล่าว วาสลีนจึงได้พัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ 2 สูตรใหม่ คือเบอร์ 4 สำหรับผิวโทรม แห้งเสีย ขาดน้ำ และเบอร์ 6 สำหรับผิวขาดความกระชับ หย่อนคล้อย เพื่อช่วยฟื้นบำรุงและตอบโจทย์ปัญหาผิว ของผู้บริโภคแบบตรงจุด วางจำหน่ายพิเศษเฉพาะที่ร้านวัตสัน เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าบิวตี้รีเทล ที่มีกำลังซื้อและ ต้องการหาผลิตภัณฑ์แนวเวชสำอางในการดูแลผิวพรรณ เติมเต็มเซ็กเม้นต์โลชั่นเวชสำอาง หรือกลุ่มผลิตภัณฑ์ บำรุงผิวแอดวานซ์เบเนฟิตให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น โดยตั้งเป้าโต 2 เท่าของปัจจุบัน จัดเต็มกิจกรรมการตลาดออนไลน์ แบบครบวงจร พร้อมสร้างความน่าเชื่อถือผ่านการรับรองด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณ ซึ่งมั่นใจว่าการเปิด นวัตกรรมผลิตภัณฑ์ครั้งนี้จะส่งเสริมให้วาสลีนเติบโตและครองใจเป็นแบรนด์อันดับ 1 ของคนไทยตลอดไป”

ว่ากันว่า การแข่งขันในตลาด FMCG ซึ่งเป็นตลาดที่มีการหมุนเวียนของสินค้าค่อนข้างเร็วนั้น ทำให้กลยุทธ์เกี่ยวกับ เรื่องของแบรนด์มีออกมาค่อนข้างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น การรุกตลาดด้วยการใช้มาสเตอร์แบรนด์เพียงแบรนด์เดียวแล้ว ขยายออกไปให้ครอบคลุมทุกตลาดที่เรียกอีกอย่างว่า “หนึ่งแบรนด์หลายตลาด” หรือการใช้กลยุทธ์ที่เรียกว่า “มัลติแบรนด์” หรือหนึ่งตลาดหลายแบรนด์ เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของผู้บริโภคในตลาดได้แบบไม่ทิ้งช่องว่าง ซึ่งยูนิลีเวอร์จะเลือกกลยุทธ์อย่างหลัง ที่นอกจากจะมีแบรนด์วาสลีน ซิตร้า แล้ว ยูนิลีเวอร์ ยังมีการออกแบรนด์เพียวไลน์ เพื่อเข้ามาแข่งขันกับแบรนด์ในกลุ่มของมิสทีน และเภสัช บอดี้ โลชั่นอีกด้วย
สิ่งที่น่าสนใจก็คือการมีแบรนด์อยู่ในตลาดหลายแบรนด์นั้น จะทำอย่างไรเพื่อไม่ให้แต่ละแบรนด์กินแชร์ หรือ Cannibalize กันเอง หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การวางตำแหน่งของแบรนด์แต่ละแบรนด์ในพอร์ตให้มีความชัดเจน เพื่อจับกลุ่ม เป้าหมายที่แตกต่างกันออกไป
โดยเฉพาะต้องพยายามหากลุ่มลูกค้าใหม่ เซ็กเม้นต์ใหม่ ที่มีความต้องการไม่ซ้ำกับกลุ่มเดิมที่กิจการครอบครองอยู่ มีความต้องการที่ต่างกันไป อาจจะเนื่องจากสินค้าปัจจุบันยังไม่ทันสมัยพอ ราคาถูกหรือแพงเกินไป หรือสูตรผลิตภัณฑ์ยังไม่ ตรงใจลูกค้ากลุ่มอื่นๆ ที่กิจการยังไม่สามารถดึงดูดใจมาได้
การออก “วาสลีน โปร เดอร์มา” จึงน่าจะเป็นอีกหนึ่งคำตอบ ที่เป็นการออกสินค้าเพื่อเพิ่มโอกาสในการใช้ไปอยู่กลุ่ม หรือเซ็กเม้นต์ใหม่ๆ โดยมีเรื่องของแบรนด์ที่มีภาพจำในเรื่องดังกล่าวค่อนข้างดีเป็นตัวเข้ามาสนับสนุนนั่นเอง....