ย้อนกลับไปเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว ยูนิลีเวอร์ ผู้นำตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคระดับโลก ได้เริ่มต้นพันธกิจด้านความยั่งยืนอย่างจริงจัง ผ่านแผนงาน Unilever Sustainable Living Plan 2010 และ 2020 ถือเป็นก้าวสำคัญขององค์กรในการเชื่อมโยงการเติบโตทางธุรกิจกับการสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนต่อโลกและสังคม ซึ่งณัฏฐิณี เนตรอำไพ ที่ปรึกษาอาวุโสฝ่ายสื่อสารองค์กร องค์กรสัมพันธ์ และความยั่งยืน กลุ่มบริษัทยูนิลีเวอร์ ประเทศไทย เผยว่าการเดินทางครั้งนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะเต็มไปด้วยความท้าทายทั้งด้านต้นทุน เวลา และบุคลากร แต่ก็กลายเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ยูนิลีเวอร์สามารถต่อยอดไปสู่ยุทธศาสตร์ใหม่ที่มีเป้าหมายชัดเจนยิ่งขึ้น
ท่ามกลางวิกฤตสิ่งแวดล้อมและความเหลื่อมล้ำทางสังคม ปัญหาที่โลกกำลังเผชิญอยู่ ไม่ว่าจะเป็นภาวะโลกรวน ภัยแล้ง มลพิษจากขยะพลาสติก หรือความขัดแย้งทางเศรษฐกิจและการเมือง ล้วนส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่ธุรกิจทั้งหมด ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ ผลกระทบต่อผู้บริโภค ไปจนถึงการดำรงชีวิตของผู้คนทั่วโลก รายงานของ World Bank ระบุว่ามีประชากรกว่า 1.8 พันล้านคน หรือราว 23% ของประชากรโลกได้รับผลกระทบจากอุทกภัย สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่ธุรกิจจะต้องปรับตัวอย่างจริงจัง เพราะณัฏฐิณี มองว่า “โลกธุรกิจไม่สามารถเติบโตได้บนโลกที่ป่วย”

ด้วยเหตุนี้ ยูนิลีเวอร์ จึงประกาศเป้าหมายด้านความยั่งยืนที่ชัดเจน โดยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 1 และ 2 ลง 100% ภายในปี 2573 และ ลด Scope 3 ลง 42% ในปีเดียวกัน นอกจากนี้ยังตั้งเป้าหมายด้านการจัดการพลาสติกที่ชัดเจน ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลาสติกรีไซเคิลในบรรจุภัณฑ์ให้ได้ 25% ภายในปี พ.ศ. 2568 ลดการใช้พลาสติกใหม่ หรือ Virgin Plastic ลง 30% ภายในปี พ.ศ. 2569 และ 40% ภายในปี พ.ศ. 2571 เทียบกับปีฐาน พ.ศ. 2562 รวมถึงดำเนินการตามแผนที่จะทำให้บรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบแข็งทั้งหมดสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำ รีไซเคิล หรือย่อยสลายได้ภายในปี พ.ศ. 2573 และบรรจุภัณฑ์แบบยืดหยุ่นภายในปี พ.ศ. 2578
“ยูนิลีเวอร์ให้ความสำคัญกับการนำเสนอทางเลือกที่ตอบโจทย์ทั้งด้านประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์และการรักษ์โลกให้กับผู้บริโภค ปัจจุบันกว่า 57% ของบรรจุภัณฑ์พลาสติกจากยูนิลีเวอร์สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำ รีไซเคิล หรือย่อยสลายได้ และเราจะเดินหน้าพัฒนาต่ออย่างไม่หยุดยั้ง”

เดินหน้าลด GHG Emission ผ่าน 8 ภารกิจ
หนทางในการก้าวไปสู่ Net Zero ภายในปี พ.ศ. 2582 ปัจจุบัน Scope 1 และ 2 ยูนิลีเวอร์ ทำสำเร็จแล้ว 72% ภายในปี 2573 เหลือแค่ 30% จะบรรลุเป้าหมาย ยูนิลีเวอร์มีการกำหนดแผนในการลด GHG emission ที่เหลือใน Scope 1-2 และ 3 ใน 8 ด้าน คือ - ใช้โปรแกรม Scale Up Supplier Climate Program ซึ่งยูนิลีเวอร์มีการทำเป็นสัญญากับซัพพลายเออร์ เพื่อร่วมพัฒนาคนที่มาเป็นซัพพลายเออร์ของยูนิลีเวอร์ด้วยการมอบเครื่องมือ องค์ความรู้ รวมถึงวิธีการวัดผลต่างๆ เพื่อให้บริษัทเหล่านี้สามารถบรรลุเรื่องของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปพร้อมกับยูนิลีเวอร์ เป็นการพัฒนาซัพพลายเออร์ไปพร้อมกับองค์กร โดยในส่วนของ Home Care มีซัพพลายเออร์ที่อยู่ในโปรแกรมนี้ 40% แล้ว
- ปรับสูตรผลิตภัณฑ์ของยูนิลีเวอร์เพื่อลดก๊าซเรือนกระจกเมื่อผู้บริโภคนำไปใช้ เพื่อมุ่งเป้าการลด GHG Emission ใน Scope 3 โดยตรง
- ให้ความสำคัญกับการปกป้องการตัดไม้ทำลายป่า การทำลายป่าพรุ และการเอารัดเอาเปรียบที่ดินทำกินของเกษตรกร รวมถึงมีกระบวนการทำให้แน่ใจว่าวัตถุดิบของยูนิลีเวอร์จะไม่สร้างความเสียหายให้ป่าไม้ ป่าพรุ และที่ดินทำกินของเกษตรกร
- ยกระดับทางการเกษตร เมื่อมีการเกี่ยวข้าวแล้ว ต้องมีการปลูกพืชทดแทนเพื่อฟื้นฟูนาที่ปลูกข้าว เพื่อไม่ให้ดินและแหล่งน้ำที่ใช้ในการเกษตรเสียหายจากการเพาะปลูกข้าวที่เป็นหนึ่งในวัตถุดิบของผลิตภัณฑ์ยูนิลีเวอร์
- ลดสารเคมีในผลิตภัณฑ์ยูนิลีเวอร์ เช่น ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติและย่อยสลายได้ อย่างซันไลต์ RHAMNO Clean เพื่อช่วยลด CO2 ในขอบเขตที่ 3
- ออกแบบบรรจุภัณฑ์ของยูนิลีเวอร์ ใหม่ทั้งหมดเพื่อให้สามารถรีไซเคิล ใช้ซ้ำ และย่อยสลับได้
- ลดการปล่อย GHG Emission ในโรงงานของยูนิลีเวอร์ ทั้งหมดตลอดทั้ง Operation รวมถึงมีการปรับปรุงเครือข่ายในการขนส่งเพื่อปรับเรื่องระยะทางให้เหมาะสม ลดก๊าซที่ถูกปล่อยจากท่อไอเสียรถขนส่ง ลดการ Loading เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในเรื่องของระยะทาง
ความสำเร็จของยูนิลีเวอร์ ยังเห็นได้จากโรงงานเกตเวย์ จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ได้รับการรับรองการใช้พลังงานหมุนเวียน 100% หรือ RE-100 ตั้งแต่ปี 2566 ผ่านการพัฒนา Biomass Boiler, Solar Roof เพื่อจัดหาพลังงานหมุนเวียน นอกจากนี้ ยูนิลีเวอร์ สามารถเก็บบรรจุภัณฑ์หลังการบริโภคกลับมารีไซเคิลได้มากกว่าปริมาณที่จำหน่ายออกไป เป็นกว่า 110% ซึ่งเป็นหลักฐานชัดเจนว่าการผสานระหว่างกลยุทธ์ธุรกิจกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมสามารถสร้าง Impact ที่เป็นรูปธรรมได้ 
เร่งเครื่องธุรกิจ-เป้าหมาย Net Zero ด้วย AI
แม้ยูนิลีเวอร์จะสร้างความสำเร็จมาแล้วหลายด้าน แต่เส้นทางสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 2582 ยังคงเต็มไปด้วยความท้าทาย เพราะเพียงแค่การดำเนินการตามแผนที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอที่จะตอบโจทย์ความเร่งด่วนของวิกฤตสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน สิ่งที่ทำให้ยูนิลีเวอร์ก้าวสู่ขั้นต่อไป คือการนำเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI มาประยุกต์ใช้ในทุกห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ AI กลายเป็น “ตัวเร่ง” สำคัญที่ช่วยให้องค์กรก้าวข้ามข้อจำกัดทั้งเรื่องเวลาและทรัพยากร พร้อมทั้งสร้างประสิทธิภาพที่ไม่เคยมีมาก่อน
หนึ่งในตัวอย่างคือการใช้ AI เพื่อตรวจจับและติดตาม Carbon Footprint ในทุกมิติของการผลิต ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การใช้พลังงาน ไปจนถึงการจัดการของเสีย ข้อมูลที่เคยต้องใช้เวลานับเดือนหรือหลายไตรมาสในการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ ปัจจุบันสามารถตรวจสอบได้แทบจะเรียลไทม์ ทำให้องค์กรตัดสินใจและปรับกลยุทธ์ได้อย่างทันท่วงที
อีกด้านที่สำคัญคือ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ่าน AI ซึ่งช่วยให้นักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์สามารถค้นหาสารทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดย AI จะรวบรวมและคัดกรองข้อมูลจากวารสารทางวิทยาศาสตร์นับแสนฉบับ เพื่อนำเสนอสารที่เหมาะสมต่อการพัฒนาสูตรใหม่ ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 3 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ยูนิลีเวอร์ ยังนำ Digital Twin มาใช้จำลองกระบวนการผลิตและออกแบบบรรจุภัณฑ์ ทำให้สามารถทดสอบและปรับปรุงได้โดยไม่ต้องผลิตจริง ลดของเสีย ลดต้นทุน และเพิ่มคุณภาพ ขณะเดียวกันก็ยังสามารถเร่งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ให้ ตอบโจทย์ผู้บริโภคได้เร็วขึ้น เช่น ผลิตภัณฑ์ “บรีสซักด่วนใน 15 นาที” ที่พัฒนาจากการใช้ AI วิเคราะห์ Consumer Insight ว่าผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการผลิตภัณฑ์ซักผ้าที่ประหยัดเวลาและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
“AI ไม่ได้แค่ช่วยเราลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังช่วยให้เราย่นระยะเวลาการวิจัยและพัฒนาเหลือเพียงไม่กี่วันจากเดิมที่ต้องใช้เวลาหลายเดือน ความยั่งยืนจึงไม่ใช่เพียงพันธกิจด้านสังคม แต่เป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจที่จะทำให้ยูนิลีเวอร์แข็งแกร่งและแข่งขันได้ในระยะยาว”
ยูนิลีเวอร์กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่าความยั่งยืนไม่ใช่เพียงพันธกิจด้านสังคม แต่ยังเป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจ ที่เพิ่มศักยภาพการแข่งขันในระยะยาว โดยการบูรณาการเทคโนโลยี AI และดิจิทัลเข้ากับทุกห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนที่แท้จริง
“เรามั่นใจว่าความยั่งยืนคือหัวใจของธุรกิจในการเติบโตอย่างมั่นคง” ณัฏฐิณี กล่าวปิดท้าย “ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนและการใช้ศักยภาพด้านนวัตกรรม ยูนิลีเวอร์จะเดินหน้าสร้างทั้งคุณค่าทางธุรกิจและคุณค่าเพื่อโลกและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม”
