ตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมา สีจิ้นผิง ประธานาธิบดี และพรรคคอมมิวนิสต์ของเขา กำลังอยู่ระหว่างรวมอำนาจจีนให้เป็นหนึ่งเดียวอีกครั้ง การครองอำนาจถูกขยายออกไปเป็นวาระที่ 3 ทำให้เขาเป็นผู้นำที่มีอำนาจมากที่สุดนับตั้งแต่ประธานเหมาเจ๋อตุง จีนขยายขอบเขตการกระชับอำนาจ ที่คาดว่าจะรวมถึงผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยี นักข่าว นักกีฬา และบุคคลสำคัญทางวัฒนธรรม ขณะเดียวกันก็มีความท้าทายอย่างอื่นซ้อนขึ้นมาด้วย นั่นคือเศรษฐกิจจีนชะลอตัว ผู้บริโภคไม่จับจ่ายใช้สอย และการล็อกดาวน์ที่เข้มงวดยังคงมีอยู่ ทั้งหมดนี้ทำให้เกิดความเป็นไปได้ที่จีนอาจพยายาม "รวมอาณาจักรของตนอีกครั้ง" เริ่มจากการรุกรานไต้หวัน
ภาพที่เห็นชัดเจนขึ้น คือเจ้าหน้าที่ข่าวกรองสหรัฐเพิ่มคำเตือนด้านความมั่นคง ทำให้บริษัทสหรัฐหลายแห่งกำลังตัดสินใจออกจากจีน หรือลดความสัมพันธ์ แต่การตัดสินใจข้างต้นเป็นความยากลำบาก เป็นความท้าทายอย่างมากต่อ Starbucks ด้วยเช่นกัน
ก่อนหน้านี้ไม่นาน Starbucks เชนร้านกาแฟจากเมืองซีแอตเติล สหรัฐอเมริกา กำลังมองไปข้างหน้าความก้าวหน้าล่าสุดเพื่อแทนที่ Howard Schultz ซีอีโอคนปัจจุบัน ซึ่งแถลงว่า Starbucks กำลังทาบทามLaxman Narasimhan ผู้คร่ำหวอดในบรรษัทข้ามชาติที่มีประสบการณ์ทำงานมากมายในจีนมาเป็นซีอีโอคนใหม่ จะเริ่มงานต้นปี 2566
Schultz เพิ่มเติมว่าในอีก 3 ปีข้างหน้า หรือปี 2568 จีนจะกลายเป็นตลาดใหญ่ที่สุด โดยที่ผ่านมาStarbucks เปิดร้านใหม่ในจีนทุกๆ 9 ชั่วโมงโดยประมาณ บริษัทมีแผนลงทุน 220 ล้านเหรียญสหรัฐ
ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนเพิ่มจำนวนสาขาจาก 6,000 เป็น 9,000 แห่ง เพิ่มพนักงานจากมากกว่า 60,000 คนเป็นเกือบ 100,000 คน โดยตั้งเป้าเพิ่มรายได้จากการดำเนินงานเป็น 4 เท่า พร้อมย้ำว่า “ความมุ่งมั่นของเราที่มีต่อจีน ไม่เคยยิ่งใหญ่เท่านี้มาก่อน”

Starbucks เปิดร้านกาแฟแห่งแรกของในจีนที่ชั้นล่างของ China World Trade Center ในปี 2542 โดยร่วมทุนกับกิจการของรัฐ Beijing Capital Agribusiness & Food Group 2 ปีต่อมาบริษัทเป็นร้านของผู้ลงทุนที่ไม่ใช่ชาวจีนรายแรก ที่เข้าไปขายของในพระราชวังต้องห้ามอายุ 600 ปี ปี 2548 รัฐบาลจีนอนุญาตให้เปิดร้านบนกำแพงเมืองจีน
แต่เส้นทางก็ใช่ว่าจะโรยด้วยกลีบกุหลาบมาตลอด ปี 2550 มีคำร้องเรียนของผู้ประกาศข่าวโทรทัศน์กลางแห่งประเทศจีน ให้ Starbucks ออกจากพระราชวังต้องห้าม มีผู้คลิกถูกใจบน Weibo กว่าครึ่งล้านครั้งภายในไม่กี่วัน จากนั้น ร้านกาแฟที่บริหารงานโดย Palace Museum เข้ามาแทนที่ ส่วน Starbucksก็ออกจากพระราชวังต้องห้ามเงียบๆ ให้เหตุผลว่า "เราเคารพในสิ่งที่พวกเขากำลังทำ" 2-3 ปีต่อมาก็ปิดสาขากำแพงเมืองจีนแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ทำให้ Starbucks ถอดใจจากตลาดจีนแต่อย่างใด แฟรนไชส์ร้านกาแฟผู้นำของโลกทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างหนัก ต่อเนื่องปี 2553 Starbucks ทำข้อตกลงครั้งสำคัญกับรัฐบาล เริ่มต้นฟาร์มแห่งแรก ในเมือง Pu'er มณฑลยูนนาน เป็นการเริ่มปลูกกาแฟเองครั้งแรก หลังจากเปิดร้านมาแล้วถึง 40 ปี
ก่อนหน้านั้น ตั้งแต่ปี 2543 รัฐบาลท้องถิ่นจีนมีนโยบายส่งเสริมการปลูกกาแฟในยูนนาน โดยคาดการณ์ว่าผลผลิตจะเพิ่มขึ้น 5 เท่า (มากกว่า 200,000 ตันต่อปี) มูลค่าสินค้าโภคภัณฑ์ที่การเก็บข้อมูลยังไม่ชัดเจนในเวลานั้นให้เพิ่มขึ้น 10 เท่า (สูงถึง 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ)
Schultz อวดระหว่างเดินทางไปปักกิ่งในเดือนพฤศจิกายนปีนั้นว่า “เราค้นพบพื้นที่ผลิตกาแฟดีที่สุดในโลกได้แล้ว อีก 3-4 ปี เราจะนำกาแฟจากยูนนานไปทั่วโลก” เพื่อตอกย้ำคำกล่าวข้างต้น Starbucks ยังสร้างเครือข่ายที่เรียกว่าศูนย์สนับสนุนเกษตรกร ห้องปฏิบัติการพืชไร่ล้ำสมัย และสำนักงานบริษัทด้วย มีการวิจัยพันธุ์ใหม่ๆ ติดตั้งระบบชลประทานทันสมัยในแปลงปลูก โดยนักปฐพีวิทยาของศูนย์จะเดินทางหลายชั่วโมงในแต่ละวันไปที่ฟาร์ม สอนวิธีใช้เทคนิคการปลูกอย่างมีประสิทธิภาพแก่ชาวบ้านโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย มีความร่วมมือกับองค์กรการกุศล และเจ้าหน้าที่พรรคท้องถิ่นในปี 2561 เพื่อขยายโครงการกาแฟยูนนาน เป็นโครงการริเริ่มที่มีเป้าหมายปรับปรุงมาตรฐานการครองชีพของเกษตรกรในท้องถิ่นและครอบครัวจำนวน 50,000 รายภายในปี 2566 ตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความผูกพันกับชาวจีนนั่นคือบาริสต้าชาวอเมริกันอาจประหลาดใจเมื่อรู้ว่า Starbucks อุดหนุนค่าเช่าบ้านแก่พนักงาน ให้เงินค่ารักษาพยาบาลพ่อแม่ของพวกเขา ดอกผลที่มีนัยสำคัญของการลงทุนปลูกกาแฟเองและทำเครือข่ายข้างต้น ส่งผลต่อความสำเร็จในปัจจุบัน เพราะบริษัทสร้างห่วงโซ่อุปทานแข็งแกร่ง ฝึกอบรมและสนับสนุนเกษตรกร 17,000 รายในมณฑลยูนนาน จุดที่มีนัยสำคัญมากที่สุด คือ การจัดส่งทั่วประเทศโดยร่วมมือกับอาลีบาบา บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่
Melinda Wong ประธานหญิงของ Starbucks China เคยให้ข้อมูลในงานแถลงผลประกอบการกลางปี2565 ว่า บริษัทจะเปิด Coffee Innovation Park แห่งใหม่นอกเซี่ยงไฮ้ในฤดูร้อนหน้า คอมเพล็กซ์มูลค่า150 ล้านดอลลาร์จะทำให้ Starbucks China ควบคุมห่วงโซ่คุณค่าทั้งหมด ตั้งแต่เมล็ดกาแฟไปจนถึงถ้วย

อย่างไรก็ตาม เร็วๆ นี้ ทีมฝ่ายบริหารของ Joe Biden เริ่มมองว่า ความสัมพันธ์กับจีนเป็นความเสี่ยงด้านความมั่นคงของชาติ ส่งผลให้บริษัทจากสหรัฐในจีนต้องปรับตัวอย่างรวดเร็ว เช่น Google ย้ายกำลังผลิตชิ้นส่วนสมาร์ทโฟนบางส่วนไปเวียดนาม Apple ย้ายการผลิต iPad บางส่วนไปเวียดนาม ขณะที่ Amazon กำลังผลิต Fire TV ในอินเดีย Starbucks เองก็ต้องจ้างบริการดิจิทัลเกือบทั้งหมดนอกจีน
เจ้าหน้าที่สหรัฐได้เริ่มกระตุ้นเตือนโดยอ้างถึงความเสี่ยงที่จีนมีต่อความมั่นคงและความเป็นส่วนตัวของชาติในแง่ร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ Antony Blinken รัฐมนตรีต่างประเทศ กล่าวถึงจีนว่าเป็น “ภัยคุกคามระยะยาวที่ร้ายแรงที่สุด” ต่อระเบียบโลก ขณะที่ Christopher Wray ผู้อำนวยการ FBI กล่าวกับ NBC News ว่า“ไม่มีประเทศใดแสดงภัยคุกคามที่รุนแรงต่อนวัตกรรม แนวคิด และความมั่นคงทางเศรษฐกิจของเรามากกว่าจีน” ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างสหรัฐ-จีน การคว่ำบาตรที่อาจเกิดขึ้น การต่อต้านชาวอเมริกัน นโยบายปลอดโควิด ต้นทุนซัพพลายเชนที่อยู่นอกเหนือการควบคุม ล้วนส่งผลต่อทุกกิจการของสหรัฐที่อยู่ในจีน
สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ การล็อกดาวน์ทำให้ยอดขายสาขาเดิมช่วงไตรมาสที่ 2 ปี 2565 ของ Starbucks ในจีนลดลง 23% ไตรมาสที่ 3 ยอดขายสาขาเดิมลดลงถึง 44% ที่ผ่านมา ยอดขายในจีนคิดเป็นสัดส่วนถึง 10% ของยอดขายรวมทั้งบริษัทก่อนประกาศใช้นโยบายปลอดโควิด
ที่มา รายงานประจำปี 2021-investor.starbucks.com , Fast Company