ภายใต้ปรัชญาการทำงาน Good food, Good life อาหารที่ดี เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของเนสท์เล่ ในฐานะบริษัทด้านโภชนาการเพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี เนสท์เล่ยังยึดมั่นต่อเจตนารมณ์ Unlocking the Power of Food to Enhance Quality of Life for Everyone, Today and for Generations to Come. เปิดพลังแห่งอาหารเพื่อเพิ่มพูนคุณภาพชีวิตที่ดีเพื่อทุกคนในวันนี้และในอนาคต อันเป็นหัวใจหลักการทำงานที่เนสท์เล่ทั่วโลกยึดมั่นมาโดยตลอด

เมื่อปรัชญาถูกผนวกกับเจตนารมณ์นำมาซึ่งวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแรง แผนการทำงาน การคิดค้นนวัตกรรม และลงมือปฏิบัติ เพื่อตอบสนองความต้องการ พร้อมยกระดับคุณภาพชีวิตผู้บริโภค กลายเป็นที่มาที่ทำให้ “เนสท์เล่” ยังคงเป็นผู้ผลิตอาหารที่ผู้บริโภคให้ความไว้วางใจจากผลสำรวจ Thailand’s Most Admired Company ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 จากผลสำรวจในปีนี้ยังพบว่า เนสท์เล่มีความโดดเด่นในด้านนวัตกรรมการ บริหารจัดการ และ CSR สะท้อนให้เห็นถึง Perception ที่ผู้บริโภคมีต่อบริษัทโดยเฉพาะด้านนวัตกรรม ต้องยอมรับว่าเนสท์เล่ถือเป็น Trendsetter และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการอาหารอย่างต่อเนื่อง สังเกตได้จากการปรับพอร์ตโฟลิโอ เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าในสถานการณ์ต่างๆ อย่างทันท่วงที ยกตัวอย่างช่วงโควิด เนสท์เล่ปรับพอร์ตเน้นสินค้าเพื่อสุขภาพมากขึ้น และสินค้าที่เหมาะสำหรับรับประทานที่บ้านในราคาจับต้องได้ หลังโควิดคลี่คลายคนส่วนใหญ่กลับไปใช้ชีวิตนอกบ้าน จึงปรับพอร์ตอีกครั้ง เน้นสินค้าใหม่ที่มีความดึงดูด อาทิ คิทแคท รสชาติใหม่ และคิทแคท ซานต้า เพื่อที่จะตอบโจทย์ลูกค้าที่อยากมีช่วงเวลาแห่งความสุขในเทศกาลปีใหม่ รวมถึงออกสินค้าใหม่รองรับเทรนด์สุขภาพด้วยผลิตภัณฑ์หวานน้อย และไม่มีน้ำตาล หรือ Plant Based อย่างผลิตภัณฑ์อาหารจากพืช Harvest Gourmet และไมโล นมถั่วเหลือง เป็นต้น

คุณวิคเตอร์ เซียห์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า กล่าวว่า นวัตกรรมมีความสำคัญในการทำธุรกิจของเนสท์เล่ และถึงแม้ว่าเป็น Global Company แต่นวัตกรรมสินค้าที่ออกมาทั้งหมดล้วนตอบโจทย์ผู้บริโภคท้องถิ่น
“ยกตัวอย่างผลิตภัณฑ์เนสกาแฟในแต่ละประเทศจะมีรสชาติไม่เหมือนกัน เพราะแต่ละประเทศจะผลิตสินค้าจากความชอบด้านรสชาติของผู้บริโภคในประเทศนั้นๆ เช่นเดียวกับประเทศไทย หลายปีที่ผ่านมามีร้านกาแฟเกิดขึ้นมากมาย ผู้บริโภคมีโอกาสทดลองกาแฟรสชาติใหม่ๆ ส่งผลให้การรับรู้รสชาติกาแฟเปลี่ยนไป เราจึงมีการปรับรสชาติให้มีความสมดุลยิ่งขึ้น นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เราออก เนสกาแฟเบลนด์แอนด์บรู สูตรน้ำตาลน้อย และสูตรไม่มีน้ำตาลทราย ตามความต้องการของผู้บริโภค แต่ยังคงความอร่อยเช่นเดิม”

การมอนิเตอร์ตลาดกาแฟอย่างต่อเนื่องนี้เองทำให้เนสท์เล่เห็นความนิยมการดื่มในร้านกาแฟ จึงมีการต่อยอดโมเดลธุรกิจใหม่ภายใต้ชื่อ NESCAFÉ Street Café ครั้งแรกขึ้นในประเทศไทยเป็น One-Stop Business Solution ที่ตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้มีฝันอยากเปิดร้านกาแฟสด หรือมีความสนใจต่อยอดธุรกิจเดิมหรือหาช่องทางธุรกิจใหม่ โดยมุ่งเน้นให้เป็นธุรกิจที่ยั่งยืนและมีอัตราการเติบโตที่ดี นอกจากนั้น เนสท์เล่ยังได้พัฒนานม S-26 Gold SMA PRO-C ที่ออกแบบมาสำหรับทารกผ่าคลอด ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างนวัตกรรมที่มาจากการทำความเข้าใจในบริบทสังคมไทยอย่างถ่องแท้และเพื่อตอบรับยุค Healthy Conscious ที่มาแรง เนสท์เล่ยังผลักดันผลิตภัณฑ์ให้ได้รับสัญลักษณ์ HCL (Healthier Choice Logo) ไว้เป็นทางเลือกสุขภาพให้ผู้บริโภค โดยปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์มากถึง 94 รายการ ที่ผ่านการรับรองได้รับสัญลักษณ์ HCL มากที่สุดในประเทศไทย
ทั้งนี้ การปรับพอร์ตและพัฒนาสินค้ารองรับเทรนด์ใหม่ๆ ให้เท่าทันกับความต้องการของตลาดจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดการบริหารจัดการที่ดี ซึ่งนี่ก็เป็นอีกความโดดเด่นของเนสท์เล่ที่พบได้จากผลวิจัย Thailand’s Most Admired Company ปีล่าสุด
คุณวิคเตอร์ กล่าวว่า ทุกองค์กรล้วนต้องการผลักดันให้พนักงานทำงานอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อขับเคลื่อนธุรกิจไปข้างหน้า แต่สำหรับเนสท์เล่มองว่าสิ่งสำคัญคือความไว้วางใจและการให้อำนาจพนักงานคิดและตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง สร้าง Mindset ของการเป็นเจ้าของกิจการ นอกจากทำให้พนักงานมีความสามารถในการปรับตัวแล้ว ยังกล้าที่จะยอมรับความเสี่ยงบนพื้นฐานของการทำการบ้านมาเป็นอย่างดี
“เราพัฒนาทักษะให้พนักงาน 2 ด้าน นั่นคือทักษะในสายงาน และทักษะความเป็นผู้นำ ซึ่งอันหลังนี้หมายถึงสร้างให้พนักงานเป็นผู้นำและการทำงานกันเป็นทีม นอกจากนี้ เรายังสร้างการมีส่วนร่วมของพนักงาน เพื่อให้พนักงานเข้าใจบริบทขององค์กรที่กำลังขับเคลื่อนไปข้างหน้า ซึ่งวิกฤตโควิดเป็นบทพิสูจน์ถึงคุณภาพพนักงาน เพราะทุกคน Work From Home ก็จริงแต่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ธุรกิจดำเนินต่อไปด้วยความราบรื่น”
เนสท์เล่ยังมีความโดดเด่นด้าน CSR เช่นกัน แต่นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่อยู่ภายใต้ Creating Shared Value (CSV) ซึ่งเป็นหัวใจหลักขององค์กร โดยคุณวิคเตอร์มองว่า CSR เปรียบเสมือนการมอบสิ่งของหรือความช่วยเหลือให้คน ในขณะที่ CSV คือการสอนคนให้รู้จักสร้างรายได้ช่วยเหลือตัวเองและสังคมรอบข้าง ยกตัวอย่างโครงการ Nescafé Plan มอบต้นกล้ากาแฟ ถ่ายทอดความรู้แนวปฏิบัติที่ดีในการปลูกกาแฟและให้ความช่วยเหลือด้านเทคนิคเพื่อให้เกษตรกรผลิตเมล็ดกาแฟคุณภาพ เพิ่มผลผลิตสูงสุด และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมทั้งรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรโดยไม่มีข้อผูกมัด นอกจากนั้น เนสท์เล่ ยังทำโครงการ Samui Circular เพื่อช่วยให้เกิดการบริหารและจัดการขยะอย่างยั่งยืนเพื่อเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่เกาะสมุย ด้วยการสอนชุมชนให้รู้จักแยกขยะนำมาสร้างรายได้

แต่ที่สำคัญมากไปกว่านั้น เนสท์เล่ประกาศพันธสัญญาที่จะก้าวไปสู่ Net Zero ภายในปี 2050 โดยระหว่างนี้ได้กำหนดเป้าหมายระยะสั้นภายในปี 2025 วางโรดแม็บความยั่งยืน 4 ด้าน ประกอบด้วย
1. บรรจุภัณฑ์รักษ์โลก (Sustainable Packaging) ทำให้บรรจุภัณฑ์ทั้งหมดของเนสท์เล่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ ภายในปี 2025 พร้อมกับการลดการใช้พลาสติกผลิตใหม่ลง 1 ใน 3 ภายในปี 2025 ซึ่งในปัจจุบันบรรจุภัณฑ์ของเนสท์เล่ในไทยกว่า 93% สามารถนำไปรีไซเคิลได้ อาทิ หลอดกระดาษโค้งงอได้ที่นำมาใช้เป็นครั้งแรกในกลุ่มผลิตภัณฑ์ UHT, บรรจุภัณฑ์แบบ Monostructure ที่ผลิตจากพลาสติกประเภทเดียวกัน และสามารถนำไปรีไซเคิลได้เป็นครั้งแรกของโลก, บรรจุภัณฑ์ภายนอกแบบกระดาษ ซองไอศกรีมแบบกระดาษโดยไม่มีการเคลือบพลาสติกครั้งแรกในธุรกิจไอศกรีมในประเทศไทย และกาแฟกระป๋องอะลูมิเนียม 100% ซึ่งสามารถรีไซเคิลได้ นอกจากนี้ยังลดปริมาณการใช้พลาสติกผลิตใหม่ในการผลิตขวดน้ำดื่ม และพลาสติกหุ้มแพ็ก
2. การดูแลและจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน (Water Stewardship) มุ่งดูแลและจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนทั้งในโรงงานและชุมชนรอบข้าง ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง และยังได้ทำโครงการเยาวชนพิทักษ์สายน้ำ สร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการปกป้องและฟื้นฟูคุณภาพน้ำในคลองขนมจีน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตลอดจนจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ เพื่อปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนให้แก่นักเรียนและชุมชนโดยรอบ
3. การจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืน (Sustainable Sourcing) เพื่อช่วยปกป้องและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม พร้อมกับส่งเสริมให้เกษตรกรมีความรู้ความเชี่ยวชาญและให้การสนับสนุนให้มีผลผลิตอย่างยั่งยืน โดยในประเทศไทย เมล็ดกาแฟโรบัสต้าและอาราบิก้าที่จัดหาในประเทศได้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานการจัดหาวัตถุดิบอย่างยั่งยืน 100% ตามมาตรฐานสากล 4C (Common Code for Coffee Community)
4. ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Carbon Reduction) นำร่องใช้รถพลังงานไฟฟ้าในการขนส่งผลิตภัณฑ์คิทแคทแบบควบคุมอุณหภูมิ รถสามล้อไฟฟ้าขายไอศกรีมเนสท์เล่ และติดตั้งโซล่าร์รูฟในโรงงาน 5 แห่ง และจะทยอยติดตั้งให้ครบอีก 2 แห่ง เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายในการใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ภายในปี 2025

สุดท้ายนี้ คุณวิคเตอร์ คาดการณ์ว่า ภาพรวมเศรษฐกิจประเทศไทยในปีหน้าจะกลับมาฟื้นตัวจากภาคการท่องเที่ยวที่จะมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นเป็น 20 ล้านคนในปีหน้า แต่ความท้าทายที่ทุกคนจะต้องเผชิญ คือต้นทุนที่สูงขึ้นและอัตราเงินเฟ้อ ดังนั้น เนสท์เล่จะให้ความสำคัญกับการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อพัฒนาสินค้าและนำมาเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต ตลอดจนนำเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือทางการตลาด เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในด้านต้นทุน เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าคุณภาพที่มีรสชาติอร่อยและมีประโยชน์ต่อสุขภาพในราคาที่เหมาะสม