เป็นปีที่ 4 ติดต่อกันแล้วที่ “ทีเส็บ” ยังคงรักษาตำแหน่งองค์การมหาชนที่มีผู้บริโภคชื่นชอบมากที่สุดจากผลวิจัย 2022-2023 Thailand’s Most Admired Company สิ่งดังกล่าวสะท้อนได้จากการทำงานอย่างหนักของทีเส็บในช่วงหลายปีที่ผ่านมาหลังโลกเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 ดังจะเห็นได้ว่า เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น อุตสาหกรรมไมซ์ในบ้านเราสามารถกลับมาฟื้นตัวอย่างรวดเร็วกว่าที่หลายคนคาดการณ์

คุณจิรุตถ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ
ทีเส็บ กล่าวถึงผลวิจัยในปีนี้ว่า นอกจากจะทำให้องค์กรกลับมาดูการทำงานของตัวเองในแต่ละมิติแล้ว ยังแสดงให้เห็นว่าทีเส็บแข่งขันกับตัวเองอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะปีนี้เป็นปีที่สำคัญ เพราะทีเส็บได้มีการระดมสมองจัดทำแผนกลยุทธ์องค์กร 5 ปี ตามแนวทางเดียวกับแผนยุทธศาสตร์ชาติของสภาพัฒน์ฯ โดยกำหนดเป็น 4 แนวทางขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไมซ์ หรืออุตสาหกรรมการจัดประชุม อบรม สัมมนา การเดินทางเพื่อเป็นรางวัล การจัดประชุมองค์กรหรือสมาคม และการจัดงานแสดงสินค้า รวมถึงงานเมกะอีเวนท์และเทศกาลนานาชาติ ที่จะมุ่งหน้าไปในอีก 5 ปีข้างหน้า ประกอบด้วย
- Sustainability เสริมสร้างความยั่งยืน
ทั้งนี้ คุณจิรุตถ์ มองว่าอุตสาหกรรมไมซ์มีส่วนสร้างมลภาวะ จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมา ทีเส็บขับเคลื่อนในเรื่องนี้ก่อนใคร เห็นได้จากการประชุม Green Meeting เมื่อ 13 ปีก่อน ต่อเนื่องจนในปี 2561 ทีเส็บยังมีการสร้างมาตรฐานการบริหารการจัดงานอย่างยั่งยืนของประเทศไทยภายใต้ชื่อ Thailand Sustainable Event Management Standard หรือ TSEMS และโดยเฉพาะในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาหลังเกิดโควิด ทีเส็บโฟกัสนโยบายการจัดงานอย่างยั่งยืนเพิ่มมากขึ้น เพื่อแสดงจุดยืนของประเทศไทยให้เห็นเด่นชัด ทั้งยังสอดรับกับ BCG Model ที่รัฐบาลประกาศเป็นแนวทางขับเคลื่อนประเทศต่อไปในอนาคต
- Collaborative Innovation เร่งขับเคลื่อนนวัตกรรม
จากผลวิจัย 2022-2023 Thailand’s Most Admired Company พบว่า ทีเส็บ มีความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรมชัดเจน จุดนี้สืบเนื่องมาจากทีเส็บให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวมานาน โดยก่อตั้งฝ่าย MICE Intelligence และ นวัตกรรมเมื่อ 6 ปีก่อน นำมาซึ่งบริการสำหรับการทำงานระหว่างบุคลากรไมซ์ หรือ Digital Service ที่สามารถลดขั้นตอนการทำงาน พร้อมช่วยเหลือการทำงานของผู้ประกอบการให้สะดวกยิ่งขึ้น อาทิ จัดตั้งศูนย์ประสานงานเพื่ออำนวยความสะดวกอุตสาหกรรมไมซ์ Thailand MICE One Stop Service ในรูปแบบออนไลน์ การสร้างแพลตฟอร์มดิจิทัล Thai MICE Connect และ MICE Winnovation: Winning with the Innovation เป็นต้น ทำให้อุตสาหกรรมไมซ์ ยังสามารถขับเคลื่อนได้อย่างราบรื่นแม้ช่วงโควิด
"จากนี้ไปอินโนเวชั่นจะยิ่งสำคัญมากขึ้น เพราะตั้งแต่หลังโควิด ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า ดิจิทัลไม่ได้เข้ามาดิสรัปท์ไมซ์ ดูจากตัวเลขของผู้คนที่เริ่มกลับมาเดินทางและต้องการเจรจาการค้าแบบ Face to Face มากกว่า ดังนั้น อินโนเวชั่นจะเข้ามามีบทบาทในการประชุมแบบไฮบริด และเกื้อหนุนให้การจัดประชุมมีความสะดวกสบายยิ่งขึ้น อาทิ ระบบการจอง การลงทะเบียน และจัดเก็บข้อมูลผู้ร่วมประชุม เพื่อให้บริการแบบเฉพาะบุคคล ซึ่งทีเส็บยังทำงานร่วมกับสตาร์ทอัพด้านไมซ์ และหน่วยงานภาครัฐ โดยส่งเสริมให้เกิดสตาร์ทอัพในด้านนี้ เพื่อยกระดับการบริการของอุตสาหกรรมไมซ์ให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย”
- Drives Destinations Forward ขับเคลื่อนจุดหมายปลายทาง
บุกเบิกแนวทางสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนท้องถิ่นและอัตลักษณ์ของชุมชนท้องถิ่น รองรับการจัดงานไมซ์ เพื่อกระจายรายได้ และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไปยังภูมิภาคต่างๆ ซึ่งปัจจุบันมีการพัฒนา MICE City เป็นกลไกการทำงานร่วมกับหลายภาคส่วนในทุกภูมิภาค ทำให้สัดส่วนการจัดงานไมซ์เปลี่ยนแปลงไปมาก จากการจัดงานไมซ์ในกรุงเทพฯ ในปี 2545 เทียบกับต่างจังหวัดอยู่ที่ 90:10 แต่ปัจจุบันมีสัดส่วนเพิ่มเป็น 60:40
- Business Success เป็นพันธมิตร
แสวงหาความร่วมมือ และสนับสนุนการสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน และการสร้างความเชี่ยวชาญให้กับธุรกิจไมซ์

คุณจิรุตถ์ กล่าวว่า แผนกลยุทธ์องค์กร 5 ปีของทีเส็บ กำหนดไว้เพื่อรองรับ ตอบสนอง และเป็นแนวทางให้ทุกภาคส่วนเดินหน้าไปด้วยกัน โดยเฉพาะ Sustainability และ Innovation จะเป็นแกนหลักของการขับเคลื่อนและถูกปลูกฝังอยู่ในทุกส่วนงานของทีเส็บ
“ยุคนี้สังคมพูดถึงคาร์บอนเครดิต ดังนั้น Sustainability จึงไม่ใช่เป็นเพียงกระแส แต่เป็นทางรอดของทุกธุรกิจ นอกจากนี้ พฤติกรรมผู้คนยังเปลี่ยนไปมากนับจากเกิดโควิด สิ่งหนึ่งที่เราเห็น คือจำนวนคนเดินทางน้อยลงก็จริง แต่ค่าใช้จ่ายต่อหัวสูงขึ้นถึง 40% เราพบว่านักธุรกิจที่เดินทางมาประเทศไทยมักเลือกที่จะเดินทางด้วยตั๋วเครื่องบินชั้นหนึ่งหรือชั้นธุรกิจ พักโรงแรมห้าดาว และห้องประเภทพูลวิลล่า แสดงให้เห็นถึงความพร้อมที่จะจับจ่ายใช้สอย เหล่านี้เป็นสัญญาณที่อุตสาหกรรมไมซ์ต้องรับโจทย์ใหม่ เพื่อปรับกลยุทธ์ สิ่งที่น่าสังเกตอีกประการ คือนักเดินทางคาดหวังบริการคุณภาพที่ดีขึ้นและครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ดังนั้น ผู้เกี่ยวข้องทั้งออร์แกไนเซอร์ เจ้าของสถานที่จัดงาน ตลอดจนผู้ประกอบการโรงแรม ก็ต้องสร้างนวัตกรรมการบริการแบบ MICE for All รองรับกลุ่มคนที่มีการเรียนรู้บกพร่อง คนพิการ คนสูงอายุ ตลอดจนกลุ่มคนที่มีความหลากหลายทางเพศ และหลากหลายทางวัฒนธรรมด้วย เป็นต้น”

อย่างไรก็ดี หลังจากต้องดำเนินกลยุทธ์แบบตั้งรับมาตลอด 3 ปี ที่มีการแพร่ระบาดของโควิด เพื่อประคับประคองให้อุตสาหกรรมไมซ์อยู่รอดต่อไปได้ ปีนี้ เมื่อนักเดินทางเริ่มกลับมา ทีเส็บจึงวางแผนเดินหน้าเชิงรุกอย่างเต็มตัว โดยเตรียมประกาศให้เป็นปีแห่งการจัดประชุมและนิทรรศการของประเทศไทย หรือ Thailand MICE to Meet You Year 2023 เพื่อส่งเสริมให้เกิดการจัดงานทั่วประเทศ สร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศไทยในการเป็นจุดหมายปลายทางการจัดประชุมและนิทรรศการนานาชาติระดับโลก
ผอ. ทีเส็บ ยังกล่าวอีกว่า ปีหน้าจะเป็นปีที่ดีสำหรับอุตสาหกรรมไมซ์ในเมืองไทย โดยสัดส่วนของงานแสดงสินค้าจะมีความโดดเด่นมากจากสถิติของงานที่สนใจมาเมืองไทยมากขึ้น เพราะไทยกำลังอยู่ในจุดที่มีโอกาสก้าวกระโดด เนื่องจากออร์แกไนเซอร์ระดับโลกหลายแห่งอยู่ในประเทศไทย รวมทั้งไทยยังมีความพร้อมของสถานที่จัดงานต่างๆ ที่หลากหลาย ทำให้มีงานไมซ์สำคัญที่จะเกิดขึ้นตลอดปี 2566 อาทิ งาน UFI ASIA-PACIFIC 2023 เป็นการประชุมผู้นำงานแสดงสินค้าภูมิภาคเอเซียแปซิฟิกของสมาคมจัดงานแสดงสินค้าโลก งาน IEEE Conferences เป็นงานประชุมและแสดงสินค้าทางด้านวิศวกรรมไฟฟ้าและพลังงาน งาน ICCA Congress 2023 หรือการประชุมของสมาคมการประชุมนานาชาติครั้งที่ 62 และงาน MICE DAY ซึ่งถือเป็นวันจัดประชุมและนิทรรศการแห่งชาติ โดยคาดว่าปีงบประมาณ 2566 อุตสาหกรรมไมซ์จะสร้างรายได้ให้ประเทศถึง 96,000 ล้านบาท หรือประมาณ 50% ของรายได้รวมไมซ์ไทยเมื่อปีงบประมาณ 2562 ก่อนเกิดวิกฤตโควิด ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 2 แสนล้านบาท

นอกจากนี้ ทีเส็บมีแผนเปิดแคมเปญกระตุ้นตลาดการจัดงานแสดงสินค้าในประเทศ ภายใต้ชื่อ “SPIRE Thailand: Strengthen Power in Regional Exhibitions” ซึ่งคาดการณ์ว่าจะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจกว่า 7,802 ล้านบาท จากจำนวนงานเป้าหมาย 27 งาน มีผู้เข้าชมงานรวม 50,000 คน และผู้แสดงสินค้าเข้าร่วมงานกว่า 2,000 องค์กร
“หลังสถานการณ์โควิดดีขึ้น ทุกประเทศต่างมุ่งดึงงานไมซ์เข้ามาในประเทศของตน แต่เรามั่นใจว่า ประเทศไทยมีความได้เปรียบในเรื่องระบบโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงการจัดการสาธารณสุขที่ดี มีมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับระดับโลกตั้งแต่ช่วงโควิด ประกอบกับความโดดเด่นของมาตรฐานการบริหารการจัดงานอย่างยั่งยืนของประเทศไทย ดังนั้น Sustainability + Hygiene จะเป็นสปอตไลท์ส่องแสงให้ไทยมีความโดดเด่น แต่การที่จะดึงงานไมซ์เข้ามาได้อย่างต่อเนื่องในอนาคตนั้น ต้องอาศัยการตลาด และสร้างโอกาสใหม่เสมอ โดยปัจจุบัน ทีเส็บให้ความสำคัญกับงานเมกะอีเวนท์และเทศกาลนานาชาติซึ่งจะดึงดูดคนเข้ามาในประเทศเป็นหลักล้านคน มีระยะเวลาเข้าพักนานขึ้น เป็นกลุ่มคนที่มีศักยภาพในการจับจ่ายใช้สอย เช่น งานเอ็กซ์โป รวมถึงงานเทศกาลดนตรีและกีฬา ให้เป็นเครื่องมือสร้างรายได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ สร้างความเจริญ และกระจายรายได้สู่ทุกภาคส่วนอย่างยั่งยืน” ®