อีกครั้งสำหรับ “บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย” ที่สามารถรักษาแชมป์องค์กรยานยนต์ขวัญใจมหาชนไว้ได้ ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 จากผลการสำรวจ “2022-2023 Thailand’s Most Admired Company” สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยจนประสบความสำเร็จ และความสามารถในการรักษาตำแหน่งขององค์กรอันดับ 1 ไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
คุณอเล็กซานเดอร์ บารากา ประธานและซีอีโอ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าวว่า บีเอ็มดับเบิลยูตั้งใจนำเสนอสิ่งที่หลากหลาย โดยมุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าเป็นสำคัญ (Customer Centric) ผ่านพลังแห่งทางเลือก (Power of Choice) เพื่อตอบสนองทุกความต้องการและการใช้งานของผู้บริโภคทั้งในแง่ของสินค้าและบริการ
“ลูกค้ามีความแตกต่างในการใช้งาน คนที่อยู่ในกรุงเทพฯ ใช้รถใน 1 วันไม่กี่กิโลเมตรก็สามารถใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% (BEV) ได้ตลอด ในขณะที่อีกกลุ่มอาจจะต้องขับทางไกลระยะทาง 200 - 300 กิโลเมตร รถยนต์ที่ตอบโจทย์อาจจะยังเป็นเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) อยู่ หรือรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ลูกค้าสามารถเลือกได้ตามใจชอบ ดังนั้นเป็นหน้าที่ของเราที่จะต้องรองรับทุกความต้องการของลูกค้าได้อย่างครบถ้วน ซึ่งเราไม่ได้ให้ความสำคัญแค่ในส่วนของยานยนต์ เรายังมีบีเอ็มดับเบิลยู ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ประเทศไทย ที่ให้บริการในเรื่องของการเงิน ช่วยลูกค้าหาแพ็กเกจทางการเงิน (Financial Package) ที่เหมาะสม โดยนำความต้องการของลูกค้าเป็นตัวตั้ง รวมถึงผู้จำหน่ายของเราที่ให้ความสำคัญกับลูกค้าเป็นหลัก สิ่งเหล่านี้จึงทำให้เราประสบความสำเร็จเรื่อยมาในทุกๆ ปี”
จากผลสำรวจ “2022-2023 Thailand’s Most Admired Company” พบว่า บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย มีปัจจัยโดดเด่นที่ส่งผลให้เกิดความสำเร็จในด้านต่างๆ ประกอบด้วย ความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรม (Innovation) ความสามารถในการดำเนินธุรกิจ (Business Performance) และการบริการที่เป็นเลิศ (Excellence Service)

บีเอ็มดับเบิลยูค้นหาโซลูชั่นสำหรับวันนี้และในอนาคตเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับลูกค้าเป็นสำคัญ โดยมีนวัตกรรม (Innovation) เป็นแก่นหลักในการคิดค้นและพัฒนา ผ่านการทำวิจัยและพัฒนา (R&D) เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปข้างหน้า พร้อมมุ่งหาวิธีที่ก่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนตั้งแต่กระบวนการผลิตจนได้มาซึ่งผลิตภัณฑ์ที่จะไปอยู่ในมือลูกค้า
“เราไม่ได้เป็นผู้ผลิตรถยนต์ที่ผลิตรถยนต์ขายและจบไป แต่เรามองถึงกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำ คือตั้งแต่ Supplier จะต้องมีการ Sourcing สิ่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จนถึงกระบวนการผลิตที่พยายามลดการใช้พลังงานและใช้เป็นพลังงานทางเลือกมากขึ้น เรื่องนี้เป็นสิ่งที่โรงงานบีเอ็มดับเบิลยูทั่วโลก รวมถึงโรงงานของบีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป แมนูแฟคเจอริ่ง ประเทศไทย ในจังหวัดระยอง พยายามอยู่ตลอด และยังมองไปถึงการใช้งานว่าลูกค้าจะต้องได้ใช้รถยนต์ที่ใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น รถยนต์สันดาปภายในก็ต้องประหยัดน้ำมันมากขึ้น รถยนต์พลังงานไฟฟ้าก็ใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพตลอดอายุการใช้งานของรถยนต์นั้นๆ รวมถึงชิ้นส่วนต่างๆ ของรถจะสามารถนำไปรีไซเคิลได้มากขึ้นในอนาคต”
คุณอเล็กซานเดอร์ ยังเล็งเห็นว่า ในส่วนของ Innovation บีเอ็มดับเบิลยูต้องมองไป 2 ทิศทาง คือปัจจุบันและอนาคต เรียกได้ว่าต้องคิดค้น Innovation ที่สามารถตอบรับความต้องการของลูกค้าในปัจจุบัน และต้องประมาณการล่วงหน้าไปถึงอนาคตให้ได้ว่าสิ่งใดจะทำให้ชีวิตของลูกค้าสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น
โดยการพยายามเข้าไปมีส่วนร่วม (Engage) และสร้างสัมพันธ์ (Connect) กับลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ ผ่านกิจกรรมของบริษัทในเครือทั้ง 3 แบรนด์ ได้แก่ บีเอ็มดับเบิลยู มินิ และบีเอ็มดับเบิลยู มอเตอร์ราด ซึ่งกิจกรรมต่างๆ เปรียบเสมือนแพลตฟอร์มของบริษัทเพื่อให้แบรนด์สามารถเข้าถึง เก็บข้อมูล และรับรู้ความรู้สึกและความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า จนนำไปสู่การออกแบบสิ่งที่จำเป็นในปัจจุบันและอนาคต ทั้งในเรื่องของผลิตภัณฑ์และการบริการให้กับลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น

สังเกตได้ว่าบีเอ็มดับเบิลยูให้ความสำคัญกับลูกค้าในทุกกระบวนการทางธุรกิจจนได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีทำให้ได้ขึ้นเป็นอันดับ 1 ในส่วนของรถยนต์ Premium ประเทศไทย จากยอดจดทะเบียนรถยนต์ในปี 2020-2021 รวมถึง 10 เดือนแรกของปี 2022 และในปีนี้ก็มีแนวโน้มว่าจะยังคงเป็นผู้รักษาตำแหน่งนี้ไว้ได้
อีกทั้งส่วนขององค์กร Universum เผยว่า บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ติด Top 10 Most Attractive Employers ของบริษัทในประเทศไทย จากการทำสำรวจในกลุ่มนักเรียน-นักศึกษาไทย ซึ่งที่น่าสนใจ คือบีเอ็มดับเบิลยู เป็นแบรนด์รถยนต์เพียงเจ้าเดียวใน 10 อันดับแรกของการจัดอันดับนี้
คุณอเล็กซานเดอร์ กล่าวว่า “ความสำเร็จต่างๆ ที่ภายนอกได้เห็นล้วนมาจากการมีพื้นฐานภายในที่ดี พนักงานพร้อมที่จะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ระดับผู้บริหารพร้อมเป็นแบบอย่าง (Tone at the Top) ตลอดจนมีการประเมินผลการทำงานของแต่ละฝ่าย และที่สำคัญรับฟังทุกเสียงจากลูกค้า แม้ในเรื่องเล็กน้อยก็ถูกนำมาหารือในที่ประชุม เพื่อสร้างแนวทางในการพัฒนาแต่ละส่วนให้เกิดผลดียิ่งขึ้นในอนาคตแก่ผู้บริโภค”

นอกจากนี้ แนวทางในอนาคตอื่นๆ ของบีเอ็มดับเบิลยูที่มุ่งตอบสนองลูกค้า ได้ต่อยอดจากบทเรียนในอดีตจนปัจจุบันที่ได้เผชิญกับการเปลี่ยนแปลงมากมาย อาทิ ยุคที่ราคาวัตถุดิบต่างๆ แพงมากขึ้น จึงทำให้ต้องมองถึงสิ่งจำเป็นในระยะยาวเพื่ออนาคตมากขึ้น เช่น การใช้วัสดุต่างๆ ในตัวรถ อย่างเหล็กหรืออะลูมิเนียม ที่เมื่อก่อนเลือกใช้ Primary Source จากแหล่งแร่มาทำชิ้นส่วนประกอบรถ ซึ่งนอกจากจะมีราคาที่ค่อนข้างแพงแล้ว ยังมีเรื่องของการสร้างผลกระทบให้เกิดก๊าซเรือนกระจกระหว่างการถลุงแร่ อันเป็นเหตุในการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอีก
ทางบีเอ็มดับเบิลยูจึงเล็งเห็นความสำคัญการนำ Secondary Material มาใช้เป็นวัสดุในการสร้างส่วนประกอบรถ กล่าวคือ การนำวัสดุรีไซเคิลมาใช้ใหม่ เช่น เหล็กผ่านการหลอมใหม่ อะลูมิเนียมจากกระบวนการรีไซเคิล ในส่วนตรงนี้ก็เป็นแนวทางในอนาคตที่จะนำมาไว้ในฐานการผลิต เพื่อให้ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและก่อให้เกิดความยั่งยืนมากที่สุด (Sustainability)
“เราเป็นบริษัทที่ค่อนข้างคล่องแคล่วว่องไวในการปรับเปลี่ยน โดยมีความกระตือรือร้นที่จะปรับเปลี่ยนกระบวนการในการทำงานให้สอดรับกับอนาคตมากขึ้น อย่างในเรื่องของความต้องการ เราก็จะมองถึงความต้องการของลูกค้า พนักงานและภาครัฐว่าต้องการให้เราสนับสนุนอะไร เพื่อก้าวไปข้างหน้า เราก็พร้อมสนับสนุนที่จะปรับเปลี่ยนเพื่อพัฒนาไปยังอนาคตที่มีลูกค้าของเราอยู่ในนั้น ซึ่งแน่นอนว่าเป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญ” คุณอเล็กซานเดอร์ กล่าวทิ้งท้าย ®