“ธุรกิจขายตรง” มีรากฐานมาจากการแนะนำหรือขายสินค้าให้กับคนใกล้ชิด ซึ่งมีโอกาสในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจได้มากกว่า และมีโอกาสสำเร็จสูงกว่าวิธีขายแบบอื่น แต่อีกมิติหนึ่งของธุรกิจขายตรงก็สามารถนำมาต่อยอดเป็นธุรกิจเครือข่าย หรือธุรกิจ MLM (Multi-Level Marketing) ด้วยการเชิญชวนผู้ที่สนใจให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในธุรกิจ เพื่อสร้างเครือข่ายธุรกิจ หรือเครือข่ายผู้ใช้สินค้าให้ใหญ่ขึ้น สู่การเติบโตของแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าหลายคนประสบความสำเร็จมีรายได้ที่มั่นคง และสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้จากการเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในธุรกิจขายตรง
แต่สำหรับลูกค้าหรือคนสนิทหลายคนอาจจะซื้อสินค้า หรือเข้าร่วมธุรกิจโดยที่ยังไม่รู้จักแบรนด์ดีพอ ดังนั้นธุรกิจขายตรงจึงไม่ใช่แค่เรื่องของธุรกิจเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็น “ศิลปะ” ของการสื่อสารอีกด้วยว่าผู้ขายจะมีความสามารถในการสื่อสารข้อมูลอย่างไรให้ผู้ฟังรู้จักแบรนด์ของตน และแสดงถึงความเข้าอกเข้าใจในความต้องการของผู้บริโภค
อย่างไรก็ตาม ความต้องการและพฤติกรรมของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จึงไม่สามารถใช้รูปแบบการขายเดิมๆ ได้ อีกต่อไป ทำให้องค์กรต้องบ่มเพาะเทคนิคใหม่ๆ ให้นักธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ อย่างที่ “กิฟฟารีน” ได้สร้างแนวคิดให้กับนักขายว่า “อย่ายึดติด” มีวิธีขายและเทคนิคที่หลากหลายเพื่อมัดใจลูกค้า ถึงแม้ว่าโรคระบาดที่เข้ามาจะเป็นสิ่งท้าทายสำหรับธุรกิจขายตรง แต่กิฟฟารีนก็ได้ฝ่าฟันอุปสรรคมาได้อย่างสวยงาม จนคว้าอันดับ 1 ครั้งแรกในกลุ่มขายตรง กับรางวัล 2022-2023 Thailand’s Most Admired Company โดย BrandAge
แน่นอนว่าการพัฒนาเทคนิคการขายของกิฟฟารีน ไม่ได้ทำเพื่อเพิ่มยอดขายของสินค้าเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันท่ามกลางสนามรบธุรกิจขายตรง ด้วยการส่งเสริมให้นักขายเรียนรู้เทรนด์ใหม่ๆ สำรวจพฤติกรรมของผู้คนในยุคปัจจุบัน ที่สำคัญคือการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการค้นคว้านวัตกรรม เพื่อสรรค์สร้างผลิตภัณฑ์คุณภาพดี นำมาสู่การสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคจนต้องกลับมาซื้อซ้ำ
“เราเชื่อว่าการขับเคลื่อนนักขายกับลูกค้าให้เติบโตไปด้วยกัน จะนำมาสู่การเติบโตของบริษัทอย่างยั่งยืน” พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการบริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด และบริษัทในเครือ กล่าว


จุดเริ่มต้นของกิฟฟารีนไม่ได้แตกต่างจากธุรกิจขายตรงรายอื่น แต่เป็นธุรกิจขายตรงรายแรกๆ ที่ให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ เพื่อขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มอื่นๆ และยังสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน อย่างการเลือกนักแสดงที่กำลังเป็นที่นิยมมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับผลิตภัณฑ์ Giffarine HYA ทำให้แบรนด์มีการเคลื่อนไหวทางการตลาดที่น่าสนใจ สร้างภาพจำที่ชัดเจน ซึ่งส่งผลต่อการเติบโตของกิฟฟารีนอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นว่ากิฟฟารีนก็เป็นธุรกิจขายตรงที่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมเช่นเดียวกัน อย่างด้านกระบวนการผลิตสินค้า เห็นได้จากการสร้างโรงงานผลิตสินค้าของแบรนด์มากถึง 3 โรงงาน แต่ละโรงงานมีการแข่งขันกันภายใน หากมีส่วนผสมใหม่ๆ ที่เห็นผลชัดเจนกว่า ได้รับการรองรับที่ชัดเจนมากกว่า ก็จะถูกนำมาใช้และปรับปรุงผลิตภัณฑ์ต่อไป เพื่อยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และยังมีทีมวิจัยและพัฒนาเป็นของตัวเองอีกด้วย ที่ผ่านมามีผลิตภัณฑ์ของกิฟฟารีนที่โดดเด่นครองใจผู้บริโภคหลายผลิตภัณฑ์ เช่น Giffarine HYA ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวหน้าที่มียอดขายเป็นอันดับ 1 ของกิฟฟารีน และผลิตภัณฑ์กิฟฟารีน เลซิติน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อดูแลสุขภาพที่หลายคนรู้จักกันดี
“ในบางครั้งที่มีการนำส่วนผสมที่มีการวิจัย และมีการนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปแล้ว แต่ก่อนที่เราจะวางจำหน่ายจะมีการวิจัยภายในอีกครั้ง ในห้องแล็บของเราเอง มีการทดลองกับอาสาสมัครของกิฟฟารีน มีการปรับปรุงสูตร และตรวจสอบประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์หลายครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ของกิฟฟารีนสามารถสร้างความพึงพอใจและปลอดภัยต่อผู้บริโภค” พญ.นลินี กล่าวเสริม

นอกจากนี้ กิฟฟารีนยังนำเทคโนโลยีมาพัฒนาการตลาดทั้งในช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ ตอกย้ำการทำธุรกิจแบบ O2O (Online to Offline) ของกิฟฟารีน อย่างการปรับปรุงแพลตฟอร์มการซื้อขายระบบ E-Commerce ให้ลูกค้าเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น คิดค้นแอปพลิเคชัน Giffarine Expert Plus สำหรับลูกค้าที่ต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมของสินค้า และ Giffarine I Care เป็นแหล่งให้คำแนะนำด้านสุขภาพ ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มการรับรู้ในข้อมูลสินค้าและแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น และตอบสนองวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค
มากไปกว่านั้น แม้อยู่ในสถานการณ์แพร่ระบาดของ COVID-19 นักขายของกิฟฟารีนก็สามารถทำธุรกิจและเติบโตได้อย่างมั่นคง ภายใต้ระบบสนับสนุนของกิฟฟารีนที่นำเทคโนโลยีเข้ามาปรับใช้ ผสมผสานการทำงานแบบ Hybrid มีการนำนวัตกรรมเทคโนโลยีเข้ามาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่ออำนวยความสะดวกให้นักขายทำงานได้คล่องตัวขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นได้ชัดว่ากิฟฟารีนมีระบบการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ
พญ.นลินี เพิ่มเติมในส่วนการปรับกลยุทธ์การสื่อสารของนักธุรกิจกิฟฟารีนไว้ว่า “ที่ผ่านมาเรามีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารระหว่างผู้ขายกับผู้ซื้อให้เข้ากับยุคสมัยด้วย ไม่ว่าจะเป็นช่องทางการพบปะที่เปลี่ยนจากออนไซต์ เป็นออนไลน์ วิธีการพูดที่ต้องปรับให้เข้ากับชุดความคิดของผู้คนในยุคปัจจุบัน เพราะเราปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้คนแต่ละยุคมีความคิดที่ไม่เหมือนกัน เราจึงให้ความสำคัญกับการสำรวจพฤติกรรมของผู้บริโภคเป็นอย่างมาก”
แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการนำเทคโนโลยีมาใช้ และการปรับเปลี่ยนระบบการจัดการให้สอดคล้องกับสถานการณ์จะสร้างการเติบโต ในแง่ของธุรกิจไม่ได้ หากไม่มีการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่แข็งแกร่ง กิฟฟารีนเริ่มต้นจากวัฒนธรรมการทำงานแบบครอบครัว นักธุรกิจกิฟฟารีนรุ่นบุกเบิกจะคอยให้ความรู้ด้านการสื่อสาร แชร์เทคนิคต่างๆ ให้กับนักธุรกิจรุ่นใหม่ และยังมีการปลูกฝัง จรรยาบรรณให้เป็นนักธุรกิจที่มีคุณธรรมอย่างสม่ำเสมอ นักธุรกิจกิฟฟารีนจะได้รับการให้ความรู้ด้าน Online Marketing เป็นประจำทุกสัปดาห์ มีการจัดกิจกรรมให้นักธุรกิจและลูกค้าพบปะกับผู้บริหารเป็นประจำทุกเดือน และยังมอบโอกาสให้นักขายทุกคนได้เป็นเจ้าของธุรกิจ เพื่อสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ภายในองค์กร

สำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตของกิฟฟารีน เพื่อรักษาอันดับ 1 และครองใจผู้บริโภค คุณพงศ์พสุ อุณาพรหม ผู้อำนวยการใหญ่สายงานการตลาด บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ได้กล่าวถึงการพัฒนาการสื่อสารให้เข้าถึงผู้บริโภคง่ายขึ้นและยกระดับความทันสมัยของเว็บไซต์ เพื่อตอบโจทย์การทำธุรกิจของนักธุรกิจ อำนวยความสะดวกแก่สมาชิกผู้บริโภคของกิฟฟารีนให้สามารถติดตามข้อมูลสินค้าที่อัพเดทอยู่ตลอดเวลา และได้รับบริการรอบด้านที่รวดเร็วยิ่งขึ้น และในปีหน้าจะปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการพนักงาน เตรียมหลักสูตรการอบรมทางการตลาดที่เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบัน นำไปสู่การสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันที่อาจจะรุนแรงขึ้น และสร้างอนาคตที่มั่นคงให้กับนักธุรกิจของกิฟฟารีน
สุดท้ายนี้ ความท้าทายของกิฟฟารีน คือสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่อาจส่งผลต่ออัตราการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ เนื่องจากกิฟฟารีนมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพและความงาม ซึ่งจำเป็นต้องนำเข้าส่วนผสมที่มีประสิทธิภาพ และมีความน่าเชื่อถือจากแหล่งวัตถุดิบที่ดีที่สุดจากทั่วโลกเข้ามาใช้ และรูปแบบการใช้ชีวิตหลังการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ผู้คนให้ความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากยิ่งขึ้น
ดังนั้น กิฟฟารีนจึงต้องคิดค้นผลิตภัณฑ์ที่ดีที่สุดในทุกประเภทในราคาที่ผู้บริโภคเอื้อมถึง เพื่อสร้างการเติบโตที่มั่นคงให้กับแบรนด์ต่อไป ®