จากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่เข้ามาโดยที่หลายคนไม่ทันได้ตั้งตัว ทำให้ร่างกายไม่แข็งแรงอย่างที่เคย ทั้งยังได้รับผลกระทบมากมายต่อจิตใจ การรักษาสุขภาพกายและจิตใจไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเอง แต่กลายเป็นว่าเราทุกคนต้องคอยดูแลกันและกัน กระทั่ง มีคนใดคนหนึ่งดูแลตัวเองและผู้อื่นไม่ไหวอีกต่อไป สิ่งที่ทำได้คือส่งไม้ต่อให้กับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพ สู่พื้นที่สีขาวอย่าง “โรงพยาบาล”
เมื่อเป็นเรื่องการต่ออายุขัยให้กับชีวิต การเลือกโรงพยาบาลจึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่เข้าไปอ่านรีวิวในอินเทอร์เน็ตแล้วจะตัดสินใจได้ทันที ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกาย เพื่อค้นหาโรงพยาบาลที่มีแพทย์ที่เชี่ยวชาญโรคนั้นๆ ไหนจะระบบการดูแล รวมถึงบรรยากาศที่ไม่เครียดจนเสียสุขภาพจิต ซึ่งสรุปแล้วก็คือหาโรงพยาบาลที่มี “ภาพลักษณ์ที่ดี” นั่นเอง
จากผลการสำรวจ 2022-2023 Thailand’s Most Admired Company โดยนิตยสาร BrandAge พบว่า “โรงพยาบาลกรุงเทพ” เป็นโรงพยาบาลที่ผู้บริโภคมองว่ามีความน่าเชื่อถือมากที่สุดในกลุ่ม “โรงพยาบาลเอกชน” และยังได้รับคะแนนสูงสุดในทุกๆ ปัจจัย ได้แก่ ความสามารถในการสร้างสรรค์นวัตกรรม (Innovation), ความสามารถในการดำเนินธุรกิจ (Business Performance), ภาพลักษณ์แบรนด์ของกิจการ (Corporate Image), การบริหารการจัดการ (Management), ความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate CSR) และการบริการที่ดี (Excellence Service) เนื่องจากเป็นโรงพยาบาลที่มีระบบการดูแลคนไข้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นองค์กรที่มีผลการดำเนินธุรกิจดีเยี่ยมอีกด้วย

แน่นอนว่าผลงานภายในปีเดียวคงไม่สามารถนำมาประเมินความสำเร็จในปีนี้ได้ แต่เป็นการสั่งสมประสบการณ์ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปีของโรงพยาบาลกรุงเทพ พญ.เมธินี ไหมแพง รองประธานคณะผู้บริหาร กลุ่ม 1 และ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลกรุงเทพ จึงสรุปกุญแจสำคัญที่นำพาโรงพยาบาลกรุงเทพขึ้นสู่อันดับ 1 ในใจผู้บริโภคไว้ทั้งหมด 2 อย่างด้วยกัน ได้แก่ การรักษาผู้ป่วยให้หายดี และการปรับตัวการบริการให้ทันโลก
“ถ้าตอบในมุมมองของผู้บริหาร เราต้องมีวิสัยทัศน์ที่จะมองความเปลี่ยนแปลงของโลก และปรับตัวให้เร็ว ซึ่งหากปรับแล้วไม่สามารถไปต่อได้ เราก็ต้องเปลี่ยนให้เร็วด้วยเช่นกัน” พญ.เมธินี กล่าว

โรงพยาบาลกรุงเทพมีศักยภาพทางการแพทย์ที่พร้อมให้การรักษา ด้วยทีมแพทย์ผู้ชำนาญการ พยาบาล และบุคลากรสหสาขาวิชาชีพ ที่ผ่านการคัดเลือกอย่างถี่ถ้วน พร้อมทั้งเครื่องมือแพทย์ที่ทันสมัย โดยมีการจัดตั้งศูนย์รักษาโรคเฉพาะทางและคลินิกมากกว่า 50 ศูนย์ ซึ่งครอบคลุมทุกมิติของร่างกาย
อย่าลืมว่าโลกนี้ไม่ได้มีเพียงแค่เรา ยังมีผู้คนอีกมากมายจากทั่วทุกมุมโลกที่มายังประเทศไทยเพื่อรับการรักษาพยาบาล โรงพยาบาลกรุงเทพมีศูนย์ให้บริการลูกค้าต่างประเทศ เปิดให้บริการผู้ป่วยชาวต่างชาติกว่า 160 ประเทศทั่วโลก ซึ่งได้รับการยกย่องว่าสามารถตอบสนองความพึงพอใจของผู้ป่วยได้อย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะโปรแกรมการดูแลผู้ป่วยนานาชาติ ช่วยให้ผู้ป่วยมีสุขภาพกายและใจที่ดีขึ้น รวมทั้งใช้ระยะเวลาการรักษาในโรงพยาบาลน้อยลง
นอกจากมอบการบริการทางการแพทย์ที่มีประสิทธิภาพแล้ว ยังมีล่ามที่ให้บริการในภาษาต่างๆ รวมทั้งการอำนวยความสะดวกอื่นๆ เช่น การติดต่อกับบริษัทประกันภัยในต่างประเทศ การให้บริการต่อวีซ่า ไปจนถึงการแลกเงินตราต่างประเทศ
จากที่ได้กล่าวไปข้างต้น จึงสามารถสรุปได้ว่า โรงพยาบาลกรุงเทพไม่เพียงชูความเป็น Medical Hub ดึงดูดลูกค้าชาวต่างชาติ ภายใต้การบริหารของ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BDMS ซึ่งขยายบริการครอบคลุมทุกภูมิภาคของไทยและกัมพูชา จนปัจจุบันมี 56 โรงพยาบาล แต่ยังมีจุดเด่นด้านความเป็นศูนย์รวมแพทย์เฉพาะทาง โดยไม่ลืมที่จะมอบบริการระดับมืออาชีพ บนมาตรฐานระดับสากล เพื่อส่งมอบสุขภาพกายและใจและพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีมากยิ่งขึ้นให้กับผู้ใช้บริการ

เพราะโรคภัยไข้เจ็บเป็นเรื่องที่รอไม่ได้ อีกทั้งเราอยู่ในยุคที่มีเทคโนโลยีสนับสนุน รพ.กรุงเทพจึงปรับบริการทางการแพทย์ให้ล้ำนำสมัย ภายใต้คอนเซ็ปต์ Your Healthcare Intelligence นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการ เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการแพทย์ และบริการดูแลผู้ป่วยให้ได้รับความสะดวกรวดเร็ว
พญ.เมธินี กล่าวเสริมว่า “ระบบการบริการของโรงพยาบาล เราคำนึงถึงผู้รับบริการเป็นหลัก มุ่งเน้นการดูแลรักษาแบบองค์รวมโดยให้ผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง (Patient Centric) โดยยึดความพึงพอใจสูงสุดของผู้ป่วยเป็นหัวใจสำคัญ และเน้นการให้บริการที่ช่วยให้บุคลากรทำงานได้สะดวกรวดเร็ว ด้วยเทคโนโลยีที่ช่วยสนับสนุนให้การทำงานนั้นมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น”
โรงพยาบาลกรุงเทพจึงรวมทุกมิติการรักษาเข้ามาไว้ในสมาร์ทโฟน เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์แบบ Hybrid ของสังคมยุคดิจิทัล มีการเปิดตัวแอปพลิเคชันและบริการทางการแพทย์แบบออนไลน์ของโรงพยาบาลกรุงเทพ ได้แก่
- แอปพลิเคชัน มายบีพลัส (My B+) แอปที่รวมทุกข้อมูลสุขภาพไว้ในมือถือ ด้วยฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์ทุกความใส่ใจด้านสุขภาพ อาทิ บริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ (Telemedicine) นัดหมายแพทย์ ดูประวัติสุขภาพ ใบรับรองแพทย์ ฯลฯ ที่ช่วยให้คุณเข้าถึงการรักษาได้จากทุกที่ ทุกเวลา
- B At Home Services บริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ (Teleconsultation) ที่ผู้ป่วยสามารถพูดคุยปัญหาสุขภาพทั่วไป และโรคเฉพาะทางกับแพทย์ผู้ชำนาญการได้แบบ Real-Time และสามารถรับปฏิบัติการทางการแพทย์ได้ที่บ้าน อาทิ บริการเจาะเลือด ฉีดวัคซีน โดยที่ยังคงมาตรฐานเหมือนตรวจที่โรงพยาบาล รวมไปถึงการจัดส่งยาทั่วประเทศ พร้อมรับคำแนะนำเรื่องยาจากเภสัชกรแบบออนไลน์
- B With You ระบบติดตามสถานะผ่าตัด ตั้งแต่ก่อนผ่าตัด ระหว่างผ่าตัดไปจนถึงเสร็จสิ้นกระบวนการ ให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัวในช่วงผ่าตัด รวมถึงข้อควรระวังและข้อมูลสุขภาพที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วย
- B In Touch ระบบที่ออกแบบมาสำหรับผู้ป่วยในและคนที่คอยดูแลผู้ป่วย ให้เข้าถึงทุกรายละเอียดของการดูแลรักษาผู้ป่วย แผนการรักษา ความคืบหน้าการรักษา รายละเอียดการรักษา ค่ารักษาพยาบาล และข้อมูลสุขภาพที่เป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยขณะเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

ที่ล้ำหน้ามากกว่านั้น คือการนำเทคโนโลยี AI เข้ามามีบทบาทสำคัญ อย่าง Inspectra CXR ผู้ช่วยแพทย์อัจฉริยะที่วิเคราะห์ความผิดปกติจากภาพรังสีทรวงอกได้รวดเร็วและชัดเจน สามารถบ่งชี้ตำแหน่งที่ผิดปกติ ช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้ตรงจุด และให้ผู้ป่วยมั่นใจในคุณภาพการตรวจรักษาที่มีประสิทธิภาพ
“เทคโนโลยีทางการแพทย์เริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ยิ่งในสถานการณ์ของ COVID-19 เข้ามาเป็นตัวเร่งให้คิดค้นนวัตกรรม ไม่ว่าจะ Telemedicine หรือ AI ต่างๆ แอปพลิเคชันที่เข้าถึงการรักษาได้ทุกที่ ทุกเวลา หรือในด้านของ E-Commerce แพ็กเกจสุขภาพออนไลน์ของเรายอดขายเป็นอันดับหนึ่งครองใจลูกค้า Shopee สามปีซ้อน จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้โรงพยาบาลกรุงเทพมีรูปแบบการเติบโตที่ชัดเจนมากกว่า 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งนับว่าเป็นจุดที่สร้างความแตกต่างในการแข่งขัน” พญ.เมธินี กล่าวเสริมถึงการเข้าสู่ยุคดิจิทัลของโรงพยาบาลกรุงเทพ
แนวคิดการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน โรงพยาบาลกรุงเทพมีการกำหนดนโยบายเป็นแนวทางการบริหารจัดการองค์กรตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน (ESG) อย่างชัดเจน และสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม เพื่อมุ่งรักษาสมดุลและควบคุมผลกระทบด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

ภายในโรงพยาบาลมีการปลูกฝังให้ส่งมอบการบริการที่ดีต่อผู้รับบริการอย่างไร้อคติ และมีการจัดกิจกรรมมอบบริการและความรู้ด้านสุขภาพให้กับชุมชน อย่างโครงการ BDMS อบรมการช่วยชีวิต CPR และกระจายวัคซีนป้องกัน COVID-19 ให้กับผู้รับบริการมากกว่า 200,000 ราย และสำหรับด้านสิ่งแวดล้อม ยังมีการนำพลังงานสะอาดมาปรับใช้กับระบบต่างๆ ภายในโรงพยาบาล ก้าวสู่การเป็น Green Hospital อย่างจริงจัง รวบรวมขยะพลาสติกไปแปรรูป ที่สำคัญคือมีการกำหนดเป้าหมาย Net Zero ให้สำเร็จภายในปี 2050
จากทั้งหมดที่ได้กล่าวมา ยิ่งเป็นการตอกย้ำว่าการเข้าไปอยู่ในหัวใจผู้บริโภคของโรงพยาบาลกรุงเทพ ประกอบไปด้วย 2 ปัจจัยหลัก คือระบบการจัดการที่มีประสิทธิภาพ (Management) และการบริการที่เป็นเลิศ (Excellence Service)
สุดท้ายนี้ พญ.เมธินี ได้กล่าวไว้ว่า “ตลอด 50 ปีของโรงพยาบาลกรุงเทพ เรามีพัฒนาการในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะในบทบาทของการเป็น Medical Hub และศูนย์รวมแพทย์ที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง แต่เพื่อสร้างความแตกต่างในกลุ่มโรงพยาบาลเอกชนด้วยกัน เมื่อคิดถึงเรื่องสุขภาพ เราเชี่ยวชาญ เรามีการดูแลสุขภาพกายใจแบบครบครัน ตั้งแต่การให้คำปรึกษา เข้ามารับบริการรักษาภายในโรงพยาบาล มีกระบวนการฟื้นฟูสุขภาพจนถึงกลับบ้าน และนำเทคโนโลยีเข้ามาประยุกต์ใช้ เพื่อให้ระบบการทำงานราบรื่นและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น” ®