สิ่งที่มาพร้อมกับการรุกตลาดของโลตัสในช่วงที่ผ่านมาก็คือ การจัดพอร์ตของแบรนด์ที่สอดรับไปกับฟอร์แมทของสโตร์แต่ละประเภทมีความลงตัวแล้ว จากเดิมที่เมื่อครั้งยังเป็นเทสโก้ โลตัส อยู่ จะมีฟอร์แมทสโตร์หรือแบรนด์สโตร์ที่ค่อนข้างหลากหลายออกไป ไล่ตั้งแต่ เทสโก้ โลตัส เอ็กซ์ตร้า ซึ่งเป็นไฮเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ที่เน้นจับกลุ่มลูกค้าระดับบนขึ้นมาหน่อย ตัวอย่างสาขาในรูปแบบนี้ก็มีที่พระราม 4 และเลียบทางด่วนรามอินทรา เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังมีแบรนด์ เทสโก้ โลตัส ที่เป็นฟอร์แมทของไฮเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ เทสโก้ โลตัส คุ้มค่า ซึ่งเป็นไฮเปอร์มาร์เก็ตขนาดเล็กที่ใช้เจาะเมืองรอง รวมถึงฟอร์แมทของตลาดโลตัส ที่เป็นซูเปอร์มาร์เก็ต ฟอร์แมทดีพาร์เมนต์สโตร์ อย่างสาขาพัฒนาการ และเทสโก้ โลตัส เอ็กซ์เพรส ซึ่งเป็นค้าปลีกไซส์เล็ก ซึ่งการเลือกวางแบรนด์และสโตร์ฟอร์แมทที่หลากหลายในช่วงเวลานั้น ส่วนหนึ่งต้องการที่จะให้แมทกับโลเคชั่นและกลุ่มเป้าหมายในแต่ละพื้นที่ เช่นเดียวกับการทำเพื่อเลี่ยงข้อจำกัดในเรื่องของกฎผังเมือง

แต่ภายหลังการกลับคืนสู่อ้อมกอดของกลุ่มซีพี นอกจากจะมีการรีแบรนด์จากเทสโก้ โลตัสมาสู่แบรนด์โลตัส แล้ว ยังมีการจัดพอร์ตของแบรนด์ใหม่ที่ใช้กับแต่ละฟอร์แมทสโตร์และมีความลงตัวแล้วในช่วงที่ผ่านมา ไล่เรียงตั้งแต่แบรนด์ โลตัส โกเฟรช ที่ถูกใช้กับทั้งร้านค้าปลีกไซส์เล็กที่เน้นขายสินค้าอาหารสดที่หลากหลายในกลุ่มผัก ผลไม้ และเนื้อสัตว์ ถูกวางให้เป็นมินิซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดพื้นที่ 80 – 300 ตร.ม. แล้วแต่ละโลเคชั่น โดยมีสินค้าที่วางขายในร้าน 300 – 8,000 รายการ
นอกจากนี้ โลตัส โกเฟรช ยังถูกใช้กับฟอร์แมทสโตร์ในรูปแบบของซูเปอร์มาร์เก็ตที่มีขนาดพื้นที่ 500 – 1,200 ตร.ม. เน้นอาหารสดและของใช้จำเป็นในบ้าน มีสินค้าตั้งแต่ 8,000 – 12,000 รายการ ฟอร์แมทซูเปอร์มาร์เก็ตนี้ ยังเป็นส่วนหนึ่งของการขยายในรูปแบบของมอลล์ใกล้บ้านที่ขยายเข้าไปในชุมชน โดยมีร้านอาหารที่หลากหลายเข้ามาเป็นแม่เหล็กสำคัญ ซึ่งโลตัส ต้องการผลักดันตัวเองให้ก้าวขึ้นมาเป็น “ฟู้ด เดสติเนชั่น” ของคนเมืองรุ่นใหม่ สาขาในรูปแบบนี้ที่เปิดไปแล้วก็มีที่ถนนสุทธิสาร และที่ซอยนวลจันทร์ เป็นต้น
อีกแบรนด์ ก็คือ โลตัส ที่เป็นฟอร์แมทไฮเปอร์มาร์เก็ตที่จับกลุ่มแมส มีขนาดพื้นที่ 2,000 – 10,000 ตารางเมตร มีสินค้าในสโตร์ 17,000 –36,500 รายการ เน้นขายสินค้าที่หลากหลาย โดยสาขาส่วนใหญ่จะพ่วงไปกับมอลล์หรือพื้นที่เช่า ที่ในช่วงหลังมีการปรับให้เข้ากับวิถีการใช้ชีวิตของคนเมืองรุ่นใหม่มากขึ้น โดยจะเติมร้านค้าในส่วนของร้านอาหารและแหล่งแฮ้งก์เอ้าท์เข้าไปเพื่อตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่มากกว่าการมาสโตร์เพื่อช้อปปิ้งเหมือนในอดีตที่ผ่านมา

ส่วนฟอร์แมทล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวไปคือ โลตัส พรีเว่ ที่เปิดสาขาแรกไปที่ ICS เมื่อเร็วๆ นี้ ฟอร์แมทในรูปแบบนี้ จะถูกวางไว้ให้เป็นพรีเมียม ไฮเปอร์มาร์เก็ต ที่เน้นขายสินค้าพรีเมียมนำเข้า มีสินค้าหลากหลายกว่า 27,000 รายการ มีพื้นที่ขาย 2,400 ตร.ม.
โลตัส มีสาขาในฟอร์แมทของมินิซูเปอร์มาร์เก็ต 1,867 สาขา สาขาในรูปแบบของซูเปอร์มาร์เก็ต 185 สาขา สาขาไฮเปอร์มาร์เก็ต 221 สาขา และสาขาที่เป็นพรีเมียม ไฮเปอร์มาร์เก็ตอีก 1 สาขา
สิ่งที่มาพร้อมกับความลงตัวของแบรนด์ในพอร์ตและฟอร์แมทสโตร์ก็คือ การมีความแข็งแกร่งมากขึ้นในส่วนของซัพพลายเชนที่เกี่ยวข้องกับสินค้าในกลุ่มอาหารสด ซึ่งแน่นอนว่า จะถูกช่วยเติมความแข็งแกร่งผ่านทางแม็คโคร ที่ถือเป็นบริษัทแม่ของโลตัส
โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นสินค้าประเภทอาหารนำเข้า ที่ก่อนหน้านั้น ไม่ใช่จุดขายของโลตัสในอดีต แต่ในครั้งนี้ จะถูกนำมาเป็น 1 ในแม่เหล็กสำคัญในการทำเรื่องของสโตร์ ลอยัลตี้ ควบคู่ไปกับการผลักดันตัวเองให้ก้าวขึ้นไปเป็น “New Smart Retail” ที่นำเทคโนโลยีดิจิทัล เข้ามาให้บริการลูกค้าอย่างเต็มรูปแบบ

สมพงษ์ รุ่งนิรัติศัย ประธานคณะผู้บริหาร ธุรกิจโลตัส ประเทศไทย บอกไว้เมื่อวันเปิดตัวโลตัส พรีเว่ อย่างเป็นทางการว่า สาเหตุที่เราเลือกเปิดตัว Lotus’s Privé สาขาแรกในโครงการไอซีเอส มาจากความเหมาะสมของกลุ่มลูกค้าในพื้นที่ใกล้เคียง ซึ่งมีทั้งโครงการคอนโดมีเนียมระดับหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา โรงแรมชั้นนำที่รายล้อมโครงการ รวมถึงโรงแรม Hilton Garden Inn ที่ตั้งอยู่ในโครงการไอซีเอส ชุมชนที่พักอาศัย ย่านธุรกิจที่สำคัญ ประกอบกับศักยภาพของโครงการ ICONSIAM ที่เป็นจุดหมายปลายทางชั้นนำระดับโลกของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ ซึ่งเชื่อมต่อกับโครงการไอซีเอสผ่านรถไฟฟ้าสายสีทองสถานีเจริญนคร
“โลตัส พรีเว่ เป็นหนึ่งในผู้เช่าหลักของโครงการไอซีเอส ครอบคลุมพื้นที่ชั้น B1 ทั้งหมดประมาณ 2,900 ตารางเมตร เติมเต็มความต้องการของลูกค้าในการเป็นพรีเมียมไฮเปอร์มาร์เก็ตที่มีสินค้าคุณภาพสูง ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค คัดสรรจากแหล่งที่ดีที่สุดทั่วทุกมุมโลกและในประเทศไทย ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่มองหาสินค้าและประสบการณ์สมาร์ทพรีเมียมเหนือระดับ ที่สามารถเข้าถึงได้ทุกวัน”
นับตั้งแต่ การกลับคืนสู่อ้อมกอดของกลุ่มซีพีอีกครั้งของค้าปลีกไฮเปอร์มาร์เก็ต 1 ใน 2 รายของบ้านเราอย่างโลตัส ก็เป็นเสมือนการส่งสัญญาณให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของตลาดค้าปลีกบ้านเรา โดยเฉพาะในมุมของการแข่งขัน ที่นอกจากการแข่งกันเรื่องของการพัฒนาช่องทางขายให้เป็น Omni channel ซึ่งเชื่อมโยงระหว่างช่องทางขายออฟไลน์คือการขายผ่านสาขากับออนไลน์แพล็ตฟอร์มต่างๆ เข้าเป็นเนื้อเดียวกันอย่างไร้รอยต่อ เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรมการช้อปในยุค New Smart Retail ที่เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทต่อการทำตลาดค้าปลีกแล้ว
การแข่งขันที่รุนแรงในเรื่องของสงครามราคา ที่เปิดเกมใส่กันตลอดในช่วงกว่า 2 ทศวรรษของการถือกำเนิดขึ้นของค้าปลีกไฮเปอร์มาร์เก็ต ก็พลอยลดลงจนแทบจะไม่มีออกมาให้เห็น
ที่สำคัญ ยังเกิดความเปลี่ยนแปลงในเรื่องของการลงทุนขยายสาขา ที่ทั้งบิ๊กซี และโลตัส ต่างลดการลงทุนในการขยายสาขาของไฮเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ลง พร้อมกับหันไปเน้นการลงทุนในฟอร์แมทของสาขาที่มีพื้นที่ช้อปปิ้งมอลล์และมีซูเปอร์มาร์เก็ต ขนาดไม่ใหญ่นัก เป็น 1 ในแม่เหล็กแทน
ถือเป็นอีกภาพของสงครามค้าปลีกที่เปลี่ยนแปลงไป....