สังเกตกันหรือไม่ว่าการเติบโตของโมเดิร์นเทรด ในตลาดค้าปลีกอาหาร หรือ Food Retail จะเป็นการเข้าไปสอดรับกับไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภค ทั้งโครงสร้างของขนาดครอบครัวที่เล็กลง ความเป็นสังคมเมืองที่แผ่กระจายไปในหลากหลายพื้นที่ที่ตามมาด้วยรูปแบบการดำเนินชีวิตที่เร่งรีบมากขึ้น เป็นต้น
สิ่งเหล่านี้สะท้อนออกมาเป็นรูปแบบการซื้ออาหารของผู้บริโภคได้ 2 รูปแบบ คือ “ตู้เย็น” กับ “ตู้กับข้าว”
ตู้เย็น : ซื้อตุนแบบตู้เย็น
พฤติกรรมการซื้ออาหารแบบตู้เย็นนี้ คือการซื้อในปริมาณมาก เพื่อรับประทาน หรือนำมาทำอาหารได้หลายวัน เป็นสิ่งที่แม่บ้านพ่อบ้านหลายคนเลือกใช้ เพราะการซื้อในปริมาณที่มากมักได้คูปองส่วนลด อีกทั้งยังประหยัดเวลาหรือลดความถี่ในการต้องเดินทางมาที่ห้างบ่อยๆ อีกด้วย
ตู้กับข้าว : ซื้อบ่อยแบบตู้กับข้าว
พฤติกรรมการซื้ออาหารแบบตู้กับข้าว คือการซื้อเพื่อรับประทาน หรือนำมาทำอาหารแบบวันต่อวัน โดยในส่วนนี้ ร้านค้าปลีกโมเดิร์นเทรดจะทำหน้าที่เสมือนเป็น “ตู้กับข้าว” ในบ้าน ให้ลูกค้าที่เดินเข้ามาหยิบอาหารไปทานได้อย่างสะดวกสบาย
ความน่าสนใจของตลาด Food Retail หรือ ตลาดค้าปลีกที่เป็นเซ็กเม้นต์อาหารทั้งหมด รวมอาหารสด อาหารพร้อมรับประทาน และอาหารแห้ง ที่มีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาทนี้ คือแนวโน้มการเติบโตของพฤติกรรมการซื้อของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ทั้งการเลือกซื้ออาหารประเภทพร้อมปรุง (RTC หรือ Ready to Cook) และอาหารพร้อมทาน (RTE หรือ Ready to Eat) ที่มีมากขึ้น และความถี่ของการเดินทางไปไฮเปอร์มาร์เก็ต หรือซูปเปอร์มาร์เก็ตที่น้อยลง
ทำให้ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเราจึงเห็นแบรนด์ค้าปลีกขนาดใหญ่ในบ้านเรา ต่างก็หันมาให้ความสำคัญสินค้ากลุ่ม “อาหารสดและพร้อมทาน” เพื่อสร้างประสบการ์ใหม่ที่มากกว่าการมาซื้อสินค้าอุปโภคและบริโภคเข้าบ้าน รวมถึงการเน้นเรื่องของการขยายสาขาไซส์เล็กเข้าไปหาลูกค้าถึงชุมชนเพื่อเป็น “ตัวเลือกใกล้บ้าน” ซึ่งสโตร์ไซส์เล็กเหล่านั้น ต่างให้น้ำหนักกับการทำตลาดสินค้าอาหารมากกว่า Dry Grocery ทำให้วันนี้ ทั้งเทสโก้ โลตัส บิ๊กซี หรือแม้แต่ท็อปส์ ต่างหันมาขยายสาขาไซส์เล็กกันเต็มรูปแบบ
แล้วทุกคนเป็นคนซื้ออาหารแบบตู้เย็น หรือตู้กับข้าวกัน...
