มีบางสิ่งเกิดขึ้นที่บรรดามอลล์ ห้างสรรพสินค้า และ Discount Store ทั่วสหรัฐ แบรนด์ขนาดเล็กกำลังตั้งร้านค้าลักษณะ
Stores-In-Stores ภายในห้างใหญ่เหล่านี้ มอบข้อเสนอใหม่แก่นักช้อป และเป็นแนวทางใหม่สำหรับผู้ค้าปลีกขนาดใหญ่ในการก้าวให้ทันพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
ตัวอย่างรูปธรรม Walmart เพิ่งนำ Space NK ร้านค้าปลีกด้านความงามของอังกฤษ แบรนด์หรูและแบรนด์อินดี้ที่คัดสรรแล้วมาอยู่ในสาขา 50 แห่งในสหรัฐ แม้ Walmart จะไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญธุรกิจความงามแต่ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนถึงรสนิยมและพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
ภาพที่เห็นทั่วไป ลูกค้าต้องการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคและของใช้ในบ้านก็จริง แต่การมีสินค้าชิ้นเล็กชิ้นน้อย เช่น ลิปสติกแบรนด์อินดี้หรือครีมเสริมความงามดีลสุดพิเศษก็สร้างความพึงพอใจได้ด้วยเช่นกัน และยิ่งเป็นปัจจัยเสริมให้ใช้เวลาเดินในห้างมากขึ้น
แนวคิดดังกล่าวพิสูจน์แล้วว่าใช้ได้สำหรับผู้ค้าปลีกอย่าง Target เหมือนกัน พวกเขานำ Ulta Beauty เข้ามาเปิดในสาขาตั้งแต่ปี 2021 เพิ่มเป็นกว่า 300 แห่งในปีที่ผ่านมา และมีแผนเปิดมากขึ้นในปี 2023
Kohl's เป็นหนึ่งในรายแรกๆ เพื่อนำผลิตภัณฑ์ความงามระดับไฮเอนด์มาสู่ผู้ซื้อ โดยร่วมมือกับ Sephora เสนอแนวคิดการทำ Retail ของฝรั่งเศสไปสู่ตลาดชานเมืองมากขึ้น แต่ร้าน Sephora ขนาดใหญ่ไม่คุ้มค่าด้านการลงทุนในช่วงเวลานั้น
จริงๆ แล้ว แนวคิด
Stores-In-Stores ขยายขอบเขตไปไกลเกินอุตสาหกรรมเดียว ปีที่แล้ว Lowe’s แบรนด์ Home Improvement เปิดร้าน Petco เป็นครั้งแรก โดยดึงเอานโยบายต้อนรับสัตว์เลี้ยงที่มียาวนานในอดีตมาทำเป็นผลิตภัณฑ์และบริการดูแลสัตว์เลี้ยงแนวใหม่ทั้งหมด
บริการนี้ต้องปิดตัวลงช่วงที่มีโรคระบาดข้อมูลของ Lowe เอง แสดงให้เห็นว่าในความคิดของผู้บริโภคการใช้เงินเรื่องปรับปรุงบ้านกับสัตว์เลี้ยงเชื่อมโยงกันมากกว่าที่เคย ข้อมูลดังกล่าวทำให้ลูกค้าของ Lowe มีโซลูชั่นครบวงจรสำหรับทั้ง 2 ความต้องการ และทำให้พวกเขาได้เปรียบในการแข่งขัน เมื่อเทียบกับ Home Depot ซึ่งไม่ขายอาหารสัตว์เลี้ยงและไม่มีบริการตัดแต่งขน
แนวคิด
Stores-In-Stores ยังเติมชีวิตชีวาให้กับแนวคิดการค้าปลีกเดิมด้วย Macy’sจับมือเป็นพันธมิตรกับร้านขายของเล่นระดับโลก Toys R Us ในสาขา 451 แห่งของพวกเขา ฟื้นคืนชีพแบรนด์ร้านขายของเล่นสำหรับคนรุ่นใหม่ แนวคิดดังกล่าวมอบความเป็นไปได้ที่หลากหลายให้แก่ Macy’s โดย R Us บางแห่งมีขนาดเพียง 1,000 ตารางฟุต ขณะที่สาขาหลักอย่าง Herald Square ในนิวยอร์ก มีพื้นที่มากถึง 8,000 ตารางฟุต
Macy’s คาดว่ายอดขายของ Toys R Us แบบ
Stores-In-Stores จะช่วยสร้างยอดขายไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งไม่จำกัดเฉพาะแผนกของเล่นเท่านั้น เพราะลูกค้าส่วนใหญ่เมื่อมาที่ Toys R Us แล้วก็จะเดินไปซื้อสินค้าหมวดหมู่อื่นๆ ด้วย
Stores-In-Stores ที่ประสบความสำเร็จ จุดหลักไม่ใช่อยู่ที่การหาข้อเสนอเจาะลูกค้าที่เป็น Niche การทำป้าย หรือดิสเพลย์ดึงดูดใจแต่เกิดจากการเป็นทำเลที่ลูกค้าเข้ามาจำนวนมากอยู่แล้ว พวกเขาคาดหวังสิ่งใหม่ โดยแบรนด์ควรมอบสิ่งที่มีคุณค่ามากกว่าร้านค้าปลีกขนาดใหญ่เสนอ
ถ้าทำได้ผล แนวคิดนี้ ย่อมเสริมความแข็งแกร่งให้ทั้งสองแบรนด์ขยายการเข้าถึง เพิ่มยอดขาย รวมถึงทำให้ผู้ซื้อมีอีกเหตุผลที่จะแวะช้อปปิ้งในห้างที่พวกเขาชื่นชอบมากขึ้น นานขึ้น
ที่มา
www.forbes.com/sites/kristinmueller/2023/03/16/stores-in-stores-multiply-retails-appeal-in-the-fight-for-wallet-share