ประเทศไทย ตลาดน้ำอัดลมถือเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ มีมูลค่าอยู่ที่ 57,000 ล้านบาทปัจจุบันคนไทยดื่มน้ำอัดลมเฉลี่ย 1 ลิตรต่อคนต่อเดือน แน่นอนว่าทุกค่ายต่างเร่งสร้างการเติบโต เพื่อสร้างยอดขายและรักษาส่วนแบ่งตลาดเอาไว้ ปัจจุบันตลาดมีผู้เล่นรายใหญ่ ประกอบไปด้วย โค้ก ถือส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 อยู่ที่ 51% ตามด้วยเป๊ปซี่ 37% และเอส โคล่า อยู่ในอันดับ 3 ของตลาด ด้วยส่วนแบ่งตลาดราว 8%
ความท้าทายในการทำตลาดน้ำอัดลมคือจะทำอย่างไรให้ผู้บริโภคยังคงดื่มน้ำอัดลมอย่างต่อเนื่อง ในภาวะที่ต้องเผชิญกับทั้งการแข่งขันกับเครื่องดื่มนานาชนิด และการต่อสู้กับเทรนด์ในเรื่องของสุขภาพที่เข้ามาเป็นตัวแปรสำคัญ หรือเปลี่ยนไปดื่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพประเภทอื่นแทน
BrandAge Online ได้รวบรวม 3 ผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดน้ำอัดลมที่วันนี้สู้กันด้วย Brand Positioning

โดยเริ่มกันที่โค้ก หรือ Coca-Cola มีหัวใจสำคัญของการตลาด คือการสร้างความสุข ความสนุกสนาน และความยินดี ให้กับลูกค้า เราจึงเห็นแคมเปญโฆษณาของโค้กออกมาในรูปแบบของความสดใส สร้างความสุขให้กับผู้พบเห็น
ที่ผ่านมาพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป หันมาสนใจสินค้าที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากขึ้น เมื่อเครื่องดื่มน้ำอัดลมมีส่วนผสมของน้ำตาลเป็นหลัก เรื่องปริมาณน้ำตาลเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจ Pain Point ที่เกิดขึ้นคือการอยากดื่มน้ำอัดลมที่มีน้ำตาลน้อยลง ทำให้ผู้เล่นต่างๆ ต้องมีสินค้ามาตอบโจทย์ผู้บริโภค
ก่อนหน้านี้โค้กมีการวางขายในรูปแบบใหม่ๆ เช่น Diet Coke, Coca-Cola Zero, Coca-Cola Light ที่พยายามคงรสชาติให้เหมือนเดิมมากที่สุด แต่ลดน้ำตาลหรือปริมาณแคลอรี่ลง แต่ได้ปรับเกมใหม่อีกครั้ง โดยใช้กลยุทธ์ One Brand ไม่ได้แยกโค้กและโค้กซีโร่ ออกจากกันเหมือนในอดีต แต่หันมาใช้ชื่อโค้ก ออริจินัล และโค้กไม่มีน้ำตาลแทน พร้อมกับมีการปรับสูตรให้รสชาติออกมาเหมือนโค้กออริจินัลที่คนคุ้นเคย พร้อมกับส่งรสชาติใหม่ๆ เข้าตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยมีการทำโฆษณาด้วยการใช้โค้กแบบไม่มีน้ำตาลออกมาสื่อสารกับผู้บริโภค
ในขณะที่เป๊ปซี่แม้จะมีการพัฒนาเป๊ปซี่ในลักษณะเดียวกัน เช่น diet pepsi, pepsi MAX, pepsi ZERO SUGAR แม้จะทำตลาดอย่างเข้มข้น แต่หลังจากนั้นไม่นานได้มีการประกาศวิสัยทัศน์ในเรื่องของ Performance with Purpose ที่เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนการเติบโตแบบยั่งยืนของเป๊ปซี่ โค เรื่องของการผลักดันให้พอร์ตสินค้าที่ดีต่อสุขภาพมีการเติบโตมาก กว่าสินค้าทั่วไป ทำให้ได้เห็นการบุกตลาดอย่างจริงจังของเป๊ปซี่ แมกซ์ เทสต์ ที่นอกจากจะมีการออกแคมเปญสนับสนุนอย่างต่อเนื่องแล้ว ยังมีการเพิ่มความหลากหลายของตัวสินค้าเข้ามาเพื่อช่วยสร้างสีสันและความน่าสนใจของสินค้าในกลุ่มนี้
ทำให้เอส โคล่าได้ออกมาเคลื่อนไหว หลังจากเปิดตัวไปเมื่อปี 2555 ได้ปรับสูตรรสชาติใหม่ตามรีเสิร์ชที่ได้มาจากกลุ่มผู้บริโภค ให้ซ่าขึ้นและน้ำตาลน้อยลง ควบคู่กับการออกแบบโลโก้บนบรรจุภัณฑ์ใหม่ให้มีสีสันมากขึ้น พร้อมสร้างจุดยืนที่แตกต่างในตลาดด้วยการเป็น “Cola of Asia” เนื่องจากในตลาด เอส โคล่า เป็นเจ้าเดียวที่มีถิ่นกำเนิดในเอเชีย
ซึ่งจากนี้เอส โคล่าจะเน้นกลุ่มเป้าหมาย Gen Z เป็นหลัก ทำให้ปีนี้แบรนด์เปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ที่มีคาแรกเตอร์ความ Born to be Awesome เกิดมาซ่า..กล้าเป็นตัวเอง และเป็นตัวแทนของเอเชียน รวมทั้งหมด 10 คน คือชาอึนอู, โบกี้ไลอ้อน, Yes Indeed และ 3 นักวอลเลย์บอลหญิง แป้น-ปิยะนุช, ชมพู่-พรพรรณ และ ออมสิน-ศศิภาพร
ขณะที่โค้กได้เปิดตัวแคมเปญ โค้ก ‘ลุ้นซ่ากับ K-Pop’ เปิดให้ผู้บริโภคร่วมกิจกรรมผ่านการซื้อผลิตภัณฑ์โค้ก แฟนต้า และสไปรท์ ชนิดขวดพลาสติกจากร้านค้าที่ร่วมรายการ สแกน QR Code ข้างขวด ลงทะเบียนและกรอกรหัสใต้ฝาเพื่อลุ้นรางวัลบินไปเที่ยวที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้
และเป๊ปซี่ ได้เดินหน้ากลยุทธ์ Music Marketing โดยดึงวง PROXIE นั่งแท่นพรีเซนเตอร์แคมเปญ‘เป๊ปซี่ เปิดโหมดซ่าท้าร้อน’ เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์แบรนด์วัยรุ่นและสร้างสีสันในช่วงฤดูร้อน พร้อมเตรียมออกแบบแพ็กเกจจิ้งคอลเล็กชันจำนวน 4 ลายให้เก็บสะสม และจัดกิจกรรมทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์อย่างต่อเนื่อง