ตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ในบ้านเราจากการประเมินมูลค่าโดยรวมของศูนย์วิจัยกสิกรไทย พบว่า มีมูลค่ารวมกันประมาณกว่า 2 แสนล้าน ซึ่งเราอาจจะแบ่งตลาดเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์นี้ออกมาได้เป็น 2 ขั้วอย่างชัดเจน ซึ่งเป็นการแบ่งตลาดคุณประโยชน์ของสินค้า
1.ในขั้วแรกของตลาดก็คือ Functional Soft Drink หรือเครื่องดื่มที่มี Benefit หรือคุณประโยชน์ที่สามารถจับต้องได้ เครื่องดื่มในขั้วนี้ก็มีอาทิ น้ำผลไม้ที่มี Benefit ในเรื่องของวิตามินต่างๆ เครื่องดื่มเกลือแร่ หรือสปอร์ตดริงค์ที่ให้คุณประโยชน์ในเรื่องของการชดเชยเกลือแร่ที่เสียไป หรือเครื่องดื่มที่เป็นฟังก์ชั่นนัล ดริงค์ประเภทต่างๆ ที่นำเสนอคุณประโยชน์ในเรื่องของสุขภาพ และความงาม เป็นต้น
2.เครื่องดื่มในขั้วที่ 2 ที่ไม่มีคุณประโยชน์ที่จับต้องได้ในด้านฟังก์ชั่นนัลของสินค้า ซึ่งเราเรียกเครื่องดื่มในกลุ่มนี้ว่า Emotional Soft Drink เครื่องดื่มในกลุ่มนี้จะมีน้ำอัดลมเป็นตลาดใหญ่ ซึ่งการที่ไม่สามารถนำจุดขายในเรื่องของคุณประโยชน์มาสื่อสาร ทำให้เราได้เห็นการนำเรื่องของ Emotional เข้ามาเป็นแกนหลักในการสื่อสาร
โดยจะเชื่อมโยงกับไลฟ์สไตล์ของกลุ่มเป้าหมาย ทำให้เราได้เห็นการนำมาร์เก็ตติ้ง แพลตฟอร์มทั้งในเรื่องของมิวสิก และสปอร์ตมาร์เก็ตติ้ง เข้ามาเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนตลาด

ที่ผ่านมานั้น เราแทบไม่ได้เห็นการนำเรื่องของ Functional Benefit มาพูดถึงมากนัก แต่จากเทรนด์ในเรื่องของการ ใส่ใจสุขภาพของคนทั่วโลกที่ก่อรูปก่อร่างขึ้นเป็นไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ทำให้ผู้เล่นในซีกของน้ำอัดลมต้องมีการปรับกลยุทธ์ในการพัฒนาสินค้าที่มีการลดปริมาณน้ำตาลลง รวมถึงการหันมาให้ความสำคัญกับการทำตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลมน้ำตาล 0% มากขึ้น จนทำให้ตลาดในเซกเมนต์ดังกล่าวมีการเติบโตค่อนข้างดีในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้
ภาพที่สะท้อนออกมาให้เห็นในการขยับตัวของเป๊ปซี่ โค ในอเมริกา คืออีกความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ โดยเฉพาะกับในมุมของการนำเรื่องของ Functional Benefit เข้ามาเป็นจุดขายหนึ่งของสินค้า ด้วยการเปิดตัว "Pepsi Prebiotic Cola"
การเพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่องของ PepsiCo เป็นการต่อยอดจากการเข้าซื้อกิจการ Poppi ที่เป็นแบรนด์น้ำอัดลมพรีไบโอติก (Prebiotic Soda) ซึ่งตอกย้ำกระแส "Better-for-you" ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ซึ่งได้รับความนิยมในกลุ่มคนรุ่น Gen Z
น้ำอัดลมสูตรใหม่นี้คือการ “พลิกโฉมโคล่าแบบดั้งเดิมให้กลายเป็นเครื่องดื่มที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป” Ram Krishnan ซีอีโอของกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มของ PepsiCo ในสหรัฐอเมริกา กล่าวกับ CNN “นี่คือวิวัฒนาการตามธรรมชาติของสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป”
Pepsi หวังว่า น้ำอัดลมเวอร์ชันใหม่นี้จะจุดประกายความสนใจอีกครั้งในรสชาติโคล่าที่มีอายุกว่า 120 ปีซึ่ง Krishnan กล่าวว่า "ไม่ได้รับความนิยมอีกต่อไป เนื่องจากผู้บริโภคหันไปซื้อน้ำอัดลมที่ผลิตจากน้ำแร่ธรรมชาติ และเครื่องดื่มเกลือแร่กันมากขึ้น"

Pepsi Prebiotic Cola ไม่มีสารให้ความหวานเทียม มีปริมาณน้ำตาลเท่ากันน้ำตาลอ้อย 5 กรัม มีปริมาณแคลอรี 30 แคลอรี และมีไฟเบอร์พรีไบโอติก (Prebiotic Fibers) 3 กรัม ซึ่งเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ที่ส่งผลให้เครื่องดื่มประเภทน้ำอัดลมยุคใหม่ มีมูลค่าสูงถึง 1.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ, อ้างอิงข้อมูลตามการวิจัยของบริษัท Circana
Pepsi Prebiotic Cola มี 2 รสชาติ คือรสออริจินัล และเชอร์รี่วานิลลา (Cherry Vanilla) จะเริ่มจำหน่ายทางออนไลน์ในช่วงวัน Black Friday ในเดือนพฤศจิกายน 2025 นี้ ก่อนที่จะขยายไปยังร้านค้าปลีกหลักๆ ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 โดยราคาของ Pepsi Prebiotic Cola แบบกระป๋องขนาด 12 ออนซ์ และแบบแพ็ก 8 ของกระป๋องขนาด 12 ออนซ์นั้นจะสูงกว่า เป๊ปซี่แบบดั้งเดิมเล็กน้อย และสอดคล้องกับการวางตำแหน่งระดับพรีเมียมของ Peppi มากกว่า
สิ่งที่น่าจับตามองก็คือปัจจุบันตลาดโคล่ากำลังวิกฤต ผู้บริโภคดื่มเครื่องดื่มรสโคล่าแบบดั้งเดิมน้อยลง ซึ่งถือเป็นปัญหาสำหรับบริษัทที่สร้างตัวเองขึ้นมาด้วยเครื่องดื่มรสชาติดังกล่าวโดยเฉพาะ
Krishnan กล่าวโดยอ้างอิงจากการวิจัยของบริษัท Kantar ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับผู้บริโภคว่า "ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จำนวนครั้งเฉลี่ยที่ผู้บริโภคดื่มโคล่ารสดั้งเดิมลดลงจาก 9.4 ครั้งต่อเดือนเหลือ 7.7 ครั้งต่อเดือน"

Krishnan ยังได้กล่าวอีกว่า "เครื่องดื่มโคล่าไดเอท (Diet Cola) ก็กำลังได้รับความนิยมน้อยลงอย่างรวดเร็ว โดยพบว่ามีการบริโภคลดลง 27% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา โดยผู้ดื่มรุ่น Gen Z ดื่มเครื่องดื่มรสชาตินี้น้อยกว่าผู้ดื่มรุ่นพี่อย่างเห็นได้ชัด"
การเพิ่มเครื่องดื่มน้ำอัดลมเพื่อสุขภาพอีกตัวหนึ่งเข้าไปในกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มของเป๊ปซี่ อาจช่วยกระตุ้นยอดขายได้ รายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 2 ปี 2025 ที่ออกมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้วของ PepsiCo ( PEP ) ระบุว่า ยอดขาย Pepsi ในอเมริกาเหนือลดลง 2% ในกลุ่มเครื่องดื่ม ส่วนน้ำอัดลมแคลอรีต่ำ อย่าง Pepsi Zero Sugar และ Pepsi Wild Cherry Zero ยังเป็นจุดเด่นของบริษัท
สำหรับในประเทศไทยแล้ว น้ำอัดลมยังคงเป็นตลาดใหญ่สุดในบรรดาเครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ โดยตลาดน้ำอัดลมในปี 2567 ที่ผ่านมา มีมูลค่าอยู่ที่ 70,772 ล้านบาท เติบโตอยู่ที่ 9% จากปีที่ผ่านมา เป็นข้อมูลที่ได้จากนีลเส็นไอคิว ระหว่างเดือนธันวาคม 2566 – พฤศจิกายน 2567
แน่นอนว่า ขนาดตลาดที่มีค่อนข้างใหญ่นี้ มาจากเหตุผลที่ว่า น้ำอัดลมเป็นเครื่องดื่ม Soft Drink ที่เข้ามาทำตลาดในบ้านเรามานาน ขณะเดียวกันก็เป็นตลาดที่ยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่างโค้กและเป๊ปซี่เข้ามาแข่งขันกัน ทำให้มีการทุ่มศักยภาพในการทำตลาดเข้ามาทั้งเรื่องของงบการตลาด การพัฒนาระบบจัดจำหน่ายที่ปัจจุบันสินค้าน้ำอัดลมของทั้ง 2 แบรนด์ มีระบบการจัดจำหน่ายที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง และครอบคลุมแบบลงลึกในตลาด
แม้น้ำอัดลมแบบดั้งเดิมที่มีน้ำตาลยังคงเป็นตลาดใหญ่ที่มีสัดส่วนกว่า 80% ของตลาดโดยรวม แต่จากเทรนด์ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้เราน่าจะได้เห็นการพัฒนาสินค้าใหม่ที่เป็นน้ำอัดลม ที่ขายในเรื่องของ Functional Benefit ของสินค้าอย่างที่เป๊ปซี่ โค เปิดตัวที่อเมริกา โดยก่อนหน้านั้น แบรนด์น้ำอัดลมของเป๊ปซี่อีกแบรนด์อย่าง 7 –Up ก็เคยเปิดตัวสินค้าที่เป็นน้ำอัดลมที่มีไฟเบอร์ เข้ามาเทสต์ตลาดมาแล้ว ขณะที่ล่าสุด ก็ให้ความสำคัญกับการทำตลาดเครื่องดื่มน้ำอัดลมที่ไม่มีน้ำตาล และตัวที่มีน้ำตาลน้อย เพื่อรับกับกระแสการใส่ใจสุขภาพของคนรุ่นใหม่ในบ้านเรา
ทิศทางหลังจากนี้จึงน่าสนใจไม่น้อยทีเดียว....