ตลาดน้ำอัดลมไทยยังเผชิญแรงกดดันหนักในปีนี้ หลังมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ราว 67,000 ล้านบาท แบ่งเป็น น้ำดำ 70% และน้ำสี 30% โดยข้อมูลล่าสุดชี้ว่าตลาด ติดลบถึง 8% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งแม้ปี 2567 ตลาดรวมจะเติบโต 10% แต่ปีนี้กลับหดตัวอย่างเห็นได้ชัด
ข้อมูลจากกสิกรไทยระบุว่าในช่วงที่ผ่านมาตลาดน้ำอัดลมชะลอตัวลงไปค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะ ปี 2568 ที่คาดว่า ยอดขายของธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์อยู่ที่ 2.26 แสนล้านบาท ขยายตัว 2.0% แต่เป็นอัตราที่ชะลอลงเมื่อเทียบกับช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (CAGR ปี 2565-2567) ที่โตเฉลี่ย 4.7% ต่อปี
แรงกดดันหลักมาจาก กำลังซื้อในประเทศที่ยังเปราะบาง และ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต่ำกว่าคาด ขณะที่การแข่งขันในตลาดเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น แม้จะมีปัจจัยบวกบางส่วนจาก สภาพอากาศที่ร้อนจัด ซึ่งกรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่า ปี 2568 อุณหภูมิสูงสุดอาจแตะ 43 องศาเซลเซียส ทำให้ยอดบริโภคเครื่องดื่มเย็นเพิ่มขึ้นบ้าง
ยอดขายน้ำอัดลมและน้ำดื่มบรรจุขวด คาดว่าจะขยายตัว 2.0% และ 2.6% ในปี 2568 ชะลอตัวลงจากปี 2567 ตลาดน้ำอัดลมและน้ำดื่มบรรจุขวด มีส่วนแบ่งตลาดรวมกันกว่า 55% ของยอดขายธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ทั้งหมด โดยปัจจัยที่หนุนให้ตลาดโต ส่วนหนึ่งมาจากสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น และกรมอุตุนิยมวิทยาคาดว่า ปี 2568 อุณหภูมิสูงสุดจะอยู่ที่ราว 43 องศาเซลเซียส สอดคล้องกับผู้ประกอบการในธุรกิจที่ระบุว่า สภาพอากาศร้อนเป็นปัจจัยบวกต่อยอดขาย
สุภรณ์ เด่นไพศาล ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ประเทศไทย บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในช่วงที่ผ่านมาตลาดน้ำอัดลมติดลบแรงถึง 8% ด้วยทั้งผลกระทบที่ได้จากเศรษฐกิจ หรือยอดนักท่องเที่ยวที่ลดลง รวมไปถึงคู่แข่งภายในตลาดเดียวกันที่มากขึ้นทำให้ตลาดชะลอตัว”
Corporate Share แบ่งเป็น
Coca Cola 50%
Pepsi 30%
est 10%
อื่นๆ 10%
(ข้อมูลจาก นีลเส็นไอคิว)
แม้ภาพรวมตลาดน้ำอัดลมปี 2568 ยังอยู่ในช่วงชะลอตัวจากแรงกดดันเศรษฐกิจและการแข่งขันสูง แต่ปัจจัยอื่นๆไม่ว่าจะเป็น สภาพอากาศร้อนและแนวโน้มผู้บริโภคที่ยังนิยมเครื่องดื่มรีเฟรช ทำให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเร่งพัฒนา “ความแตกต่างของแบรนด์” และ “นวัตกรรมรสชาติใหม่” เพื่อกระตุ้นตลาดให้กลับมาเติบโตอีกครั้ง
