ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าตลาดไอทีต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนต่างๆ จากปัจจัยทั้งเรื่องของวิกฤตโควิด-19 ผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน และภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว แต่ท่ามกลางวิกฤตที่เกิดขึ้น เอปสันสามารถก้าวผ่านทุกสถานการณ์และสร้างการเติบโตได้ด้วยการสร้างความเคลื่อนไหวใหม่ๆ ให้กับธุรกิจที่ดำเนินงานอยู่ ผ่านกลยุทธ์ New 5 ประกอบด้วย New S-curve, New Target, New Business Model, New Service และ New Experience โดยยึดหลักความยั่งยืน หรือ Sustainability เป็นแกนกลาง ซึ่งนั่นทำให้เอปสันเติบโตอย่างต่อเนื่อง และได้รับการโหวตให้เป็นอันดับที่ 1 จากการสำรวจ 2023 Thailand’s Most Admired Brand กลุ่มพรินเตอร์

“ที่ผ่านมา เราประสบความสำเร็จจากหลายองค์ประกอบ ทั้งตัวสินค้าที่เอปสันสามารถตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอิงค์เจ็ทของเราที่ใช้เทคโนโลยีแตกต่างจากแบรนด์อื่น เทคโนโลยีในการพิมพ์ของเอปสันจะเป็นเทคโนโลยี Heat-Free ซึ่งไม่ใช้ความร้อน เพราะฉะนั้นจึงสร้างงานพิมพ์ที่มีคุณภาพบนวัสดุที่หลากหลาย นอกจากนี้ เรายังมีโซลูชั่นต่างๆ ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภค เครื่องอิงค์เจ็ทของเรามีตั้งแต่เครื่องเล็กที่ใช้ตามบ้านไปจนถึงเครื่องขนาดใหญ่ที่ใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ รวมถึงเรื่องของการบริการหรือการดูแลลูกค้าที่เราดูแลลูกค้าเป็นอย่างดี โดยเรามีการสำรวจผู้บริโภคในตลาดและพบว่าผู้บริโภคเลือกแบรนด์ของเราเพราะเครื่องของเอปสันมีความเสถียร อัตราการคืนสินค้าของเอปสันถือว่าต่ำมาก เหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้เราครองใจผู้บริโภค” คุณยรรยง มุนีมงคลทร ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท เอปสัน (ประเทศ ไทย) จำกัด กล่าวถึงปัจจัยความสำเร็จของเอปสัน

ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา หากกล่าวถึงสินค้าที่เป็นไฮไลท์ของเอปสัน คงหนีไม่พ้นสินค้ากลุ่มแมสอย่างพรินเตอร์อิงค์เจ็ท ระบบ
อิงค์แท็งค์ ซึ่งพัฒนาขึ้นมาเป็นเจ้าแรกของตลาดเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ถือเป็นการเข้ามาเปลี่ยนตลาดอิงค์เจ็ทที่เคยขายเครื่องพรินเตอร์ราคาถูกแต่หมึกพิมพ์แพง มาเป็นเครื่องอิงค์เจ็ทราคาแพงแต่หมึกพิมพ์ถูก เพื่อตอบโจทย์ Pain Point ที่ผู้บริโภคประสบปัญหาเวลาเปลี่ยนหมึกแต่ละครั้งต้องเสียเงินราคาแพง โดยสุดท้ายสิ่งที่เอปสันทำถือเป็นการสร้างประสบการณ์การพิมพ์ที่ดีให้กับลูกค้า เพื่อได้งานพิมพ์คุณภาพในราคาที่เหมาะสม การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ทำให้เอปสัน เป็นเจ้าตลาดพรินเตอร์ระบบอิงค์แท็งค์ทั้งในไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตอกย้ำความเป็นผู้นำในด้านการพัฒนานวัตกรรมและผู้นำตลาดอย่างต่อเนื่องในอุตสาหกรรมอิงค์เจ็ทพรินเตอร์
กลยุทธ์ธุรกิจในปี 2566 เอปสันยังคงเน้นสร้างความเคลื่อนไหวใหม่ให้กับธุรกิจที่ดำเนินงานอยู่ ผ่านกลยุทธ์ที่เรียกว่า ‘New 5’ ซึ่งประกอบด้วย
- New S-curve มีเทคโนโลยี Heat-Free เป็นแกนหลัก ที่จะสร้างการเติบโตในอนาคตให้กับเอปสัน ร่วมด้วยเทคโนโลยีอื่น เพื่อสร้างความความยั่งยืนให้กับผู้ใช้งาน ซึ่งเป็นไปตามแผนพัฒนาธุรกิจและการลงทุนสู่ความยั่งยืนของไซโก้ เอปสัน คอร์ปอเรชั่น โดยสิ่งที่เห็นชัดเจน คือการที่เอปสันกำลังจะประกาศยุติการจำหน่ายเครื่องพิมพ์เลเซอร์ พร้อมเปิดตัวเครื่องพิมพ์มัลติฟังก์ชั่นอิงค์เจ็ทในกลุ่ม WorkForce Enterprise รุ่น AM-Series ที่ใช้หัวพิมพ์ Precision Core Heat-Free Technology ซึ่งกินไฟน้อย และถูกออกแบบให้มีชิ้นส่วนประกอบที่ต้องดูแลรักษาน้อย ทำให้บำรุงรักษาง่าย เพื่อมาแข่งขันในตลาดเดียวกับเครื่องพิมพ์เลเซอร์และเครื่องถ่ายเอกสาร นอกจากนี้ ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เลเซอร์โปรเจ็กเตอร์ ที่มีแหล่งกำเนิดแสงแบบเลเซอร์ ให้ความสว่างที่สูงกว่าแต่กินไฟน้อยกว่าเทคโนโลยีแบบหลอดภาพกำลังสร้างการเติบโตได้อย่างรวดเร็วในตลาด
- New Target เอปสันได้เปรียบในด้านผลิตภัณฑ์ที่มีจำนวนรุ่นหลากหลาย โดยเฉพาะกลุ่มเครื่องพิมพ์อิงค์เจ็ทความเร็วสูงที่เอปสันได้เข้าไปทำตลาดในกลุ่มเครื่องถ่ายเอกสาร มีการเปิดตัวเครื่องรุ่นใหม่อย่าง WorkForce Enterprise AM-Series เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ที่จะมาช่วยเติมเต็มไลน์สินค้าและสร้างโอกาสในการเพิ่มการขาย ซึ่งได้การตอบรับเป็นอย่างดี รวมถึงมีสินค้าในกลุ่มเครื่องพิมพ์เชิงพาณิชย์และอุตสาหกรรม รวมถึงเลเซอร์โปรเจ็กเตอร์ ทำให้สามารถครอบคลุมความต้องการใช้งานได้หลากหลาย สร้างโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ
- New Business Model เอปสันเริ่มทำธุรกิจเชิงการบริการ โดยนำเสนอรูปแบบบริการการพิมพ์แบบจ่ายรายเดือน อย่าง EasyCare ซึ่งช่วยให้ลูกค้าสามารถควบคุมต้นทุนการพิมพ์ของตัวเองได้ โดยไม่ต้องสต๊อกหมึก และมีบริการ On-site Service ส่งช่างซ่อมไปถึงออฟฟิศ และมีแผนที่จะเปิดการให้บริการการพิมพ์ภายใต้คอนเซ็ปต์ Epson iPrint AnyWhere เพื่อสนับสนุนพฤติกรรมผู้บริโภคที่ปรับตัวหลังการระบาดของโควิด-19 ที่มีรูปแบบการทำงานเป็นแบบ Hybrid มากขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้และองค์กรในการพิมพ์เอกสารได้จากหลายสถานที่ผ่านเครื่องพิมพ์เอปสันในสถานที่ต่างๆ ที่อยู่ในเครือข่าย
- New Experience เอปสัน ประเทศไทย ได้มีการลงทุนในการสร้างโซลูชั่นเซ็นเตอร์แห่งใหม่ ซึ่งจะเปิดให้บริการ ภายในไตรมาส 3 ของปี 2566 นี้ โดยรวบรวมผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่มาจัดแสดง พร้อมกับทำการสาธิตและจัดอบรมให้กับตัวแทน จำหน่ายและลูกค้าที่สนใจให้ได้สัมผัสกับประสบการณ์การใช้งานเครื่องจริงก่อนตัดสินใจซื้อ
- New Service จะมีการเพิ่มประสิทธิภาพในการขายทั้งก่อนและหลังการขาย โดยก่อนการขาย เอปสันได้เพิ่มทีมงาน Pre-sales เพื่อให้สนับสนุนการทำโซลูชั่นต่างๆ รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพในการสนับสนุนข้อมูลผ่านทาง Digital Platform ต่างๆ ที่สำคัญปีนี้ เอปสันมีแผนขยายเครือข่ายการให้บริการหลังการขายของสินค้ากลุ่ม B2B จาก 122 แห่ง เป็น 130 แห่ง เพื่อตอบสนองการขยายตัวของสินค้าเอปสัน กลุ่ม B2B ที่ออกไปยังภูมิภาคมากขึ้น รองรับการขยายตัวของตลาด และลดระยะ เวลาในการส่งเครื่องซ่อม

กลยุทธ์ทั้งหมดจะดำเนินไปบนแกนหลักของความยั่งยืน หรือ Sustainable เพื่อนำเสนอคุณค่าที่แตกต่างบนความยั่งยืนทั้งในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดต้นทุน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สนับสนุนธุรกิจของผู้ใช้งานผลิตภัณฑ์เอปสันให้สามารถเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน
ในปี 2566 เอปสัน ประเทศไทยจะยกระดับความสำคัญในเรื่องความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม โดยจะผลักดันประเด็นดังกล่าวเข้าไปสู่กลไกทางธุรกิจและกิจกรรมทางการตลาดมากยิ่งขึ้น เพื่อเป็นการขานรับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมในระยะยาวของไซโก้ เอปสัน คอร์ปอเรชั่น หรือที่เรียกว่า “Environmental Vision 2050” รวมถึงการจัดกิจกรรมด้านการอนุรักษ์และ ฟื้นฟูผืนป่าร่วมกับ WWF ซึ่งลงนามสัญญาในฐานะ International Partnerships กับทางสำนักงานใหญ่เป็นระยะเวลา 3 ปีนับจากนี้ หลังจากที่ก่อนหน้าได้ร่วมมือกันทำงานบนโปรเจ็กต์อนุรักษ์ปะการังมาแล้วทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งแต่ปี 2022
“เราให้ความสำคัญกับการสร้างคุณค่าความยั่งยืน โดยเราจะเป็นบริษัทแรกในอุตสาหกรรมการผลิตของญี่ปุ่นที่เปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนที่โรงงานผลิตภายในประเทศได้อย่างสมบูรณ์ และเดินหน้าเปลี่ยนในทุกโรงงานทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะเปลี่ยนได้ทั้งหมดภายในปี 2566 นี้ ซึ่งได้ประมาณการว่าจะสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯ ต่อปีได้ถึงราว 350,000 ตัน ปัจจุบันโรงงานผลิตที่ฟิลิปปินส์และอินโดนีเซียก็ได้เปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้าหมุนเวียนเป็นที่ เรียบร้อยแล้ว”
กลยุทธ์ที่กล่าวมาทั้งหมดจะไม่เพียงสร้างการเติบโตให้ได้มากกว่า 10% ตามเป้าที่ตั้งไว้ แต่ยังจะช่วยส่งให้เอปสัน สามารถเป็นแบรนด์ที่รักษาความเป็นการผู้นำและเป็นที่ 1 ในใจผู้บริโภคได้ ซึ่งคุณยรรยงเสริมว่า การจะรักษาความเป็นที่ 1 ให้อยู่ในใจผู้บริโภค สิ่งสำคัญอีกเรื่องก็คือการสร้างให้เกิด Trust หรือความเชื่อใจระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภค
“เราต้องสร้างให้ผู้บริโภครู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ดีและตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกกลุ่มอย่างสม่ำเสมอในราคาที่เหมาะสม จนทำให้สามารถสร้าง Journey ที่ดีให้ผู้บริโภคในการใช้สินค้าเอปสัน ไม่ทำให้เขาผิดหวัง เพื่อให้เกิดการบอกต่อและซื้อซ้ำในอนาคต”