เชื่อว่าทุกคนมีแบรนด์ในความทรงจำวัยเด็ก โดยเฉพาะแบรนด์นมที่ทุกบ้านต้องมี “นมไทย-เดนมาร์ค” ที่ดูแลโดยองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เพื่อประชาสัมพันธ์ให้คนไทยเห็นถึงคุณประโยชน์ของการดื่มนมมากขึ้น และที่สำคัญคือช่วยส่งเสริมกิจการโคนมให้เกษตรกรยึดเป็นอาชีพต่อไป
แต่เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมา โลกต้องพบกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เหนือความคาดหมาย คือการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจผันผวนที่เข้ามาทำให้ธุรกิจน้อยใหญ่ประสบปัญหาด้านต้นทุน แน่นอนว่ากระทบต่อกลุ่มอาชีพกระดูกสันหลังของประเทศอย่างเกษตรกรด้วย จากเดิมที่เคยเลี้ยงโคนมไว้ก็ต้องขายออก เพราะราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์นั้นสูงขึ้นจนเกษตรกรหลายรายสู้ไม่ไหว ในขณะที่น้ำนมดิบยังคงมีราคาเท่าเดิม
ด้วยอุปสรรคที่กล่าวไว้ข้างต้นทำให้แบรนด์ต่างๆ แย่งกันซื้อน้ำนมดิบจนขาดตลาด การแข่งขันในตลาดนมจึงดุเดือดมากขึ้น จนในปี 2022 ตลาดนมพร้อมดื่มมีมูลค่า 29,632 ล้านบาท โตขึ้นจากเดิม 6.8% ซึ่งไทย-เดนมาร์ค เป็นแบรนด์ที่สามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดมากถึง 49% ในสมรภูมิรบแห่งนี้ และสามารถคว้ารางวัลพิเศษ Thai Brand Award จากผลสำรวจ 2023 Thailand’s Most Admired Brand มาครอง
หลายคนคงสงสัยว่าแบรนด์นมไทยอย่างไทย-เดนมาร์คที่ไม่ได้ทำแคมเปญการตลาดมากมายดังเช่นแบรนด์อื่น ซ้ำยังประสบปัญหาด้านต้นทุน แต่ทำไมถึงสามารถรักษาความเป็นอันดับ 1 ไว้ได้? คำตอบคือการพัฒนาระบบห่วงโซ่อุปทานอย่างสม่ำเสมอของ อ.ส.ค. ด้วยการสร้างจุดยืนที่ชัดเจนของแบรนด์ ผสานกับการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ของไทย-เดนมาร์ค ให้สินค้าแบรนด์ไทยมีชื่อเสียงก้องโลก

“ไทย-เดนมาร์คเป็นแบรนด์ที่ทำโดยหน่วยงานรัฐวิสาหกิจก็จริง แต่เราก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกับแบรนด์อื่นๆ และยังคงส่งเสริมให้เกษตรกรไทยเลี้ยงโคนม ด้วยการซื้อน้ำนมดิบมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของแบรนด์ ถึงแม้ราคาจะสูงกว่านมผงก็ตาม พัฒนาระบบการจัดการด้วยโรงงานที่มีเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย ซึ่งเรายังคงขายในราคาที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ เพื่อให้ประชาชนได้ดื่มนมที่คุณภาพสูง” คุณสมพร ศรีเมือง ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) กล่าวถึงจุดยืนที่แน่วแน่ของ อ.ส.ค.


ในส่วนต้นน้ำ ด้วยความที่ไทย-เดนมาร์คเป็นแบรนด์ที่ใช้นมจากโคนม 100% ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ อ.ส.ค. จึงจัดตั้ง “ฟาร์มโคนมประสิทธิภาพสูง” (Thai-Denmark Smart Dairy Farm) ที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เป็นฟาร์มสาธิตและถ่ายทอดเทคโนโลยีด้านการจัดการที่ทันสมัย จัดสรรวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่เสริมสร้างโภชนาการ ทำให้โคนมสามารถผลิตนมได้มากขึ้นถึง 2 เท่า จากค่าเฉลี่ยปริมาณนมจากโคนม 11 กิโลกรัมต่อตัวต่อวัน เพิ่มขึ้นเป็น 22 กิโลกรัมต่อตัวต่อวัน
มากไปกว่านั้น ฟาร์มโคนมประสิทธิภาพสูงของ อ.ส.ค. เปิดให้เกษตรกรและคนที่สนใจเข้ามาศึกษาเพื่อเป็นแนวทางในการลดต้นทุนการเลี้ยงโคนม ซึ่งได้รับความสนใจอย่างล้นหลามจากนักวิจัยด้านนมทั่วโลก และเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร เพื่อส่งออกวัฒนธรรมการเลี้ยงโคนมแบบวิถีไทยสู่สายตาชาวโลก
ดังนั้น การเปิดฟาร์มโคนมของ อ.ส.ค. นอกจากจะเป็นการตอกย้ำถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์นมของไทย-เดนมาร์คว่าเป็นนมโคแท้ 100% แล้ว และยังเป็นการสร้างการรับรู้ของแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางโดยที่ไม่ต้องทุ่มทุนให้กับการทำโฆษณาอีกด้วย
สำหรับส่วนปลายน้ำ เพราะนมจากโคนมของไทย-เดนมาร์คให้สารอาหารได้ครบถ้วนมากกว่านมผง ถึงแม้จะนำมาแปรรูปก็ยังสามารถคงไว้ซึ่งคุณค่าทางโภชนาการ เมื่อนำมาประกอบกับพฤติกรรมการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพของคนไทยที่เป็นเทรนด์มาจนถึงตอนนี้ ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีต่อการลงเล่นในตลาดนมโอเมก้าที่มีแนวโน้มขยายตัวสูง เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2022 อ.ส.ค. จึงแตกไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ “นมยูเอชทีรสจืด โอเมก้าพลัส ตราไทย-เดนมาร์ค” ขนาด 180 มล. ซึ่งมีกระแสตอบรับที่ดีเกินคาดจากผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะฐานลูกค้ากลุ่มครอบครัวที่มีเด็กจนทำยอดขายได้มากกว่า 14 ล้านบาท จึงสามารถกล่าวได้ว่านมโอเมก้าพลัสจากไทย-เดนมาร์ค เข้ามาสร้างการเติบโตให้กับ อ.ส.ค. อย่างมีนัยสำคัญ
“ไทย-เดนมาร์คเป็นแบรนด์นมที่ได้รับความไว้วางใจในกลุ่มพ่อแม่ จากการสังเกตของเราพบว่า พ่อแม่มักเลือกสิ่งที่ดีกว่าให้กับลูกเสมอ จากเดิมที่มักซื้อนมรสจืดแบบธรรมดาก็หันมาเลือกนมโอเมก้าพลัสมากขึ้น เมื่ออ่านคุณค่าทางอาหารที่จะได้รับบนข้อมูลข้างกล่อง จะทำให้การตัดสินใจซื้อง่ายขึ้นในกลุ่ม ผู้ปกครองที่คุ้นเคยกับแบรนด์ ซึ่งการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของไทย-เดนมาร์ค ครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จเกินคาด” คุณสมพร กล่าว

แน่นอนว่า อ.ส.ค. ยังคงมุ่งมั่นสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์จากนมออกมาในรูปแบบอื่นด้วย เร็วๆ นี้จะมีการเปิดตัวสินค้านมเปรี้ยวของไทย-เดนมาร์คที่ต่อยอดจากนมโอเมก้าพลัสให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น
และ คุณสมพร ยังได้กล่าวถึงแนวทางการขยายช่องทางจัดจำหน่ายของไทย-เดนมาร์คไว้ว่า “แบรนด์ไทย-เดนมาร์ค มีช่องทางการจำหน่ายหลักเป็น Traditional Trade ทำกิจกรรมการขายกับยี่ปั๊วะ ซาปั๊วะโดยตรง ส่งทีมการทำการตลาดไปยังพื้นที่นั้นๆ เพราะว่าฐานลูกค้าหลักของแบรนด์มักซื้อจากร้านค้าดังกล่าว และต่อจากนี้เราจะค่อยๆ ขยายไปยังช่องทาง Modern Trade มากขึ้น” จากตรงนี้เห็นได้ชัดว่าฐานลูกค้าหลักของไทย-เดนมาร์ค นอกจากจะเป็นกลุ่มครอบครัวแล้ว ยังเป็นที่นิยมในฐานลูกค้าที่อาศัยอยู่พื้นที่ชุมชนอีกด้วย
เรื่องราวของการสร้างแบรนด์ไทย-เดนมาร์คในไทยถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว แต่รู้หรือไม่ว่าไทย-เดนมาร์คยังเป็นผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดนมของต่างประเทศเช่นกัน อย่างตลาดนมประเทศลาว กัมพูชา และเมียนมา ที่นมไทย-เดนมาร์ค รสหวานได้รับความนิยมอย่างมาก ซึ่งต่างจากของไทยที่มีรสจืดเป็นรสชาติที่ขายดีที่สุด นอกจากนี้ยังเตรียมการตีตลาดนมในประเทศอินโดนีเซียอีกด้วย

สำหรับแนวทางการทำการตลาดของ อ.ส.ค. คือการเจาะฐานลูกค้ากลุ่มครอบครัวและเด็ก มุ่งมั่นให้ความรู้เกี่ยวกับคุณประโยชน์จากนมที่มีโอเมก้า ร่วมมือกับผู้ผลิตแอนิเมชั่นเพื่อสร้างสื่อที่ง่ายต่อการเข้าใจมากยิ่งขึ้น สร้างฐานลูกค้ากลุ่มเด็กให้เติบโต และตีตลาดนมในแถบประเทศเพื่อนบ้านให้ไทย-เดนมาร์คเป็นแบรนด์นมอันดับ 1 ต่อไป
ในส่วนของความท้าทายในการทำธุรกิจของ อ.ส.ค. คุณสมพร มองว่า สิ่งที่ท้าทายยังคงเป็นต้นทุนน้ำนมดิบที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด และกำลังจะมีการขึ้นราคาน้ำนมดิบอีกประมาณ 3 บาท ซึ่งผลกระทบจากการขึ้นราคา ก็ต้องติดตามกันต่อไป และที่สำคัญคือการเข้ามาของนมผงภายใน 1-2 ปีนี้ ถือเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านที่ท้าทายสำหรับอุตสาหกรรมนมโคในประเทศไทย ซึ่งแน่นอนว่าแบรนด์นมโคแท้อย่างไทย-เดนมาร์คต้องเกาะติดสถานการณ์ เพราะเป็นเรื่องที่ประเมินค่อนข้างยาก
สุดท้ายนี้ คุณสมพรได้กล่าวถึงวิธีการรักษาความเป็นอันดับ 1 ของไทย-เดนมาร์คไว้ว่า “เราต้องมีวัตถุดิบที่เพียงพอต่อการผลิตและความต้องการของ ผู้บริโภค ถึงแม้เราจะเสียเปรียบในแง่ของการแย่งซื้อเมื่อเทียบกับแบรนด์เอกชน แต่ก็ยังมีความคล่องตัวอยู่ คือการมีฐานพี่น้องเกษตรกรโคนมที่เป็นส่วนหนึ่งในการทำธุรกิจร่วมกันมานาน” ®