จุดเริ่มต้นของนมกล่องสัญลักษณ์รูป “วัวแดง” ที่คนไทยทุกคนรู้จักและคุ้นเคยในชื่อแบรนด์นมไทย-เดนมาร์ค เกิดขึ้นในปีพุทธศักราช 2503 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เสด็จประพาสทวีปยุโรป ในการเสด็จทรงประทับแรมอยู่ ณ ประเทศเดนมาร์ก ทรงให้ความสนพระทัยเกี่ยวกับกิจการการเลี้ยงโคนมของชาวเดนมาร์กเป็นอย่างมาก รัฐบาลเดนมาร์ก และสมาคมเกษตรกรเดนมาร์ก จึงร่วมกันน้อมเกล้าฯ ถวายโครงการส่งเสริมการเลี้ยงโคนมในประเทศไทยให้เป็นของขวัญแด่ล้นเกล้าฯ ทั้ง 2 พระองค์ กลายเป็นจุดเริ่มต้นความสัมพันธ์ว่าด้วยการร่วมมือด้านวิชาการการเลี้ยงโคนมระหว่างประเทศไทยและประเทศเดนมาร์ก ภายหลังจึงเปิดฟาร์มโคนมและศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทย-เดนมาร์คอย่างเป็นทางการที่อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2505 นับเป็นวันที่มีความสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ของการเลี้ยงโคนมในประเทศไทย
ต่อมาในปี พ.ศ. 2514 รัฐบาลไทยได้รับโอนกิจการฟาร์มโคนม และศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงโคนมไทย-เดนมาร์ค จัดตั้งเป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีชื่อว่า “องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย หรือ อ.ส.ค.” ด้วยประวัติศาสตร์อันยาว นานของนมไทย-เดนมาร์ค ประกอบกับกิจการมีการพัฒนาทั้งในเรื่องของการส่งเสริมโรงงาน พัฒนาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อให้ผู้บริโภคได้บริโภคนมดีที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล อีกทั้งยังเป็นผลผลิตจากเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในประเทศไทย จึงไม่ใช่เรื่องยากที่ชื่อของนมไทย-เดนมาร์คจะเป็นชื่อที่คนไทยส่วนมากนึกถึงเมื่อต้องการบริโภคนมสด จนสามารถคว้ารางวัลพิเศษ Thai Brand Award จากผลสำรวจ 2024 Thailand’s Most Admired Brand หมวดสินค้าบริโภค กลุ่มนมพร้อมดื่มยูเอชทีมาครอง

แม้ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 จะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจในวงกว้าง โดยเฉพาะปัญหาเรื่องของต้นทุน ไม่เว้นแม้แต่เกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมซึ่งประสบปัญหาราคาวัตถุดิบอาหารสัตว์พุ่งสูงขึ้น สวนทางกับราคาน้ำนมดิบที่ยังเท่าเดิม เกษตรกรหลายรายจึงสู้ไม่ไหวจนต้องละทิ้งอาชีพดั้งเดิมไป เกิดปัญหาน้ำนมดิบขาดตลาดและการแข่งขันในตลาดนมสูง แต่ไทย-เดนมาร์คก็ยังคงเป็นแบรนด์ที่สามารถรักษาส่วนแบ่งตลาดมากถึง 49% ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด

โดยปัจจัยการเติบโตของนมไทย-เดนมาร์ค เกิดจากการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นนม ไทย-เดนมาร์ค ยูเอชทีปราศจากน้ำตาลแลคโตส (Lactose Free) หรือนมไทย-เดนมาร์ค ยูเอชที โอเมก้าพลัส (Omega Plus) ผลิตจากน้ำนมโคแท้ 100% ไม่ผสมนมผง ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างมากโดยเฉพาะกับช่องทางขายออนไลน์ ปีนี้ คุณสมพร ศรีเมือง ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย หรือ อ.ส.ค. เผยว่า นมไทย-เดนมาร์คกำลังจะออกตัวผลิตภัณฑ์ที่เจาะเข้าไปยังร้านกาแฟทั้งในร้านไทย-เดนมาร์คมิลค์แลนด์ รวมถึงร้านกาแฟทั่วประเทศ เป็นนมสดสำหรับบาริสต้าเพื่อขยายโอกาสในการดื่มนมของคนไทยที่ปัจจุบันคนไทยบริโภคนมเฉลี่ย 18 ลิตรต่อคนต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่ต่ำ หากเทียบกับประเทศอื่น
เช่นเดียวกับช่องทางการขาย ที่ปีนี้นมไทย-เดนมาร์คจะเปิดตัวรถโมบายมิลค์แลนด์ ถือเป็นแฟรนไชส์รูปแบบใหม่ ซึ่งจะเป็นต้นแบบในการต่อยอดธุรกิจในอนาคต เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายมากขึ้น จากเดิมที่มีช่องทางร้านอย่างร้านไทย-เดนมาร์คมิลค์แลนด์ ซึ่งปัจจุบันมีสาขารวมทั่วประเทศ 104 สาขา

“คอนเซ็ปต์ของรถโมบายไทย-เดนมาร์คมิลค์แลนด์จะเจาะกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายมากขึ้น เช่น นักเรียน กลุ่มคนในชุมชน โดยเมนูและขนาดจะมีความแตกต่างจากในร้านไทย-เดนมาร์คมิลค์แลนด์ ซึ่งในปีนี้เราจะมีการปรับปรุงร้าน รวมถึงเมนูต่างๆ ให้มีความทันสมัยและหลากหลายมากขึ้น รวมถึงจะเพิ่มในมิติของการสื่อสารการตลาดซึ่งทั้งหมดอยู่ในช่วงที่ค่อยๆ ปรับ เพราะเราเพิ่งฟื้นจากสถานการณ์โควิด-19 เรามองว่า ร้านไทย-เดนมาร์คมิลค์แลนด์จะเป็นจุดที่สร้างความสนใจ และสร้างความแตกต่างให้แบรนด์เรากับรายอื่น เพราะคนอื่นมีแต่ผลิตภัณฑ์ แต่เรามีร้านค้าที่สามารถนำผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของเรามาสร้างสรรค์เป็นเมนูที่หลากหลายทำให้เราแตกต่างและคนนึกถึงแบรนด์เราได้ง่าย”
ในฐานะแบรนด์ไทย จุดเด่นของนมไทย-เดนมาร์ค คือประวัติศาสตร์ที่สืบทอดมายาวนาน มีเรื่องราวที่บอกต่อจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้สร้างความผูกพันระหว่างแบรนด์และผู้บริโภคมายาวนาน อีกจุดแข็งหนึ่งของนมไทย-เดนมาร์ค คือการขายความเป็นนมสดแท้ ซึ่งแตกต่างจากแบรนด์อื่นในตลาด แต่ขณะเดียวกัน คุณสมพรมองว่าสิ่งที่แบรนด์ไทยต้องปรับตัวเพื่อให้ทันการแข่งขัน คือการพยายามพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ควบคู่ไปกับการพยายามบริหารต้นทุนให้ดี

“เพราะปัจจุบันต้นทุนเป็นปัจจัยหลักที่ต้องคำนึงถึง เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ลดลง ใครสามารถบริหารต้นทุนได้ดีก็จะได้เปรียบในแง่ของการแข่งขัน อย่างเราเองเริ่มบริหารจัดการต้นทุนตั้งแต่ต้นทาง คือจากพี่น้องเกษตรกร โดยปัจจุบันเราเข้าไปสนับสนุนพี่น้องเกษตรกรโคนมให้ปรับปรุงฟาร์มที่มีประสิทธิภาพสูงทำให้ได้ผลผลิต 22 ลิตรต่อตัวต่อวัน โดยเรามีฟาร์มตัวอย่างให้พี่น้องเกษตรกรเข้ามาศึกษาว่าทำอย่างไรถึงจะลดต้นทุน ในขณะที่ผลิตภัณฑ์ยังมีคุณภาพ สร้างคุณค่าให้กับผู้บริโภค เพิ่มกำไรให้กับเกษตรกร นอกจากนี้เรายังมีการรับซื้อน้ำนมดิบอย่างเป็นธรรม ทำให้เราสามารถผลิตสินค้าที่มีความหลากหลาย ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค และแข่งขันกับบริษัทข้ามชาติได้ ช่วยสร้างฐานอุตสาหกรรมโคนมของประเทศให้มั่นคงและยั่งยืน”
แม้การแข่งขันในตลาดนมในประเทสไทยจะมีการแข่งขันที่สูง แต่คุณสมพรมองว่าความท้าทายในการทำงานปีนี้ยังคงต้องให้ความสำคัญกับทั้งเรื่องของวัตถุดิบจากพี่น้องเกษตรกร ต้นทุน การทำตลาด ทุกปัจจัยต้องค่อยๆ ทำอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความเติบโตอย่างมั่นคง
“การแข่งขันมีความสำคัญ เราต้องมองทีละสเตปตามความเปลี่ยนแปลงของโลก ต้องทำอย่างระมัดระวังและปรับตัวให้รวดเร็วกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในแต่ละปี”