การเป็นแบรนด์ร้านสเต๊กที่อยู่ในตลาดบ้านเรามากว่า 35 ปี ทำให้ซิซเล่อร์ แบรนด์ร้านพรีเมียม สเต๊ก จากค่ายไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป มีข้อได้เปรียบในเรื่อง Brand Awareness ที่คนไทยส่วนใหญ่รู้จักชื่อแบรนด์นี้ได้ดี ความท้าทายจึงอยู่ที่ว่า จะทำอย่างไรให้สามารถดึงคนมาที่ร้านเพื่อเปลี่ยนจากการรู้จักแบรนด์มาสู่การใช้บริการและมีประสบการณ์ร่วมกับแบรนด์จริงๆ
การต่อเนื่องกลยุทธ์ในช่วงที่ผ่านมา จึงมีทั้งในเรื่องของการทำ Branding รวมถึงการส่งมอบประสบการณ์ใหม่ๆ ในการบริโภคสเต็กและสลัดบาร์ ผ่านกลยุทธ์ที่เรียกว่า “เฟรช พรีเมียม ควอลิตี้” ที่จะให้น้ำหนักกับการเพิ่มเมนูสเต็กพรีเมียมมากขึ้น ด้วยการเปิดตัวเมนูสเต็กระดับพรีเมียม ที่มอบประสบการณ์ใหม่ในการบริโภคด้วยการเสิร์ฟ Sizzling สเต๊กพรีเมียมที่ให้ลูกค้า Grill เพิ่มผ่านหินร้อนที่เสิร์ฟคู่มาในจาน, Sizzling Thai Experiences สเต๊กจานร้อนเสิร์ฟคู่กับซอสสี่ภาค
อนิรุทร์ เดวิด คอลลินส์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอสแอลอาร์ที จำกัด (ซิซซ์เล่อร์) ในเครือ เดอะ ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) บอกว่า ซิซซ์เล่อร์อยู่ในตลาดเมืองไทยมา 30 ปี สิ่งที่เป็นจุดแข็งก็คือการมี Positioning ที่ค่อนข้าง Unique นั่นคือจะอยู่ตรงกลางระหว่างสเต๊กกับสลัดบาร์ ที่มีทั้งสเต็กและสลัดบาร์ให้เลือกตักได้แบบไม่อั้น เป็นจุดยืนที่ค่อนข้างแตกต่างจากคู่แข่งขันรายอื่นๆ ในตลาด
เขาบอกว่า แม้ตลาดสเต๊กที่มีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 9,000 ล้านบาท และมีเทรนด์ในการเติบโตค่อนข้างดีในย่านเอเซียรวมถึงประเทศไทยที่ตัวเลขการเติบโตน่าจะอยู่ที่ 4.5% แต่การแข่งขันในตลาดนี้ก็ค่อนข้างรุนแรง โดยมีแบรนด์สเต๊กพรีเมียมแบรนด์ใหม่ๆ เข้ามารุกตลาดอย่างเข้มข้น ซิซเล่อร์ จึงต้องให้ความสำคัญกับกลยุทธ์การตลาดที่ทำให้แบรนด์มีความแตกต่าง ในการเป็นสเต๊กพรีเมียม ที่นำเสนอคุณภาพของสเต๊กและสลัดบาร์ รวมถึงการส่งมอบประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับลูกค้า
การดำเนินกลยุทธ์ดังกล่าว ทำให้ยอดขายสเต๊กของซิซเล่อร์ มีการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 20% ขณะเดียวกัน ก็ยังทำให้สามารถผลักดันแบรนด์เพื่อเข้าหาคนกลุ่ม Young Generation ที่มีอายุ 16 – 30 ปีได้ค่อนข้างดี โดยได้ฐานลูกค้าของคนกลุ่มนี้เพิ่มขึ้น จากเดิมที่ลูกค้าของซิซเล่อร์ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มครอบครัวและเด็ก เป็นหลัก

ก่อนหน้านั้น ซิซเล่อร์ พยายามที่จะเข้าถึงกลุ่มเด็กๆ เพื่อให้เด็กๆ เติบโตและมีประสบการณ์ร่วมกับแบรนด์ เพื่อให้เติบโตมาโดยมีแบรนด์ซิซเล่อร์ เป็นแบรนด์ยอดนิยมของพวกเขา
แต่เมื่อเด็กโตขึ้นมาเป็นวัยรุ่น และเลือกประเภทร้านอาหารเอง จึงถูกแชร์จากร้านอาหารประเภทต่างๆ ที่มีให้เลือกมากมาย การดึงกลุ่มเป้าหมายที่เติบโตขึ้นมานี้ให้อยู่กับแบรนด์ จึงเป็นเป้าหมายหนึ่งของกลยุทธ์การทำตลาดของซิซเล่อร์
“เราใช้สื่อโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะ TikTok และยูทูป เข้ามาสื่อสารกับพวกเขา การทำเมนูใหม่ที่มีการเสิร์ฟพร้อมหินร้อนและมีเสียง Sizzling ในจาน มีข้อดีก็คือ นอกซิซเล่อร์ จะเป็นแบรนด์แรกที่ยึดภาพและปักหมุดในการจดจำของลูกค้าแล้ว ยังสามารถถูกนำไปต่อยอดในการทำคอนเทนต์เพื่อแชร์ในสื่อสังคมออนไลน์ของกลุ่ม Young Generation ได้อีกด้วย ทำให้แบรนด์ของเราอยู่ในกระแสของพวกเขา และสามารถดึงให้พวกเขาเข้ามาใช้บริการในร้านได้”
ส่วนอีกกลยุทธ์ที่ถูกนำมาใช้คู่กันก็คือ การทำลอยัลตี้ โปรแกรม โดยมีการ Revamp โปรแกรมใหม่ให้ดีขึ้น ทำให้มีตัวเลขที่ถือบัตรสมาชิกของซิซเล่อร์ เพิ่มขึ้นจากต้นปีที่มีอยู่ 2.5 แสน เป็น 5 แสนราย โดยมีการให้เบเนฟิตกับลูกค้าเพิ่มมากขึ้น
บัตรสมาชิก จะเริ่มจากบัตรกรีน ที่ลูกค้าต้องการกินสลัดบาร์เพียงอย่างเดียว โดยให้สิทธิพิเศษจากราคา 195 บาท เหลือ 155 บาท ลูกค้าที่ถือบัตรในส่วนนี้มีประมาณ 80% ของสมาชิก 5 แสนราย
ส่วนที่เหลือจะแบ่งเป็นบัตรโกลด์ 15% และบัตรไดมอนด์ 5% ซึ่งในส่วนหลังนี้ เป็นกลุ่มที่มีลอยัลตี้กับซิซเล่อร์ และมีการใช้บริการในร้านค่อนข้างถี่กว่าลูกค้าใน 2 กลุ่มแรก ซึ่งบัตรไดมอนด์ จะเป็นการอัพเกรดลูกค้าที่ถือบัตรโกลด์ที่มีการใช้บริการมากขึ้นมาเป็นบัตรไดม่อนด์

ไม่เพียงแค่นั้น ซิซเล่อร์ ยังเลือกใช้วิธีการสร้าง Brand Engagement ผ่านการทำสินค้าพรีเมียม ซึ่งจะใช้รูปแบบการสร้าง Identity ของสินค้าเชื่อมโยงมาสู่แบรนด์ และตัวอาหารที่นำเสนอในร้าน อย่างล่าสุดกับการทำหมอน “ซีสโทรส” เป็นการหยิบเอาชีสโทรส ที่ลูกค้ารู้จักมาสร้างเป็นตัวสินค้าพรีเมียม ที่นอกจากจะวางขายในร้านแล้ว ยังมีบางส่วนที่แจกให้กับลูกค้าเด็กๆ ที่มากับครอบครัวที่มียอดสั่งอาหารตามที่กำหนดไว้
ขณะที่เรื่องของการขยายสาขานั้น ในปีนี้ มีการเปิดเพิ่ม 3 สาขา ทำให้ในปีนี้จะมีสาขารวมกันทั้งหมด 63 สาขา ที่เปิดไปแล้วคือสาขาเซ็นทรัลรามอินทรา ส่วนที่จะเปิดตามมาในช่วงปลายปีก็คือสาขาเซ็นทรัล เวสต์วิลล์ และสาขาสมุย ซึ่งถือเป็นสาขาแรกที่เปิดบนเกาะสมุย โดยมีการวางให้สาขาสมุยเป็นสาขาในรูปแบบของ “สเต๊กแล็ป” ที่จะมีครัวแบบเปิดหรือโอเพ่น คิทเช่น เพื่อให้เห็นถึงวิธีการปรุงสเต๊กของเชฟ
ขณะเดียวกันสาขานี้ ยังเป็นสาขาแรกที่มีการขายค๊อกเทล เพื่อรองรับนักท่องเที่ยว โดยจะวางสัดส่วนลูกค้านักท่องเที่ยวไว้ที่ 50% และลูกค้าโลคัลอีก 50% ซึ่งจะแตกต่างจากสาขาทั่วไปที่วางกลุ่มเป้าหมายโลคัลไว้ที่ 80%
รวมถึงสาขาที่เปิดในเมืองท่องเที่ยวอีก 8 แห่ง คือที่ภูเก็ต 2 แห่ง พัทยา 3 แห่ง และเชียงใหม่ 3 แห่ง ก็มีกลุ่มเป้าหมายเป็นโลคัล 70% และนักท่องเที่ยว 30% ซึ่งอนิรุทร์ บอกว่า การวางสัดส่วนลูกค้าแบบนั้น ก็เพื่อให้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง
นอกจากสาขาใหม่แล้ว ในปีนี้ยังมีการรีโนเวทสาขาเดิมอีก 3 สาขา ส่วนในปีหน้า จะเปิดเพิ่ม 3 สาขา และจะรีโนเวทสาขาเดิมอีก 5 สาขา ซึ่งสาขาที่มีอยู่ส่วนใหญ่ จะออกมาในรูปแบบของการเป็น สเต๊ก เฮ้าส์ ที่เน้นสร้างบรรยกาศของร้านให้สอดรับกับแต่ละโลเกชั่นที่เข้าไปเปิด
สำหรับไตรมาส 4 นี้ ถือเป็นช่วงไฮซีซั่นที่เต็มไปด้วยเทศกาลแห่งความสุข ซิซซ์เล่อร์จึงเดินหน้าสร้างการเติบโตด้วย กลยุทธ์ “Festive Marketing” ใช้เทศกาลเข้ามาเชื่อมโยงกับความพิเศษของเมนูอาหาร เพื่อดึงดูดให้ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายที่ชื่นชอบการรับประทานอาหารนอกบ้านได้มาเฉลิมฉลองและอิ่มอร่อยไปกับมื้ออาหารคุณภาพที่เหมาะสำหรับทุกคนในทุกโอกาส ผ่านการนำเสนอเมนู Festive Season เสิร์ฟ 3 เมนูสเต๊กพรีเมียมส่งท้ายเทศกาลใหญ่ปลายปีนี้
ไล่ตั้งแต่ตัว สเต๊กปลากะพง และเบคอน (Bacon-Wrapped Sea Bass Steak ) สเต๊กบีฟลอยน์ และเบคอน (Bacon-Wrapped Beef Loin Steak) เนื้อบีฟลอยน์นำเข้าจากประเทศออสเตรเลีย และ สเต๊กเนื้อไพร์มริบ (Grilled Sous Vide Beef Prime Rib Cote De Boeuf) สเต๊กเนื้อไพร์มริบซูวี ที่เลือกความสุกได้ตามชอบ ท็อปด้วยเนยคาเฟ เดอ ปารีส และโรสแมรี เสิร์ฟพร้อมสลัด Mesclun และโปเตโต้เวจเจส
“ในปีหน้าเราจะมีการปรับเปลี่ยนยูนิฟอร์มของพนักงานในร้านรวมถึงยูนิฟอร์มของเชฟใหม่ โดยการปรับเปลี่ยนยูนิฟอร์มในครั้งนี้จะ Represent ถึงกลยุทธ์ทั้งหมดที่ทำ รวมถึงเราต้องการให้ภาพรวมของแบรนด์ซิซเล่อร์ดูหนุ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นอีก Touch point สำคัญในการสื่อสารแบรนด์ซิซเล่อร์ไปยังคนรุ่นใหม่ๆ โดยเราต้องการที่จะก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์ 1 ในตลาดร้านอาหารประเภท Western Casual Dining ในประเทศไทย”