“ทุกคนเดินออกจาก Sizzler อิ่มแน่นอน แต่เป็นการอิ่มแบบไม่รู้สึกผิด เพราะเราเชื่อว่า ‘สุขภาพดี’ กับ ‘ความอร่อย’ ต้องไปด้วยกันได้” อนิรุทร์ เดวิด คอลลินส์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอ็มเอฟ คาเฟ่ แอนด์ เรสเตอรองต์ จำกัด กล่าว
โดยเฉพาะในปี 2025 ที่ Sizzler ยิ่งตอกย้ำจุดยืนของแบรนด์ให้ชัดกว่าเดิม พร้อมเป้าหมายสำคัญ การเป็น “ตัวจริงเรื่องสลัดบาร์” ที่ครองใจคนไทยมายาวนาน และตอบรับกระแส “Healthy Living” ที่กำลังเติบโตแบบก้าวกระโดดทั่วโลก
หลังโควิด-19 โลกให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น ข้อมูลจากฟิตเนสอินดัสทรีชี้ชัดว่า ตลาดนี้มีมูลค่าประมาณ 434 พันล้านดอลลาร์ และโตเฉลี่ยปีละ 6% สิ่งที่น่าสนใจคือ คนเริ่มใส่ใจสุขภาพมากขึ้น แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ไปออกกำลังกายจริงจัง คนส่วนใหญ่เลือกหาทางง่ายๆ อย่างการใช้ Fitness Tracker ซึ่งเติบโตอย่างมาก และข้อมูลระบูว่า ฟิตเนสโตขึ้น 300%, การเทรนออนไลน์โต 600% แต่สุดท้าย มีแค่ 63% ที่ไปออกกำลังกายจริงๆ นั่นแปลว่าคนอยากดูแลสุขภาพ แต่เลือกวิธีที่ง่ายและสะดวกมากกว่า

“จากเทรนด์นี้ เรากลับมามองจุดแข็งของตัวเอง แล้วพบว่า Salad Bar ของเราอยู่คู่คนไทยมากว่า 30 ปี ไม่มีใครลอกเลียนแบบได้ แถมยังเป็นบุฟเฟต์แบบไม่จำกัดเวลาอีกด้วย” อนิรุทร์เล่าอย่างตรงไปตรงมา ก่อนเสริมว่า Sizzler จึงตัดสินใจรีแบรนด์ Salad Bar ให้ตอบโจทย์ยุคใหม่ด้วยแนวคิด “อร่อย สด คุ้มค่าในแบบพรีเมียม”
ทำให้ตั้งแต่ต้นปี Sizzler เริ่มเพิ่มวัตถุดิบ Superfood ลงใน Salad Bar โดยเริ่มจาก 5 ชนิดในไตรมาสแรก เพื่อดูผลตอบรับจากลูกค้า ผลคือ Social Media Engagement พุ่งสูง ลูกค้าให้ความสนใจอย่างมาก Sizzler จึงวางแผนชัดเจน เริ่มที่ไตรมาส 1 เน้น Superfood เสริมภูมิคุ้มกันและฟื้นฟูร่างกาย หลังช่วงปีใหม่ที่ทุกคนอยากดูแลร่างกาย ไตรมาส 2 เน้น Superfood ที่ช่วยสร้างสมดุลภูมิคุ้มกัน รับฤดูร้อนและฤดูฝน เช่นผักเคล ขิง ใส่ในอาหาร และเครื่องดื่ม
สำหรับไตรมาส 3 ได้เพิ่ม Superfood ใหม่อีก 5 รายการ โดยอนิรุทร์เผยว่า บางอย่างตนเองเพิ่งรู้จัก เช่น บักวีต และเรนทิล ธัญพืชไฟเบอร์สูง โปรตีนจากพืช ย่อยง่าย และดีต่อระบบลำไส้
นอกจากนี้ Sizzler ยังเดินหน้าด้าน Sustainability อย่างจริงจัง เช่น นำเปลือกแตงโมตรงส่วนสีขาวที่ปกติมักถูกทิ้ง มาหมักกับ Apple Cider Vinegar กลายเป็นเมนูใหม่ ช่วย Upcycling Food ลดขยะอาหาร และเสริมรสชาติอาหารให้น่าสนใจ
ปีที่ผ่านมา Sizzler มีจำนวนลูกค้าเพิ่มขึ้นถึง 24% แม้ในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน แต่อนิรุทธ์เชื่อว่าปัจจัยสำคัญคือการที่ Sizzler เป็นแบรนด์อาหารที่ตอบโจทย์เทรนด์ Healthy Living และการปรับภาพลักษณ์ให้ทันสมัยมากขึ้น รวมถึงฐานสมาชิกก็เติบโตใกล้แตะ 1 ล้านคน ลูกค้ากลับมาทานถี่ขึ้น โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y และ Gen Z ที่เดิมไม่ค่อยเข้า Sizzler แต่ตอนนี้เข้ามากขึ้น เพราะกลุ่มคนรุ่นใหม่นี้ให้ความสำคัญกับสุขภาพ สังคม และความยั่งยืน
แม้สมรภูมิร้านสเต็กจะแข่งดุเดือด แต่ Sizzler กลับเลือกโฟกัสจุดแข็งเดิมที่มีอยู่ในมือ สลัดบาร์ โดยอนิรุทร์เล่าว่า “ลูกค้าส่วนใหญ่รู้จักและจดจำ Sizzler ได้จากสลัด มากกว่าสเต็ก แม้เราจะพยายามโปรโมตเนื้อดี เนื้อพรีเมียมมาหลายครั้ง สุดท้ายลูกค้าก็ยังพูดถึงสลัด เราจึงไม่ฝืน ไม่สวนกระแส เพราะรู้ว่ามันยากที่จะเปลี่ยน perception ที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์

สิ่งที่เราทำได้คือ เลือกที่จะเดินตามกระแสนี้อย่างเต็มตัว ขายสลัดให้ดียิ่งขึ้น พัฒนาเมนูสลัดไม่ให้ธรรมดา เพิ่มคุณภาพให้เกินความคาดหวัง กลยุทธ์นี้ได้ผล ลูกค้าจำนวนไม่น้อยเดินเข้าร้านเพราะสลัด แต่เมื่อได้ลองสเต็กก็พบว่าถูกปาก กลายเป็นพฤติกรรมที่เข้ามาเพราะสลัด แต่สุดท้ายก็อดไม่ได้ที่จะสั่งสเต็กด้วย”
อีกหนึ่งจุดแข็งสำคัญของ Sizzler คือบุฟเฟ่ต์แบบไม่จำกัดเวลา ลูกค้า Sizzler จึงสามารถทานสลัดได้แบบสบายใจ ไม่ต้องเร่งรีบ ทำให้ทาง Sizzler ได้ปล่อยโมเดลใหม่ Salad Subscription ลูกค้าซื้อแพ็กเกจราคาเริ่มต้นเพียง 749 บาท ทานได้ 5 ครั้ง เฉลี่ยแล้วประหยัดกว่า 30%
อนิรุทร์เผยว่า “สิ่งนี้เป็นการกระตุ้นให้ลูกค้ากลับมาใช้บริการบ่อยขึ้น เข้ามาใช้บริการถี่ขึ้นกว่าเดิม แถมสะดวกด้วย เพราะจ่ายครั้งเดียว ใช้คูปองในมือถือ เดินเข้าร้านโชว์คูปองแล้วทานได้เลย”

อีกทั้งช่วงที่ผ่านมา Sizzler ยังมีแคมเปญสนุกๆ อย่าง Salad Bar Tower ให้ลูกค้าแข่งกันสร้างสลัดบาร์สูงที่สุด สร้างกระแสในโซเชียลได้อย่างล้นหลาม รวมถึงเมนู DIY Box ให้ลูกค้าเลือกโปรตีน ผัก และน้ำสลัดเองได้ กลายเป็นอีกเมนูขายดี ล่าสุด Sizzler เพิ่ม “ไอศกรีมโยเกิร์ตพรีเมียม” เข้าไปใน Salad Bar เป็นการเพิ่มคุณค่าโดยไม่เพิ่มราคา
“ไม่มีร้านบุฟเฟ่ต์ไหนทำแบบนี้ เพราะเราไม่ใช่แค่ร้านอาหาร แต่เราคือประสบการณ์ของคุณภาพในทุกคำที่ทาน Sizzler มุ่งเน้นแต่ของดี มีคุณภาพ เพราะลูกค้าสมควรได้รับสิ่งที่ดีที่สุด เปลี่ยนมื้อธรรมดาเป็นมื้อที่พิเศษที่สุด”
ปีนี้ Sizzler มีแผนเปิดสาขาใหม่อีก 1 สาขา และปีหน้าวางแผนเพิ่มอีก 2 สาขา ขณะเดียวกันยังมีสาขาต่างประเทศในญี่ปุ่น 10 สาขา เวียดนาม 1 สาขา และวางแผนจะขยายเพิ่มอีกหนึ่งประเทศ
สำหรับสาขาที่ได้รับความนิยมและมียอดขายดีที่สุด 5 อันดับ ได้แก่ แฟชั่นไอแลนด์, เมกาบางนา, เซ็นทรัล ภูเก็ต, เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า และเซ็นทรัลลาดพร้าว