ตลาดกระเบื้องเซรามิกเถือเป็นอีกตลาดที่มีการแข่งขันค่อนข้างรุนแรง จากผู้ผลิตในประเทศและจากสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ถือว่าเป็นสนามรบที่เต็มไปด้วยผู้เล่นที่หลากหลายมากประสบการณ์ จนมีมูลค่าตลาดสูงถึง 2.9 หมื่นล้านบาทในปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเกิดจากการขยายตัวของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่ปัจจุบันไม่ได้มีแค่ บ้านหรือคอนโด แต่ยังมีการเกิดใหม่ของศูนย์การค้า อาคาร Mixed-Use ที่ตอบวัตถุประสงค์การใช้งานมากกว่าหนึ่ง และอื่นๆ อีกมากมาย เพื่อตอบรับความต้องการใช้งานแบบ Multi-purpose ของผู้บริโภค
อย่างไรก็ตาม ทุกการเกิดใหม่และเลือนหายล้วนมีจุดเชื่อมโยงเดียวกันก็คือพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าแบรนด์ใดก็ต้องทำความเข้าใจกับความต้องการของผู้บริโภคกันอย่างเต็มที่ แน่นอนว่าผู้เล่นหลักตลาดกระเบื้องอย่าง “คอตโต้ (COTTO)” ก็ให้ความสำคัญกับการตีโจทย์ดังกล่าวมากเป็นพิเศษ สะท้อนผ่านผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้น เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต สู่การสร้างพื้นที่แห่งความสุขให้เกิดขึ้นจริงในทุกตารางเมตร
ด้วยความเข้าใจผู้บริโภคอย่างถ่องแท้ ในปีที่ผ่านมาคอตโต้จึงสามารถตอบรับความต้องการของผู้บริโภคได้เต็มกำลัง พัฒนากระเบื้องให้มีฟังก์ชั่นการใช้งานที่หลากหลายยิ่งขึ้น และต่อยอดผลิตภัณฑ์ที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้นไปอีก ทำให้คอตโต้สามารถคว้ารางวัลครองใจผู้บริโภคจากผลสำรวจ Thailand’s Most Admired Brand อีกครั้งในปี 2024 นี้

“เรารู้ว่าลูกค้าคือใคร ต้องการอะไร ต้องการที่ไหน ต้องการเมื่อไหร่ ต้องการทำไม และเพื่อนำไปใช้ประโยชน์อย่างไร ตระหนักถึงความต้องการสูงสุดของลูกค้าในมุมของ Self-Actualization ที่ทุกคนต้องการความสมบูรณ์ในชีวิต และด้วยความ เข้าใจถึงแก่นลึกของลูกค้านี้ จึงทำให้คอตโต้นำเสนอสินค้าที่ตอบโจทย์และตรงใจลูกค้ามากที่สุด” คุณปราปต์ พึ่งรัศมี Marketing Manager บริษัท เอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด (มหาชน) กล่าว
เมื่อทำความเข้าใจกับความต้องการของผู้บริโภคแล้วก็จะสามารถกำหนดกลยุทธ์การทำธุรกิจได้ง่ายยิ่งขึ้น กุญแจแห่งความสำเร็จของคอตโต้จึงเป็นการพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์การใช้งานอย่างตรงจุดยิ่งขึ้นและมัดใจลูกค้าที่มีรสนิยมการตกแต่งบ้านที่หลากหลายได้ทุกกลุ่ม กล่าวคือการนำกลยุทธ์ Customized & Personalized มาใช้เพิ่มความหลากหลายให้กับผลิตภัณฑ์นั่นเอง


อย่างกระเบื้องฟอกอากาศ COTTO AIR ION Tile ถูกพัฒนาขึ้นจากปัญหาค่าฝุ่นละออง PM 2.5 ที่เพิ่มขึ้น มาพร้อมกับเทคโนโลยีดักจับฝุ่นได้ถึง 89% โดยไม่ใช้ไฟฟ้าเทียบเท่ากับเครื่องฟอกอากาศขนาดเล็กที่เรียงรายบนพื้น และมี COTTO HYGIENIC Tile คิดค้นเพื่อลดความเสี่ยงจากเชื้อโรค กระเบื้องที่ปล่อยประจุบวกเพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรียได้มากกว่า 90% ตลอดอายุการใช้งาน เรียกได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างมิติใหม่ของการใช้งานกระเบื้องให้เป็นมากกว่าวัสดุปูพื้นแบบเดิมๆ
มากไปกว่านั้น คอตโต้ยังสอดรับเทรนด์ความยั่งยืนด้วย COTTO ECO Tile กระเบื้องรักษ์โลกที่เกิดจากการนำวัสดุเหลือใช้มารีไซเคิล ผ่านกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ถือเป็นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและลดการปล่อยของเสียสู่ธรรมชาติ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero Carbon Emission) ภายในปี 2050
จึงเห็นได้ว่าทุกผลิตภัณฑ์จากคอตโต้ล้วนพัฒนาจากความเข้าใจผู้บริโภคเป็นสำคัญ จึงสามารถทำให้กระเบื้องเป็นสินค้าที่มีคุณค่าทั้งด้าน Emotional & Functional ที่ไม่เพียงมอบความสุนทรีย์เมื่อได้เห็นลวดลายอันสวยงาม แต่ยกระดับความเป็นอยู่ของลูกค้าได้อย่างแท้จริง แตกไลน์ผลิตภัณฑ์ที่ครอบคลุมทุกการใช้งานและแก้ทุก Pain Point ทั้งยังผสานนวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อมเข้ากับวัสดุก่อสร้างอย่างกระเบื้องออกมาได้น่าสนใจมากทีเดียว
เพื่อให้คอตโต้ขยับเข้าใกล้เป้าหมาย Net Zero มากยิ่งขึ้น จึงจัดโครงการ “COTTO DESIGN CONTEST” ภายใต้แนวคิด SELF-TAINABLE เป็นตัวเองพร้อมกับทำให้โลกใบนี้ดีขึ้นกว่าเดิม เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้ร่วมออกแบบ POP-UP PUBLIC SPACE หรือพื้นที่สาธารณะขนาดย่อมที่สร้างความยั่งยืนให้กับย่านนั้นๆ ได้ พร้อมกำหนดฟังก์ชั่นการใช้งานให้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นไปได้ ซึ่งเป็นโครงการที่ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ประสบความสำเร็จในการสร้างความตระหนักรู้ด้านความยั่งยืน และสร้าง Brand Awareness กับคนรุ่นใหม่ไปในตัว


อย่างที่ได้กล่าวไปว่า คอตโต้มีกลยุทธ์พัฒนาสินค้าที่นอกจากจะตอบโจทย์ทุกฟังก์ชั่นการใช้งานแล้ว ยังพัฒนาสินค้าที่ศึกษาจากไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคแต่ละกลุ่ม โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ COTTO Masterpiece ลวดลายพิเศษหายาก, COTTO Play เพิ่มสีสันให้พื้นที่, COTTO Architecture กลุ่มสินค้าสำหรับสถาปนิก นักออกแบบ และ COTTO Selection เน้นความง่ายต่อการใช้งานมากที่สุด ซึ่งสินค้าแต่ละกลุ่มก็จะมีดีไซน์และคุณสมบัติที่ตอบโจทย์การใช้งานแตกต่าง กันไป
“นี่คือการสร้าง Brand Experience และ Brand Trust ที่สำคัญกับผู้บริโภคผ่านความประทับใจจากการได้ใช้งานจริงของลูกค้าที่มีต่อสินค้าของเรา นอกจากนี้ COTTO ยังมีแผนที่จะรุกตลาดสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ (Young Generation Target) ที่มีความต้องการเฉพาะบุคคลเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับมีพฤติกรรมที่กล้าซื้อและกล้าใช้สินค้าที่สะท้อนความเป็นตัวตน และเป็นเอกลักษณ์ที่ชัดเจนของตัวเอง” คุณปราปต์ กล่าวเสริม
จึงสามารถกล่าวได้ว่า คอตโต้สร้าง Brand Experience ผ่านการพัฒนาสินค้าให้มีความโดดเด่น เพื่อสะท้อนความต้องการที่แตกต่างของผู้ใช้งานอย่างครอบคลุม โดยได้แบ่งแนวทางในการออกแบบสินค้าออกเป็น 4 กลุ่มดังกล่าว เพื่อตอกย้ำการเป็นผู้นำตลาดกระเบื้องของคอตโต้ ทั้งในด้านนวัตกรรม ดีไซน์ ฟังก์ชั่นการใช้งาน ความยั่งยืน ความปลอดภัย และตอบโจทย์ด้านสุขอนามัยแก่ผู้บริโภค ก้าวสู่การเป็น Decor Surface Business Expert and Leader in ASEAN ในที่สุด
สำหรับแผนการต่อยอดความสำเร็จของคอตโต้ที่จะเกิดขึ้นในปี 2024 นี้จะหยิบกลยุทธ์ Integrated Digital Marketing มาใช้ เข้าถึงผู้บริโภคผ่านช่องทางออนไลน์มากยิ่งขึ้น ไปจนถึงเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าบนแพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อครอบคลุมช่องทางการสื่อสารกับลูกค้าอย่างครอบคลุมถือเป็นโอกาสที่ดีในการการขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มใหม่ๆ และยังคงสานต่อโครงการ COTTO DESIGN CONTEST เปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้แสดงความคิดสร้างสรรค์อย่างยั่งยืนต่อไป
สุดท้ายนี้ คุณปราปต์ ได้ปิดท้ายด้วยความท้าทายในการรับมือกับผู้บริโภคยุคใหม่ว่า “ปัจจุบันอาจกล่าวได้ว่าเป็นยุคแห่ง Digital Native ที่ทุกคนเข้าถึงสื่อที่หลากหลาย และมีสื่อออนไลน์ในมือของตัวเอง ดังนั้นการทำตลาดในยุคนี้จึงต้อง Deep Down to Hit Customer Heart ทั้งสื่อที่ใช้และข้อความที่จะส่งไปจะต้อง “โดนใจและตรงใจ” ลูกค้าให้มากที่สุดในทันที เพราะลูกค้าจะมีความซับซ้อนมากขึ้น แต่จะมีเวลาน้อยลงในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารต่างๆ เนื่องด้วยความเร็วของเหตุการณ์ที่ถาโถมเข้ามาในเวลาเดียวกัน”