กว่า 35 ปีที่ “เมจิ โยเกิร์ต” มอบความอร่อยที่มาพร้อมกับคุณประโยชน์ที่ดีต่อสุขภาพ ด้วยการวิจัยและคิดค้นสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ ตอกย้ำความเป็นผู้นำตลาดที่ขับเคลื่อนสิ่งใหม่ออกสู่ตลาดเสมอ และเติบโตมาคู่กับคนไทยจนได้รับการโหวตจากผู้บริโภคให้ได้รับรางวัลพิเศษ Innovation Brand Award จากผลวิจัย 2024 Thailand’s Most Admired Brand กลุ่มโยเกิร์ตพร้อมทาน หมวดสินค้าบริโภค
คนไทยจะรู้จักถึงคุณประโยชน์ของโยเกิร์ตเป็นอย่างดีมายาวนานว่านอกจากทานแล้วอร่อย ยังมีส่วนช่วยในเรื่องการขับถ่ายซึ่งเป็นปัญหาของใครหลายคน และในตอนหลังมีการนำโยเกิร์ตมาดัดแปลงเป็นอาหารหลากหลายชนิดสร้างความคุ้นเคยกับคนไทยอย่างต่อเนื่อง

คุณสลิลรัตน์ พงษ์พานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัทซีพี-เมจิ จำกัด กล่าวในฐานะเป็นแบรนด์ซึ่งอยู่ในตลาดมาอย่างยาวนานว่า “ซีพี-เมจิอยู่มานานกว่า 35 ปี พัฒนาสินค้าทั้งนมพาสเจอไรซ์และโยเกิร์ตหลากหลายชนิดสู้ตลาด โดยสินค้าที่เราพัฒนาออกมา เราค่อนข้างมั่นใจว่าตอบโจทย์ขั้นพื้นฐานของผู้บริโภคทั้งเรื่องของรสชาติและคุณประโยชน์ อย่างโยเกิร์ตก็ต้องทั้งอร่อยและตอบโจทย์ในด้านการขับถ่าย ดังนั้นเวลาที่เราออกสินค้าใหม่ เราจะเติมนวัตกรรมเข้าไปทั้งเชิงลึกและเชิงกว้าง เชิงลึกคือเรื่องของจุลินทรีย์สายพันธุ์ต่างๆ ที่ให้ทั้งคุณประโยชน์และรสชาติที่แตกต่างกัน ในขณะที่ด้านความต้องการของผู้บริโภคเรื่องรสชาติก็เป็นอีกส่วนที่เราให้ความสำคัญว่าผู้บริโภคต้องการดื่มรสชาติไหน มีเนื้อผลไม้ผสมหรือไม่ ดื่มแล้วต้องการความรู้สึกสดชื่น หรือเพื่ออิ่มท้อง สำหรับนวัตกรรมในเชิงกว้างจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับบรรจุภัณฑ์และการสื่อสาร เช่น ในด้านบรรจุภัณฑ์ทีมงานก็พยายามนำอินไซต์ของผู้บริโภคมาพัฒนาบรรจุภัณฑ์ตอบโจทย์ความต้องการที่โดนใจ ไม่ว่าจะเป็นการออกบรรจุภัณฑ์ที่สามารถยกดื่มได้ หรือสำหรับตักทานอย่างสะดวก”

ในแง่ของการสื่อสาร “เมจิ โยเกิร์ต” พยายามสร้างสรรค์นวัตกรรมการสื่อสารที่มีความแตกต่าง เนื่องจากโยเกิร์ตเป็นสินค้าที่ ผู้บริโภคคุ้นชินอยู่แล้ว การสื่อสารโดยทั่วไปหากพูดถึงแค่รสชาติที่อร่อย หรือคุณประโยชน์พื้นฐานเรื่องช่วยขับถ่ายอาจไม่สามารถดึงดูดผู้บริโภคปัจจุบันที่ชื่นชอบประสบการณ์แปลกใหม่ได้ ดังนั้นปีที่ผ่านมา “เมจิ โยเกิร์ต” จึงต่อยอดวิธีการสื่อสารที่แปลกใหม่ให้กับผลิตภัณฑ์โยเกิร์ตรสชาติใหม่อย่างโยเกิร์ต เมจิ รสเมลอนผสมวุ้นมะพร้าว ด้วยการสื่อสารความอร่อยผ่านรูปแบบของงานศิลปะ ซึ่งมีที่มาจากการที่คนมีความสุขจากการได้ทานของอร่อยคลื่นสมองจะเปลี่ยนไป ซึ่งสามารถแปลผลออกมาเป็นภาพหรือเป็นสีต่างๆ ได้และนำมาสร้างสรรค์เป็นงานศิลปะ โดยจัดกิจกรรม MEIJI SENSATION ART ให้ผู้บริโภคได้ลองสัมผัสความอร่อยของโยเกิร์ตเมจิ รสเมลอน พร้อมประสบการณ์ในการวัดความเปลี่ยนแปลงของคลื่นสมองแล้ว Generate ออกมาเป็นภาพจริงเพื่อให้ผู้บริโภคแชร์ลงในโซเชียลมีเดีย ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จและได้รับความสนใจจากผู้บริโภคอย่างล้นหลาม

“เราต่อยอดการสื่อสารให้ผู้บริโภครู้สึกถึงรสชาติของความอร่อย แล้วใช้เรื่องของคลื่นสมองเข้ามาช่วยสื่อสารให้ผู้บริโภคเห็นเป็นรูปธรรมว่าเมื่อทานแล้วอร่อยมีความสุข คลื่นสมองของเราจะส่งสัญญาณออกมาเป็นสีสันต่างๆ เทียบได้กับงานศิลปะชิ้นหนึ่ง นี่เป็นวัตกรรมแนวกว้างที่เราต้องการนำเสนอว่าความชื่นชอบ และคุณประโยชน์พื้นฐานที่ผู้บริโภคต้องการยังอยู่ แต่สำหรับรสชาติที่อร่อยเรานำมาทำให้เห็นเป็นภาพซึ่งมีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น”
แน่นอนว่าการจะเป็นองค์กรที่โดดเด่นเรื่องนวัตกรรม บุคลากรมีส่วนอย่างมากในการขับเคลื่อนให้เกิดเรื่องเหล่านี้ คุณสลิลรัตน์ มองว่าการปลูกฝังให้คนในองค์กรสร้างนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องเป็นเรื่องสำคัญ
“ภาพของซีพี-เมจิเรามีจุดยืนด้วยเรื่องของนวัตกรรมมากกว่า 10 ปีแล้ว เมื่อประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว เรามีการปรับวิสัยทัศน์ขององค์กรเป็น INSPIRING INNOVATION นวัตกรรมที่เต็มไปด้วยแรงบันดาลใจ คำว่าแรงบันดาลใจจะต้องทำให้คนรู้สึกอินและเป็นของใหม่ที่ใกล้ตัว เราใส่เรื่องเหล่านี้ลงไปใน DNA และวัฒนธรรมขององค์กร หนึ่งในวัฒนธรรมองค์กรที่เราพูดถึงคือเรื่องความคิดสร้างสรรค์ เราสนับสนุนให้คนคิดใหม่ทำใหม่เพราะเรามองว่าทุกเรื่องสามารถทำให้เป็นเรื่องใหม่ได้เสมอ ซึ่งเรามีกรอบการทำงานที่วางไว้ว่า การสร้างสิ่งใหม่นั้นอาจจะเป็นเรื่องที่ใหม่ทั้งต่อบริษัท เช่น การใช้กรรมวิธีในการผลิตใหม่ หรือเรื่องใหม่ของซัพพลายเชน ส่วนเรื่องใหม่ในมุมผู้บริโภคอาจจะเป็นเรื่องของรสชาติ การปรับบรรจุภัณฑ์ ปรับปรุงสูตร หรือการทำสินค้าใหม่ที่ไม่เคยมีในตลาด วิธีคิดเหล่านี้เราฝังไว้ทั้งในวิสัยทัศน์และวัฒนธรรมองค์กรของเรา”
นอกจากนั้น คุณสลิลรัตน์อธิบายเพิ่มเติมว่า แรงบันดาลใจอาจจะหมายถึงเรื่องของ Leadership ซึ่งการเป็นผู้นำตลาดอาจไม่ได้หมายความว่าต้องเป็นที่ 1 เสมอไป แต่เป็นการคิดค้นและนำเสนอสิ่งใหม่ที่ผลักดันให้แบรนด์เป็นผู้ขับเคลื่อนตลาด รวมถึงสร้างการเติบโตในอนาคต นวัตกรรมสินค้าสำหรับปีที่แล้วซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จของ “เมจิ โยเกิร์ต” คือ เมจิโยเกิร์ต สูตรดับเบิ้ล ซีโร่ ไม่มีไขมัน ไม่เติมน้ำตาลทราย ซึ่งสื่อสารผ่านแคมเปญไอเดีย "อร่อยได้แบบไม่ต้องชดใช้กรัม” ตอบโจทย์ผู้บริโภคที่ต้องการสุขภาพดีและหุ่นดีไปพร้อมกัน

"เมจิ โยเกิร์ต สูตรดับเบิ้ล ซีโร่เป็นสินค้าที่เราพัฒนาจากความต้องการของผู้บริโภคโดยเฉพาะ เพราะเราทราบดีว่าผู้บริโภคที่รับประทานโยเกิร์ตเพราะต้องการหุ่นดี มาผนวกกับเทรนด์ลดน้ำตาลของผู้บริโภครุ่นใหม่ เราจึงนำเสนอโยเกิร์ตที่รสชาติอร่อยพร้อมสูตรที่ดีต่อสุขภาพเพราะ Zero Fat ไม่มีไขมัน และ Zero Sugar ไม่มีน้ำตาล ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดี ต้องเรียนตามตรงว่าเราออกสินค้าที่เป็นโยเกิร์ต Zero Fat มานานแล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าตอนที่ปรับสูตรเป็น Double Zero อย่างที่อธิบายว่าสินค้าเดิมเมื่อนำมาปรับปรุงใหม่ วางคอนเซ็ปต์และสื่อสารแบบใหม่แก่ผู้บริโภคในยุคนี้ก็ได้รับการตอบรับที่ดีได้เช่นกัน และเป็นหนึ่งในสินค้าไฮไลท์ที่ทำให้เราเติบโตในช่วงที่ผ่านมา เราค่อนข้างสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับตลาดโยเกิร์ตไว้ค่อนข้างมากก่อนหน้านี้”

อย่างไรก็ตาม คุณสลิลรัตน์ย้ำว่า ทุกนวัตกรรมที่คิดขึ้นมาต้องสามารถเข้ามาปิด Pain Point ของผู้บริโภคได้ และต้องมาในจังหวะที่ผู้บริโภคต้องการ “ภายในองค์กรเรามีชาเลนจ์กันเองว่านวัตกรรมที่ทำออกมานั้นใหม่อย่างไร ใหม่กับเรา ใหม่กับผู้บริโภค ใหม่แล้วเพิ่มคุณค่าให้ผู้บริโภคหรือไม่ ทุกวันนี้เราไม่ได้ขายเฉพาะเมืองไทย แต่เราส่งออกสินค้าของเราไป 6 ประเทศ ผู้บริโภคแต่ละประเทศก็มองหาสินค้าที่แตกต่างกัน เราต้องหาจุดที่คนในแต่ละประเทศต้องการร่วมกันให้ได้ ทุกทีมต้องเข้าใจ Pain Point ของผู้บริโภคและหาสินค้าที่ถูกต้องกับผู้บริโภคและตลาด”
สำหรับ “เมจิ โยเกิร์ต” การเป็นผู้นำหมายถึงการพยายามพัฒนาสินค้าเพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภค ไม่เฉพาะแค่เรื่องของผลิตภัณฑ์ใหม่แต่เป็นภาพรวมทั้งหมด
“การตอบโจทย์ผู้บริโภคไม่ใช่แค่เรื่องของการออกสินค้าใหม่อย่างเดียว แต่ยังรวมถึงเรื่องของบรรจุภัณฑ์ที่เปิดง่ายจับง่าย สินค้าของเราอยู่บนเชลฟ์แล้วโดดเด่นทำให้คนเห็นง่ายหรือไม่ หรือเวลาที่ผู้บริโภคต้องการทานโยเกิร์ตที่อร่อยเคี้ยวง่าย เราใส่วุ้นมะพร้าวลงไป เรามีรสชาติอะไรใหม่ๆ กับผู้บริโภคหรือไม่ นี่เป็นความท้าทายของเราในฐานะของการเป็นโยเกิร์ตที่ครองใจผู้บริโภคเสมอมา”