ช่วงต้นสัปดาห์ที่แล้ว (22 กุมภาพันธ์ 2567) เศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงวิสัยทัศน์ “IGNITE THAILAND : จุดพลัง รวมใจ ไทยต้องเป็นหนึ่ง” ตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง 8 เรื่องใหญ่ หนึ่งในจำนวนนั้นคือศูนย์กลางการบิน Aviation Hub โดยจะเน้นเรื่องการพัฒนาสนามบิน และยกระดับการบริหารจัดการ เพื่อไปสู่เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาล
สิ่งที่เป็นเป้าหมายของรัฐบาลไทย สิงคโปร์ คู่แข่งสำคัญก็เดินหน้าไปในทิศทางเดียวกัน
แต่ความเคลื่อนไหวหลายอย่างที่สิงคโปร์เดินหน้ายังไม่ถูกบรรจุอยู่ในกล่องความคิดของผู้กำหนดนโยบายบ้านเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องการบริหารจัดการน่านฟ้าให้ยั่งยืน ซึ่งมีความสำคัญมากหากต้องการก้าวสู่ HUB การบินในอนาคต
ความคืบหน้าล่าสุด สำนักงานการบินพลเรือนแห่งสิงคโปร์ (Civil Aviation Authority of Singapore -CAAS) แถลงรายละเอียด Sustainable Air Hub Blueprintตั้งเป้าเป็นผู้นำอนุรักษ์ท้องฟ้า พร้อมเปิดการจัดเก็บภาษีการใช้เชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน (SAF-Sustainable Aviation Fuel) สำหรับเที่ยวบินขาออกทั้งหมดตั้งแต่ปี 2026 เป็นแนวทางสำหรับอนาคตที่การบินมีส่วนเชิงบวกต่อการแก้ปัญหาโลกรวน
จุดสำคัญของภาษีการใช้เชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน (SAF-Sustainable Aviation Fuel) ระบุว่าผู้เดินทางขาออกจากสิงคโปร์ทุกคนต้องเสียภาษี อัตราจัดเก็บแตกต่างกันขึ้นอยู่กับระยะทาง และชั้นโดยสารที่จองไว้ เช่น อาจเพิ่มอีก 18 ดอลลาร์สิงคโปร์ (500 บาท) สำหรับเที่ยวบินตรงชั้นประหยัดจากสิงคโปร์ไปยังลอนดอน
ส่วน Sustainable Air HubBlueprint CAAS จะเปิดตัว 12 โครงการริเริ่ม ใช้กับสนามบิน สายการบิน และการบริหารจัดการจราจรทางอากาศด้านต่างๆ รวมถึงส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน (SAF) ซึ่งได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญในการบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของอุตสาหกรรมการบิน
“การใช้ SAF เป็นแนวทางสำคัญในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน คาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซได้ประมาณ 65% เป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050” CAAS ระบุในแถลงการณ์
SAF เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพที่ใช้ขับเคลื่อนเครื่องบินมีคุณสมบัติคล้ายเชื้อเพลิงฟอสซิลเครื่องบินเจ็ทแบบดั้งเดิม แต่มีปริมาณปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เล็กน้อย เนื่องจากผลิตจากวัตถุดิบตั้งต้นที่ยั่งยืน
ปี 2022 การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอุตสาหกรรมการบิน มีสัดส่วน 2% เป็นอัตราที่เพิ่มขึ้นสูงมาก เมื่อเทียบกับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทางรถไฟ ถนน หรือการขนส่งอื่นๆ
ปัจจุบัน การใช้SAF มีสัดส่วนเพียง 0.2% ของการใช้เชื้อเพลิงเครื่องบินทั่วโลก เนื่องจากอุปทานที่มีจำกัดเมื่อเทียบกับความต้องการของทั้งอุตสาหกรรม แต่การผลิตเพิ่มเติมมีค่าใช้จ่ายสูง ต้นทุน SAF แพงกว่าเชื้อเพลิงเครื่องบินทั่วไป 3-5 เท่า
สิงคโปร์กําหนดเป้าหมายให้เครื่องบินขาออกทั้งหมดใช้ SAF ตั้งแต่ปี2026 ปัจจุบันเชื้อเพลิงเครื่องบินทั้งหมดที่ใช้ SAF อยู่ที่เพียง 1% มีแผนเพิ่มเป็น 3-5% ภายในปี 2030
สำหรับสายการบิน โครงการความคิดริเริ่มที่มีคือการต่ออายุฝูงบินใช้การวิเคราะห์ข้อมูลและโซลูชั่นดิจิทัลระบุเส้นทางที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดการใช้เชื้อเพลิงและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 10% ขณะเดียวกันก็ปรับปรุงประสิทธิภาพการดําเนินงานของฝ่ายจัดการจราจรทางอากาศ
สำหรับสนามบิน Sustainable Air Hub Blueprint ระบุโครงการความคิดริเริ่ม 4 เรื่อง เพื่อลดการปล่อยมลพิษและเพิ่มการใช้พลังงานสีเขียวประกอบด้วย
1. การปรับใช้พลังงานแสงอาทิตย์– CAAS และสนามบิน Changi กําลังติดตั้งแผงโซล่าร์เพิ่มเติมบนชั้นดาดฟ้าของอาคารสนามบิน
2. ยานพาหนะในสนามบินใช้พลังงานสะอาด – ยานพาหนะขนาดเล็กลอตใหม่ทั้งรถยนต์ไปจนถึงรถมินิบัสจะเป็นรถไฟฟ้าทั้งหมดตั้งแต่ปี 2025 และกองยานพาหนะในสนามบินทั้งหมดใช้พลังงานสะอาดภายในปี 2040
3. ประสิทธิภาพการใช้พลังงานของอาคาร – ด้วยครึ่งหนึ่งของการใช้ไฟฟ้าในอาคารสนามบินเกิดจากการใช้เครื่อง ปรับอากาศ สนามบินกําลังปรับปรุงระบบทําความเย็นในอาคารผู้โดยสารอย่างต่อเนื่อง รวมถึงใช้วัสดุสะท้อนความร้อน
4. การหมุนเวียนทรัพยากรผ่านการแปลงขยะเป็นพลังงาน–ทํางานร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ศึกษาความเป็นไปได้ของการสร้างโรงงานแปลงขยะเป็นพลังงานในสนามบินนานาชาติChangi
ที่มา 1.
www.caas.gov.sg/who-we-are/areas-of-responsibility/growing-singapore-as-a-global-air-hub/airport-development-planning 2. sustainabilitymag.com/net-zero/inside-singapores-ambitious-sustainable-aviation-blueprint