ธุรกิจกล้องดิจิทัลเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้งเพราะได้รับอิทธิพลจากการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่ส่งให้ความต้องการซื้อกล้องใหม่เพิ่มขึ้น และปัจจัยสำคัญอื่นๆ มากมาย เช่น เทรนด์ของครีเอเตอร์ที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่สมาร์ทโฟนอาจจะไม่สามารถตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างเพียงพอ รวมถึงงานอีเวนท์ กิจกรรมคอมมูนิตี้ต่างๆ ที่กลับมาคึกคัก ทำให้กลุ่มผู้ชื่นชอบการถ่ายภาพเพิ่มขึ้นอีก รวมถึงการพัฒนาเทคโนโลยีของกล้องที่ตอบโจทย์การใช้งานถ่ายภาพมากยิ่งขึ้น ปีนี้ Sony ในฐานะ เจ้าตลาดกล้องดิจิทัล ยังคงรักษาความสามารถทางการแข่งขันในตลาดไว้ได้อีกครั้ง และได้รับความไว้วางใจ ในฐานะของแบรนด์ที่ครองใจผู้บริโภคจากผลสำรวจ 2024 Thailand’s Most Admired Brand ในกลุ่มกล้องดิจิทัลไว้ได้อย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 9
คุณธเนศ จารุธรรมาวงศ์ ผู้จัดการแผนกการตลาดผลิตภัณฑ์ดิจิตอลอิมเมจจิง บริษัท โซนี่ ไทย จำกัด กล่าวถึงความสำเร็จของ Sony ในปีที่ผ่านมาว่า “ปัจจัยที่ทำให้ Sony ประสบความสำเร็จคือการมอบประสบการณ์ให้แก่ลูกค้า Customer Journey เป็นสิ่งที่เราให้ความสำคัญ เราไม่ได้ออกสินค้ามาเพียงแค่ขายแล้วจบ แต่เราต้องการเดินทาง และเติบโตไปพร้อมกับลูกค้า ด้วยการสร้างประสบการณ์ต่างๆ ผ่านการสื่อสาร และการจัดกิจกรรมการตลาดอย่างต่อเนื่องในรูปแบบที่หลากหลาย เพื่อให้เข้าถึงครอบคลุมทุกกลุ่มผู้ใช้งาน ตั้งแต่ผู้ชื่นชอบการถ่ายภาพ ช่างภาพมือสมัครเล่นไปจนถึงช่างภาพ และผู้ผลิตงานระดับมืออาชีพ โดยมุ่งเน้นให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ สนุกสนานไปกับการถ่ายภาพ มีคอมมูนิตี้ร่วมกัน พร้อมสร้างโอกาสในการเรียนรู้เพิ่มทักษะและเทคนิคในการใช้งาน เสริมสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานใหม่ๆ อย่างต่อเนื่องอีกด้วย”

เจาะลึกเข้าถึงทุกความต้องการ
การทำงานในปีที่ผ่านมา Sony พยายามสร้าง Brand Experience ผ่านช่องทางของ Sony Digital Workshop ด้วยกิจกรรม On Ground Activity ที่มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในรูปแบบที่หลากหลายมากกว่า 100 กิจกรรม ด้วยเล็งเห็นว่าการได้สัมผัส และการลองใช้งานจริงๆ จะทำให้เกิดประสบการณ์ และความเชื่อมั่น (Brand Confidence) ในตัวกล้องมากกว่า และยังทำให้เราเข้าใจในความต้องการและพฤติกรรมการใช้งานของลูกค้า (Customer Behavior) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน การสื่อสารยังคงมีความสำคัญไม่แพ้กัน เช่น การทำ AI Hybridgraphy Campaign ที่ชูเรื่องแอดวานซ์เทคโนโลยีที่สอดคล้องกับเทรนด์ที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภคอย่างกลุ่ม Creators ซึ่งในปีนี้เราได้ขยายไปยังกลุ่มที่เด็กลงด้วยการนำเทคโนโลยี AI เข้ามาเสริม ทำให้การใช้งานกล้องง่ายขึ้น เร็วขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งงานภาพนิ่งและวิดีโอ ลูกค้าจึงสามารถสร้างสรรค์งานตาม Inspiration ได้อย่างเต็มที่ ผ่านตัวช่วยของกล้องอย่าง AI ตัวใหม่ล่าสุดที่ฉลาดขึ้นไปอีกขั้น เช่น Next-Generation AF (Real-Time Auto Focus) ที่ขึ้นชื่อเรื่องความเร็ว และความแม่นยำของระบบโฟกัสอัตโนมัติที่สามารถตามจับวัตถุ เช่น รถไฟ เครื่องบิน ไปจนถึงแมลงตัวเล็กๆ ได้ และลูกเล่นอื่นๆ อีกมากมายที่เราได้ใส่เข้ามาในกล้อง Sony
ไลน์สินค้าครอบคลุมทุกการใช้งาน
สำหรับ Product Portfolio (Line Up) ของ Sony ต้องเรียกว่าเป็นจุดแข็งที่ทำให้เราค่อนข้างได้เปรียบมาก ครอบคลุมทุกการใช้งานในทุกโซลูชั่น ตั้งแต่กล้องคอมแพคในกลุ่ม ZV Series เช่นรุ่น ZV-1 II ที่มาพร้อมฟังก์ชั่นที่ครบเครื่องในเรื่องของการถ่าย Vlog ด้วยเลนส์ 18-50 Wide-Angle Zoom Lens, ไมโครโฟนในตัวแบบ 3 Capsule Mic ไปจนถึงกล้องเปลี่ยนเลนส์ได้ล่าสุดระดับเรือธงในรุ่น Alpha 9 III ที่ช่างภาพมือโปรรอคอย ด้วยความละเอียดระดับ 24.6 MP, 120 Fps AF/AE Tracking รวมทั้งมีระบบ Global Shutter ที่เอาใจแฟนสาย Sport / Bird นอกจากนี้ Sony ยังมีกล้องระดับมืออาชีพในกลุ่ม Cinema Line คือกล้อง Venice 2 และ BURANO รวมถึงเลนส์ที่มีให้เลือกตามการใช้งานมากถึง 73 รุ่น นำโดยตัวท็อปอย่าง G Master และยังมีอุปกรณ์เสริมมากมายที่เสริมให้เกิดโซลูชั่นที่สมบูรณ์แบบ เช่น Microphone, Memory Card, และ Flash เป็นต้น รวมถึงการอัพเกรดเฟิร์มแวร์ใหม่ๆ อย่างสม่ำเสมอเพื่อเพิ่มสมรรถนะ และคุณสมบัติของกล้องตอบรับการใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

"สิ่งที่ Sony ทำ คือการพยายามมองภาพของเทรนด์ตลาดล่วงหน้า พฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยนเร็วมาก แต่เทคโนโลยีนั้นหมุนเร็วยิ่งกว่า เราในฐานะผู้ผลิตต้องเร็วกว่า และพร้อมที่จะเป็นผู้นำเทรนด์ (Trendsetter) เพราะเรามั่นใจว่าเทคโนโลยีของกล้องสามารถนำประสบการณ์ที่ดีและเป็นประโยชน์ต่อลูกค้าในที่สุด” ซึ่งจะเห็นตัวอย่างที่ชัดเจนจากกล้องรุ่น Alpha 7C II และ Alpha 7CR ที่เพิ่งเปิดตัวไปในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ทั้ง 2 รุ่น เป็นกล้องเปลี่ยนเลนส์ได้ที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์ของการใช้งานแบบ Hybrid รองรับเทรนด์การสร้างสรรค์คอนเทนต์ของ Content Creator รุ่นใหม่ ที่ต้องการถ่ายงานทั้งภาพนิ่ง และวิดีโอได้อย่างคล่องตัว กล้องต้องมีขนาดกะทัดรัด น้ำหนักเบา แต่มีฟังก์ชั่นการใช้งาน และเทคโนโลยีที่ครบครันไม่แพ้รุ่นพี่อย่าง Alpha 7 IV ที่ขึ้นหิ้งท็อปฮิตมาอย่างยาวนานก่อนหน้านี้ ทั้ง Alpha 7C II และ Alpha 7CR ยังมีระบบ AI ที่พัฒนาขึ้นใหม่ล่าสุด พร้อมเซ็นเซอร์ภาพ Exmor R CMOS 33.0MP, 4K60P กับลูกเล่นที่โดดเด่นมากมายอย่าง Auto Framing, 5 Axis Stabilizer (7 Stops) ที่เข้ามายกระดับความสนุก เพิ่มความง่ายในการถ่ายภาพ และถ่ายวิดีโอขึ้นไปอีกระดับ หากยังคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพ โดยเฉพาะเมื่อประกบคู่กับเลนส์ระดับพรีเมียมอย่าง G Master ควบคู่ไปกับการเดินหน้าสื่อสารสร้างความเข้าใจ เพิ่มความต้องการในตลาดด้วยแคมเปญ AI Hybridgraphy Campaign ที่ Sony ได้ต่อยอดเพิ่มเติมให้มีความเข้มข้นขึ้นจากในปีที่แล้ว เพื่อให้ผู้ใช้ได้เข้าใจถึงประโยชน์ในการใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ยกระดับสู่ Cinema Line
จากความสำเร็จในการแนะนำกล้องในกลุ่ม Creative Pro ในไลน์ FX Series (รุ่น FX6, FX3, และ FX30) ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดียิ่งในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ด้วยคุณสมบัติที่พัฒนาขึ้นสำหรับนักสร้างภาพยนตร์ ไปจนถึงผู้ที่ศึกษาด้านการถ่ายทำภาพยนตร์โดยเฉพาะ รวมถึง Content Creator ที่ต้องการคุณภาพงานระดับมืออาชีพ โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ใช้งานสะดวก หมดกังวลเรื่องการเชื่อมต่ออุปกรณ์ที่ซับซ้อน เป็นต้น ดังนั้น ในปีนี้ โซนี่ ไทยพร้อมเดินหน้าต่อยอดความสำเร็จ โดยจะขยายธุรกิจเข้าสู่ตลาดกล้องระดับมืออาชีพอย่างเต็มตัว โดยจะเสริมทัพด้วยกล้องในกลุ่ม Cinema Line เพื่อเจาะเข้าสู่อุตสาหกรรมโปรดักชั่นผลิตคอนเทนต์ขนาดใหญ่ที่ต้องใช้กล้องใหญ่ระดับมืออาชีพ โดยเล็งเห็นถึงเทรนด์การเติบโตที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงโควิดเป็นต้นมา ทั้งนี้ ประเทศไทย จัดว่ามีความพร้อมและได้เปรียบในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสถานที่ ความยืดหยุ่น บุคลากรที่มีทักษะ และอุปกรณ์ที่ครบครัน จึงทำให้มีงานโปรดักชั่นเพิ่มขึ้นมาก ทั้งในระดับประเทศและต่างชาติ งานโปรดักชั่นมีความหลากหลาย ทั้งในรูปแบภาพยนตร์ ละคร และโฆษณา เป็นต้น สำหรับกล้องที่เป็นไฮไลท์สำคัญในกลุ่ม Cinema Line ได้แก่กล้อง BURANO ซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปในช่วงปลายปีที่ผ่านมา เป็นรุ่นที่ต่อยอดมาจากรุ่นพี่อย่าง Venice 2 ที่ได้รับการยอมรับ และสร้างชื่อเสียงมากมายในต่างประเทศ ได้รับความไว้วางใจในการผลิตภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ระดับ Hollywood มากมาย ขึ้นชื่อในเรื่องของคุณภาพสีสันที่สวยงาม โดยเฉพาะเทคโนโลยี S-Cinetone ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว กล้อง BURANO มาพร้อมกับเทคโนโลยีล่าสุด ให้ฟีเจอร์ที่ครบเครื่อง อาทิ Full Frame 8.6K Sensor, Internal Stabilization, 16-Bit X-OCN LT, Variable ND Filter, Fast Hybrid AF, และ Dynamic Range 16 stop เป็นต้น Sony มั่นใจว่านี่จะเป็นอีกกล้องอีกหนึ่งรุ่นที่จะสร้างความแตกต่าง และความคึกคักให้แก่ตากล้องระดับมืออาชีพในปีนี้

พลิกความท้าทายเป็นโอกาส
วันนี้สมรภูมิการแข่งขันได้ทวีความเข้มข้นรุนแรงมากขึ้น หลังจากสถานการณ์โควิดเริ่มคลี่คลาย ผู้คนเริ่มออกเดินทางท่องเที่ยวกันอย่างคึกคักจึงเป็นความท้าทายของทุกแบรนด์ที่ต้องงัดกลยุทธ์การตลาดออกมาเพื่อดึงดูดกำลังซื้อกันอย่างเต็มที่ แต่ภายใต้ความท้าทายนั้นหลายแบรนด์ได้เล็งเห็นถึงโอกาสที่พร้อมให้เข้ามาฉกฉวย รวมถึง Sony เช่นกัน
“เป้าหมายหลักของเราคือการสร้างดีมานด์ หรือความต้องการตลาดให้ผู้บริโภคได้ใช้กล้องมากขึ้น ยิ่งมีการแข่งขันในตลาดสูงขึ้นเท่าไร จึงเหมือนเป็นการส่งสัญญาณบวกแสดงให้เห็นว่าความต้องการของกล้องในตลาดยังคงมีเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันก็ยังเป็นการช่วยกระตุ้นความต้องการของลูกค้า และเร่งขยายอุตสาหกรรมกล้องให้เติบโตมากขึ้นด้วย“

เมื่อการแข่งขันส่งผลดีต่อภาพรวมของตลาด หากแต่ความท้าทายของ Sony ในปีนี้ คุณธเนศมองว่า “พฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างหลากหลาย และรวดเร็ว คือโจทย์ที่ท้าทายให้เราต้องวางแผนออกแบบกลยุทธ์ในการสื่อสารการตลาด แคมเปญการตลาดให้ตรงกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่มผ่านช่องทางต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ มีความฉับไว พร้อมนำเสนอเทรนด์ใหม่ๆ ให้แก่ผู้บริโภค รวมถึงการสร้างประสบการณ์ให้แก่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายอย่างตรงวัตถุประสงค์ และได้ผลลัพธ์อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด รวมถึงการให้บริการจุด Touchpoint ที่ช่วยสร้างโอกาสให้ลูกค้าสามารถมีประสบการณ์กับ Sony เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ลูกค้ามีความเข้าใจ และได้รับสินค้าที่ตอบโจทย์ตรงกับความต้องการมากที่สุด เนื่องจาก Sony มีสินค้าที่ครอบคลุมการใช้งาน และกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายมาก”