ในปี 2566 ที่ผ่านมา ถือเป็นการครบรอบ 20 ปีของ SC Asset มีรายได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 27,945 ล้านบาท นับเป็น New High Record ติดต่อกันเป็นปีที่ 4 ความสำเร็จนี้สะท้อนให้เห็นถึงการยอมรับของลูกค้าที่มีต่อแบรนดได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในกลุ่มบ้านเดี่ยวที่ SC Asset มีความโดดเด่นในตลาด ในฐานะแบรนด์ที่ลูกค้าชื่นชอบมากที่สุด การันตีด้วยรางวัล 2024 Thailand’s Most Admired Brand
คุณโฉมชฎา กุลดิลก Head of Corporate Brand and Communications บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงเหตุผลหลักๆ ที่ทำให้ SC Asset เข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภคมาจากสินค้า และการสื่อสารการสร้างแบรนด์ ทั้งนี้ในด้านสินค้านั้น SC Asset ออกแบบบ้านโดยมีลูกค้าเป็นจุดตั้งต้น (customer-centric) เริ่มจากการสำรวจพฤติกรรมรูปแบบการใช้ชีวิต ทำโฟกัสกรุ๊ป และติดตามเทรนด์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง จนนำมาซึ่งที่อยู่อาศัยที่ตอบโจทย์ความต้องการในทุกกลุ่มลูกค้าอย่างแท้จริง


ที่บอกว่าทุกกลุ่มก็เพราะ SC Asset มีบ้านสำหรับครอบครัวที่อยู่กันแบบ Intergeneration คือการอยู่ร่วมกันในพื้นที่เดียวกันของทุกเจนเนอเรชั่น หรือ Homes for All โดยมีแบรนด์แกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด (Grand Bangkok Boulevard) และบางกอก บูเลอวาร์ด (Bangkok Boulevard) เป็นโครงการ Flagship ในขณะเดียวกันก็พัฒนาโครงการบ้านที่มีความเป็น Personalized เพื่อตอบสนองพฤติกรรมเฉพาะกลุ่มมากขึ้นภายใต้แนวคิด “One size doesn’t fit all” เริ่มจากบ้านคนโสด ที่เปิดตัวเมื่อ 4 ปีก่อน และบ้านเกมเมอร์ ในปีที่ผ่านมา ด้วยเหตุนี้เองทำให้ SC Asset มีที่อยู่อาศัยให้ลูกค้าเลือกครอบคลุมรูปแบบการใช้ชีวิตสำหรับคนทุกกลุ่ม
คุณโฉมชฎา กล่าวว่า การใช้ลูกค้าเป็นจุดศูนย์กลางในการพัฒนาสินค้าจนได้สินค้าที่โดนใจ ตลอดจนบริการหลังการขายที่ดูแลลูกค้าด้วยความจริงใจไม่ทอดทิ้ง นับจากวันแรกที่เข้ามาเป็นครอบครัว SC Asset ส่งผลให้กลายเป็นแบรนด์ที่มีคะแนนความ พึงพอใจสูงสุด 94% และมี Net Promotor Score สูงสุด 65% จากผลสำรวจ TERRA Consulting & Research นับเป็นการสร้างประสบการณ์ที่ลูกค้ามีต่อแบรนด์โดยตรง จนเกิดความคุ้นเคยกับแบรนด์กลายเป็นความง่ายในการนำไปสื่อสารต่อในแง่ที่ว่า SC Asset เป็นแบรนด์ที่เข้าใจลูกค้าอย่างแท้จริง
“แนวคิด Customer-centric ถูกนำมาเชื่อมโยงกับการสื่อสารการสร้างแบรนด์ เพราะเมื่อเราส่งมอบสินค้า และดูแลให้บริการหลังการขายอย่างต่อเนื่องไม่ทอดทิ้งกัน มีอะไรเราพร้อมแก้ปัญหาให้ตลอด สิ่งนี้ทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่าแบรนด์ใกล้ชิดกับเขาและมีความจริงใจ ซึ่งเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วว่า เวลาใครสักคนจะเปิดใจยอมรับแบรนด์สักแบรนด์ ถ้ามาแบบจริงใจ ฉันมิตร คนย่อมโอบรับแบรนด์นั้นมากกว่า ดังนั้นส่วนหนึ่งที่ผู้คนชอบแบรนด์เรา และรู้สึกว่าเป็นแบรนด์สำหรับเขาส่วนสำคัญมาจากความจริงใจในการสื่อสารด้วย”

โดยปีที่แล้วเป็นปีที่ SC Asset เดินทางมาครบ 20 ปี และเนื่องในโอกาสสำคัญนี้เองจึงได้สร้างสรรค์แคมเปญภายใต้แนวคิด “Thriving Together” ดูแลมาตลอด 20 ปี เติบโตข้างกันตลอดไป เพื่อเป็นคำมั่นสัญญาว่าจะเติบโตเคียงข้างลูกค้า พันธมิตร และสังคมได้อย่างยั่งยืนถ่ายทอดผ่านภาพยนตร์แอนิเมชั่นซึ่งนับเป็นแอนิเมชั่นเรื่องแรกในวงการอสังหาริมทรัพย์ของประเทศไทย
นอกจากนี้ ยังได้จัดงานอีเวนท์ยิ่งใหญ่ 20 Years of Good Mornings ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ SC Asset ชวนทุกคนมาลองสัมผัสประสบการณ์การเป็นลูกบ้านของ SC Asset ที่ใจกลางกรุงเทพฯ ลาน Parc Paragon ผ่านการทดลองใช้ SC Morning Coin และการชมนิทรรศการที่จัดแสดงเรื่องราวของแบรนด์ตลอดระยะเวลา 20 ปี
“เราเลือกที่จะจัดงาน 20 Years of Good Mornings ใจกลางเมือง เพื่อให้ทุกคนเดินทางเข้ามางานได้สะดวก ซึ่งก็มีคนเข้ามางานเราเยอะมากตามที่คาดไว้ แต่สิ่งที่เกินความคาดหมาย คือมีลูกบ้านกว่า 400 คนที่ลงทะเบียนเข้าร่วมงาน เป็นข้อพิสูจน์อย่างหนึ่งว่า การสร้างแบรนด์ต่างๆ ที่เราทำมามันสื่อไปถึงเขา จนทำให้เขาอยากมาเจอเราในแบบ Real Life Experience”
จากการเรียนรู้อีเวนท์ในปีที่แล้ว ปีนี้ SC Asset มีแผนต่อยอด Real Life Experience ในลักษณะดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น เจาะกลุ่มลูกบ้าน SC Asset และคนทั่วไป โดยใช้ Morning Coin ซึ่งเป็น Utility Token เป็นสื่อกลางให้ผู้ร่วมงานเข้ามาเอนเกจกับแบรนด์ โดยสามารถนำมาแลกสิทธิประโยชน์ที่ถูกคัดสรรมาโดยเฉพาะ (Curated Experiences) เช่น ตัดผมกับร้านชื่อดังที่จองคิวยากมาให้กับลูกบ้านและคนทั่วไปที่มางานได้สัมผัสกับสิทธิ์นี้ได้ด้วย ตามด้วยแคมเปญเจาะกลุ่มลูกค้าคอนโดในเมืองย่านทองหล่อ-เอกมัยในช่วงปลายปี
อย่างไรก็ดี ต้องยอมรับว่ากว่าสินค้า บริการ และแคมเปญการสื่อสารจะเข้ามาอยู่ในใจลูกค้าได้ แน่นอนว่าต้องเริ่มมาจากความพร้อมของคนในองค์กร ซึ่งที่นี่มีการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรรองรับกับความเปลี่ยนแปลงมาตั้งแต่ปี 2018 ภายใต้ Core Value “4Cs” อันได้แก่ Care, Courage, Collaboration และ Continuous Improvement
“การปรับวัฒนธรรมองค์กรมีผลต่อการทำงานแน่นอน ซึ่งความจริงเรื่องนี้มันส่งผลเป็นวงกลม เริ่มจากโลกเปลี่ยน เทคโนโลยีเข้ามา มันมีการชิฟต์ของธุรกิจ อสังหาจำเป็นต้องปรับตัว ปรับโครงสร้างการทำงานภายในองค์กร เมื่อมีแผนกใหม่ๆ เข้ามามีคนกลุ่มใหม่ที่มีความแตกต่างกันเข้ามาอีกรอบ ส่งผลต่อการทำงานอีกรอบเป็นวงกลม แบบนี้องค์กรก็ต้องปรับวัฒนธรรม ใครที่ไม่ฟิตกับวัฒนธรรมใหม่ก็ย่อมเกิดการเปลี่ยนผ่าน จนกว่าจะรีครูทได้คนที่เหมาะสมตามที่วัฒนธรรมองค์กรใหม่ออกแบบเอาไว้ องค์กรก็จะหมุนกันต่อไป”
ทั้งนี้ Core Value “4Cs” ถูกนำมาปรับใช้ในการทำงาน โดยนำ C-Collaboration ของการทำงานข้ามแผนกระหว่างฝ่ายมาร์เก็ตติ้งกับฝ่ายบุคคลมาทำงานร่วมกันเพื่อสร้างความสุขให้กับพนักงานในองค์กรเพื่อกระตุ้นให้เกิด Continuous Improvement ส่งต่อมายังลูกบ้าน
“การสร้างความสุขให้กับพนักงานจริงๆ เป็นหน้าที่ฝ่ายบุคคล เพราะ KPI ของเขาคือเรื่องนี้ แต่ในฐานะที่แบรนด์มีความใกล้ชิดกับพฤติกรรมผู้คน เทรนด์ความต้องการต่างๆ และถนัดด้านการสื่อสาร จึงเป็นเหตุผลที่หลายปีมานี้ ทีมแบรนด์จึงมีโปรเจ็กต์ร่วมทำงานกับฝ่ายบุคคล กลายเป็นส่วนผสม Employer Branding ที่ลงตัว”
นับจากการเปลี่ยนถ่ายองค์กรจากวัฒนธรรมองค์กรใหม่ที่เกิดในช่วงปี 2018 คุณโฉมชฎา กล่าวว่า ปัจจุบันทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง วันนี้แต่ละฟันเฟืองจึงกำลังอยู่ในโหมดหมุนไปข้างหน้าอย่างเต็มที่เข้าสู่ทศวรรษที่ 3 ของ SC Asset ซึ่งกำหนดแนวทางธุรกิจไว้ว่าจะเป็นปีแห่ง Evolution วิวัฒนาการการปรับตัวให้เข้ากับบริบทสังคมและสถานการณ์ และเตรียมพร้อมรับมือกับบริบทที่ผันผวน พร้อมเติบโตควบคู่ไปกับทุก Stakeholder
“SC Asset เปรียบเสมือนต้นกล้าในช่วงทศวรรษแรก และกลายเป็นต้นไม้ใหญ่ในทศวรรษที่ 2 ด้วยวิสัยทัศน์ของ CEO ที่กำหนดแนวทาง SC the Evolution นับจากนี้ต่อไปจะทำให้ SC Asset เป็นต้นไม้ใหญ่ที่แตกกิ่งก้านสาขา ปกป้องให้ร่มเงากับธุรกิจอื่นๆ ได้ สร้างคุณค่าให้กับลูกบ้าน คู่ค้า สังคม และสิ่งแวดล้อม เมื่อประกอบกับวัฒนธรรมองค์กรใหม่ ทำให้ตอนนี้ทุกคนรู้สึกสนุกตื่นเต้นเปิดใจ พร้อมที่จะทำอะไรใหม่ๆ และลุยไปข้างหน้าด้วยกัน”
เชื่อได้เลยว่า ทศวรรษที่ 3 ของ SC Asset จะเต็มไปด้วยปรากฏการณ์ใหม่ๆ ที่ออกมานำเสนอให้กับวงการอสังหาฯ อย่างแน่นอน