ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของตลาดอุปโภค-บริโภค สินค้าน้ำมันพืชได้กลับมาเติบโตขึ้น 5% ในด้านปริมาณการขาย ขณะเดียวกันความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวในรอบปีที่ผ่านมาทั้งจากผู้จำหน่ายและผู้บริโภคนับว่าเป็นความท้าทายที่บริษัทต้องเข้าใจและปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ตลาดที่มีการแข่งขันสูงทั้งในเชิงปริมาณและราคาขาย สะท้อนให้เห็นว่าเป็นเรื่องไม่ง่ายเลยที่แบรนด์สินค้าโภคภัณฑ์ที่มีความแตกต่างกันไม่มากอย่างน้ำมันพืชจะสร้างความแตกต่างโดดเด่นจนเข้าไปอยู่ในใจผู้บริโภคได้ ไหนจะต้องเผชิญกับการแข่งขันที่มากขึ้น หนำซ้ำมีความท้าทายจากปัจจัยภายนอกที่ยากต่อการควบคุมทั้งเงินเฟ้อ อุณหภูมิอากาศผันผวน อุปสรรคในการขนส่ง ล้วนเป็นความท้าทายที่แบรนด์ต้องเผชิญด้วยกันทั้งสิ้น
ขณะเดียวกัน สำหรับน้ำมันพืชตรา องุ่น ที่ดำเนินธุรกิจมากว่า 3 ทศวรรษ มีวัฒนธรรมองค์กรฝังรากลึกส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น จนกลายเป็นวิถีชีวิตในการทำงาน อย่างการใส่ใจในทุกมิติ เพื่อมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า ภายใต้การดำเนินงานที่ใส่ใจในทุกขั้นตอนตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน สามารถฝ่าฟันจนเป็นแบรนด์น้ำมันถั่วเหลืองที่มียอดขายสูงสุดในประเทศไทย และครองส่วนแบ่งการตลาดไปเกือบ 60% สะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการดำเนินธุรกิจอันมีลูกค้าเป็นหัวใจสำคัญ ผลักดันให้องุ่นได้รับการโหวตจากผู้บริโภคมาเป็นอันดับ 1 ในกลุ่มน้ำมันพืชจากการจัดอันดับของ 2024 Thailand’s Most Admired Brand ไว้ได้สำเร็จ
คุณสุชัย วิเศษลีลา กรรมการผู้จัดการ บริษัท น้ำมันพืชไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงปัจจัยในความสำเร็จครั้งนี้คือการใส่ใจในทุกมิติเพื่อมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า เพราะลูกค้าคือหัวใจสำคัญของธุรกิจ จึงมุ่งมั่นสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับลูกค้า มีเข็มทิศชี้นำแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นรากฐานคอยหล่อหลอมพฤติกรรม และสร้างความมั่นใจว่าทุกคนในองค์กรกำลังมุ่งหน้าไปยังเป้าหมายเดียวกัน

“เรามุ่งมั่นพัฒนาสินค้าและบริการที่มีคุณภาพ เริ่มตั้งแต่การคัดสรรเมล็ดถั่วเหลืองมาเป็นอย่างดี ผ่านกระบวนการกลั่นกรองด้วยเทคโนโลยีนาโนที่ทันสมัย ควบคู่การใช้เทคโนโลยีการบรรจุระบบอัตโนมัติสะอาด ปลอดภัย และควบคุมคุณภาพในห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐานสากลอย่างเข้มงวด พร้อมทั้งยังใส่ใจในเรื่องสุขภาพของผู้บริโภค จึงส่งมอบน้ำมันถั่วเหลืองที่ไม่เป็นไข ใสสะอาด ปราศจากคอเลสเตอรอลและไขมันทรานส์ 0 กรัม อุดมไปด้วยโอเมก้า 3, 6, 9 และ วิตามิน E ซึ่งเป็นสารอาหารที่ดีต่อร่างกาย เหมาะกับผู้บริโภคทุกเพศทุกวัยและเหมาะกับการประกอบอาหารทุกประเภท สามารถรังสรรค์เมนูได้หลากหลาย อร่อย และมีประโยชน์ จากความเชื่อที่ว่าลูกค้าของเราควรได้รับสิ่งที่ดีที่สุด”
จากการเข้าใจดีว่าหัวใจสำคัญของธุรกิจคือ “ลูกค้า” (Customer Centric) องุ่นจึงให้ความสำคัญกับการเข้าใจและเข้าถึงผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง ผ่านการวิเคราะห์แนวโน้มตลาด พฤติกรรมการซื้อ และความต้องการของผู้บริโภค โดยดึงการวิจัยตลาด กลุ่มตัวอย่าง และเครื่องมือดิจิทัลต่างๆ เข้ามาใช้เพื่อทำความเข้าใจความต้องการที่หลากหลายและต่อยอดพัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ต่อไป
การสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง สามารถทำได้โดยการเข้าใจและปรับตัวเข้าถึงผู้บริโภคอย่างการเข้าถึงลูกค้า Tailor-made ในแต่ละภูมิภาค เนื่องด้วยบ่อยครั้งผู้บริโภคจะมีความชอบและมุมมองที่แตกต่างกัน แบรนด์จึงไม่หยุดนิ่งในการทำความเข้าใจเพื่อให้ตอบโจทย์ลูกค้าอย่างทั่วถึง สร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งโดยอาศัยความไวและการทำงานเป็นทีมในการแก้ไขปัญหาและตอบสนองความต้องการของลูกค้า พร้อมทั้งส่งมอบบริการที่มีความยืดหยุ่นกับกลุ่มลูกค้า B2B และ B2C อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพอยู่สม่ำเสมอ คุณสุชัยกล่าวถึงแนวทางการสร้างความแตกต่างท่ามกลางการแข่งขันในตลาด
ไม่เพียงเท่านั้น จากพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปส่งผลมายังการทำการสื่อสารการตลาดของแบรนด์ด้วยเนื่องจากการแข่งขันในตลาดที่สูงขึ้นและอุปสรรคที่เข้ามา โดยเฉพาะการจับจ่ายของผู้บริโภคที่ใช้สอยเฉพาะสิ่งที่จำเป็นต่อ Basket เท่านั้น และยังเปลี่ยนช่องทางการซื้อมาทางออนไลน์มากขึ้น อีกทั้งมีช่องทางในการบริการค่อนข้างหลากหลาย และแข่งขันสูงทั้งทางด้านราคาและบริการ

คุณสุชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า จากแนวทางข้างต้นสะท้อนให้เห็นว่าองุ่นไม่ได้เป็นเพียงน้ำมันพืชที่ดีที่สุด ขณะเดียวกันแบรนด์มีความต้องการให้ผู้บริโภคได้รับสินค้าที่มีคุณภาพในทุกด้าน ภายใต้การดำเนินงานที่ให้ความสำคัญในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็นในด้านของคุณภาพสินค้าดีอย่างสม่ำเสมอ ใส่ใจลูกค้าทั้งด้านสุขภาพและความคุ้มค่าที่ได้รับ อีกทั้งใส่ใจสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืนไปด้วยกัน จะสังเกตเห็นว่า "การใส่ใจ” ในทุกขั้นตอนที่แบรนด์ส่งมอบให้แก่ผู้บริโภค เป็นจุดเริ่มต้นของทุกความสำเร็จที่มอบให้ผู้บริโภค นำมาซึ่งแคมเปญในปีนี้ ภายใต้ Key message “ดีที่สุดคือใส่ใจ”
“เรามีความตั้งใจในการปรับตัวสื่อสารเข้าหาคนรุ่นใหม่อย่างตรงจุดผ่านสื่อออนไลน์ อาทิ การร่วมมือกับ KOL รุ่นใหม่ ควบคู่การเน้นทำคอนเทนต์ในลักษณะ Short form Video เนื่องจากเล็งเห็นว่าเป็นสิ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เพื่อให้สามารถรักษาจุดสัมผัสแบรนด์ (Touchpoint) ในใจคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z ไว้ได้”

ถึงอย่างนั้น ก็ยังคงดำเนินงานควบคู่ไปกับการรักษากลุ่มลูกค้าเดิมที่มี Brand Loyalty โดยการสร้าง Brand Remind ผ่านสื่อ OOH (Out of Home) ซึ่งในปีนี้มีแผนเข้าถึงผู้บริโภคตามสถานีรถไฟฟ้าและบนท้องถนนผ่านป้ายโฆษณาต่างๆ เพื่อรักษาปริมาณการมองเห็นของฐานลูกค้าเดิม และเข้าถึงฐานผู้บริโภคใหม่ทุกกลุ่มวัย ตลอดจนจะมีการทำ Brand Collaboration ที่มุ่งเน้นไปในลักษณะของการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย เช่น Event, Roadshow รวมไปถึงกิจกรรม CSR และกิจกรรมออนไลน์ต่างๆ ที่จะสร้างความแปลกใหม่ในการนำเสนอการรับรู้แบรนด์ไปยังผู้บริโภค
“เราเดินหน้าสื่อสารกับผู้บริโภคผ่านช่องทางที่หลากหลายทั้งออฟไลน์และออนไลน์ เน้นสร้างประสบการณ์ที่ดี เพื่อสร้างความสัมพันธ์ และความใกล้ชิดกับผู้บริโภค ผ่านแคมเปญการตลาดที่สนุกสนาน ดึงดูดใจ และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ”
ทั้งนี้ การทำความเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง มุ่งเน้นการพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่อง ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ที่ผู้คนตระหนักถึงปัญหา สิ่งแวดล้อม และผลกระทบของการใช้พลาสติก นำมาซึ่งการดำเนินงานของน้ำมันพืชองุ่นในมิติของสิ่งแวดล้อม ภายใต้การดำเนินงานที่นำนวัตกรรมมาพัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ผ่านแคมเปญ “องุ่นห่วงใย ใส่ใจโลก” ตั้งแต่กระบวนการผลิตขวดให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ลดปริมาณการใช้เม็ดพลาสติกลง แต่ยังคงไว้ซึ่งความ แข็งแรง ใช้งานสะดวกได้ดังเดิมและสนับสนุนโลกยั่งยืนโดยการนำกล่องรีไซเคิลมาใช้เป็นบรรจุภัณฑ์สินค้าอีกด้วย
นอกจากนี้ ทางแบรนด์ยังได้ส่งเสริมและกระตุ้นให้พนักงานตระหนักถึงนโยบายสิ่งแวดล้อม ตั้งเป้าหมายร่วมกันมุ่งพัฒนาสู่การเป็นองค์กรปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ จัดทำ Carbon Footprint ระดับองค์กรและระดับผลิตภัณฑ์ มีเป้าหมายการดำเนินงานเพื่อบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2045 และมุ่งสู่การเป็นองค์กรปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ภายในปี ค.ศ. 2060 สะท้อนความเป็นแบรนด์ที่ใส่ใจผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน
“สุดท้ายนี้ ในปี 2567 องุ่นจะยังคงมุ่งมั่นพัฒนาสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่องให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภค ภายใต้การดำเนินที่ยึดในคุณภาพ ใส่ใจในทุกมิติ เพื่อส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า และเติบโตไปพร้อมกับสังคมไทยอย่างยั่งยืน” คุณสุชัย กล่าวทิ้งท้าย