สิ่งเอนเตอร์เทนในชีวิตมนุษย์ถูกคิดค้นเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพื่อบรรเทาความเครียดในชีวิตประจำวันที่ทุกคนต้องพบเจอ ขณะเดียวกันถึงแม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายในช่วงหลายปีให้หลัง แต่ทว่า “เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์” ก็ยังคงสามารถครองใจและ ได้รับความน่าเชื่อถือจากผู้บริโภคมาตลอดจวบจนปัจจุบัน สังเกตได้จากผลสำรวจ 2024 Thailand’s Most Admired Brand ที่เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ครองตำแหน่งอันดับ 1 ในกลุ่มโรงภาพยนตร์ หมวดเอนเตอร์เทนเม้นต์ไว้ได้สำเร็จอีกครั้ง
คุณนรุตม์ เจียรสนอง รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด บริษัท เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ กรุ้ป จำกัด (มหาชน) เผยถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังจากพ้นวิกฤตครั้งใหญ่ โดยการทำวิจัยเก็บข้อมูลจากผู้บริโภคจนพบว่า ผู้บริโภคมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ต้องการความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นเมื่อมาที่โรงภาพยนตร์ เห็นดังนั้นจึงเดินหน้าสานต่อการดำเนินงานที่ยึดความต้องการของลูกค้าเป็นสำคัญ หรือ Customer Centric พัฒนาทุกๆ Touchpoint ที่เกี่ยวข้องกับการมาชมภาพยนตร์ที่โรงหนัง ให้ลูกค้ารู้สึกมีความสุขและได้รับความสะดวกสบายมากที่สุดในทุกๆ ครั้งที่มาโรงภาพยนตร์ของเมเจอร์ฯ
“เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ ดำเนินการอำนวยความสะดวกและสร้างความสบายให้กับผู้บริโภคมาตลอด และจะยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องใน 2 ส่วนหลัก ได้แก่ 1) Cashless ซึ่งปัจจุบันเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ เป็นสังคมไร้เงินสด 100% ไม่จำเป็นต้องใช้เงินสดแล้ว ลูกค้าสามารถชำระผ่านตู้อัตโนมัติได้ด้วยบัตรเครดิต เดบิต ทรูมันนี่ พร้อมเพย์ รวมไปถึงช่องทางการชำระเงินอื่นๆ และ 2) Mobile First คือการใช้งาน Major Cineplex Application เพื่อเช็กรอบหรือซื้อตั๋วชมภาพยนตร์ ตั้งแต่ก่อนจะมาที่โรงภาพยนตร์ จากปีที่ผ่านมาลูกค้าซื้อตั๋วทางออนไลน์อยู่ที่ 35% ซึ่งถือว่าโตขึ้นมาก ส่วนปีนี้เราคาดหวังว่าลูกค้าจะใช้บริการผ่านออนไลน์มากขึ้นแตะ 70-100% ภายในสิ้นปี ถือเป็นเป้าหมายเล็กๆ ที่เราต้องการให้ลูกค้าหันมาใช้บริการ Mobile First มากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้งาน Application หรือ MAU เฉลี่ย 3 ล้านต่อเดือน และติด Top 20 แอปพลิเคชันไทยที่มียอดดาวน์โหลดสูงสุด”
ทั้งนี้ยังเดินหน้าพัฒนาเอ็ม คูปอง (M-Coupons) คูปองส่วนลดพิเศษบน Major Cineplex Application ที่ได้รับเสียงตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี มียอดการใช้งานปัจจุบันต่อเดือนสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 100,000 คูปอง และตั้งเป้าว่าภายในสิ้นปีนี้จะมียอดเป็น 500,000 คูปอง/เดือน โดยจากหลักการของฟังก์ชั่นที่จะคอยเสนอสิ่งต่างๆ ให้กับลูกค้า ทางเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ มุ่งมั่นพัฒนาให้ M-Coupons เสนอแต่สิ่งที่ตอบโจทย์และตรงใจผู้ใช้แต่ละคนมากยิ่งขึ้น
“เมื่อลูกค้าได้รับ M-Coupons จะต้องเป็นคูปองที่โดนใจและใช้งานได้จริง จะไม่เสนออะไรที่ไม่ถูกใจไปรบกวนผู้ใช้งาน ซึ่งคูปองจะผ่านการวิเคราะห์พฤติกรรมการบริโภคของลูกค้ามาแล้วก่อน Offer สิ่งต่างๆ ไปตาม Segmentation ฉะนั้นในอนาคตอันใกล้นี้ลูกค้าแต่ละคนจะมี M-Coupons ที่ไม่เหมือนกัน เพราะทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของลูกค้าแต่ละคนแบบเฉพาะเจาะจง”

ไม่เพียงเท่านั้น คุณนรุตม์ ยังเผยถึงการที่เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์จะต่อยอดทำ Smart Ticket ผ่านการใช้งานบน Application ในรูปแบบตั๋วหนังออนไลน์ QR Code แก่ลูกค้าทันทีหลังจ่ายเงินเสร็จเรียบร้อย ให้ผู้ใช้งานสามารถนำไปสแกนผ่านประตูทางเข้าได้เลย เพื่อเข้าชมภาพยนตร์ได้เลย อีกทั้งคาดว่าจะมีบริการให้ลูกค้าสามารถสั่งป๊อปคอร์นผ่าน Application แล้วให้พนักงานไปเสิร์ฟ ณ ที่นั่งในโรงภาพยนตร์ ซึ่งทั้งหมดนี้ถือเป็นแนวทางที่เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ มุ่งอำนวยความสะดวกให้ผู้ใช้งาน ลดขั้นตอน และประหยัดเวลามากขึ้นทุกครั้งที่มาเสพความบันเทิงที่โรงภาพยนตร์
เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ยังมุ่งสร้างช่องทางในการเชื่อมต่อระหว่างโรงภาพยนตร์กับผู้บริโภค กระตุ้นให้ผู้คนอยากมารับชมภาพยนตร์ที่โรงมากขึ้น โดยอาศัยการทำกิจกรรมการตลาดแบบ 360 องศากับภาพยนตร์ หรือ Movie Marketing มาเป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดผู้บริโภคให้มาใช้บริการที่โรงภาพยนตร์


ส่งผลให้ในปีที่ผ่านมา การกลับมาใช้งานโรงภาพยนตร์ในประเทศไทยมีตัวเลขรายได้รวมเป็นที่น่าพึงพอใจสูงเกือบเท่าปี 2019 ยิ่งไปกว่านั้นจากการกลับมาใช้งานโรงภาพยนตร์ที่มากขึ้นเป็นส่วนสำคัญในการดันตัวเลข Market Share ภาพยนตร์ไทยให้มากกว่า 50% ซึ่งถือว่าเป็นปีที่มีรายได้เมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์สูงสุดในประวัติศาสตร์จากก่อนหน้าที่อยู่ราว 20-35%
“ในอดีตปีที่ฉายพี่มากพระโขนงรายได้หนังไทยอยู่ที่ 35% เรียกได้ว่าเป็นปีที่หนังไทยได้รับความนิยมสูงมากแต่ก็ยังไม่เคยครองส่วนแบ่งตลาดเกินครึ่ง ล่าสุดในปีที่ผ่านมานับเป็นปีแรกที่รายได้หนังไทยสูงกว่า 50% สังเกตได้ว่าโมเมนตั้มของหนังไทยกำลังมา บวกกับความต้องการหนังไทยในต่างจังหวัดมีค่อนข้างสูง ตัวอย่างที่ชัดเจน คือภาพยนตร์เรื่องสัปเหร่อเมื่อปีที่แล้วทำรายได้ทั่วประเทศ 730 ล้านบาท ธี่หยด 500 ล้านบาท 4 Kings(2) 250 ล้านบาท กระทั่งล่าสุดภาพยนตร์เรื่อง “เหมรย” ที่เข้าฉายเมื่อต้นปีก็มีรายได้เกิน 50 ล้านบาทแล้ว”
จากผลตอบรับของผู้บริโภคต่อภาพยนตร์ไทยที่ท่วมท้น เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ จึงสบโอกาสดึงภาพยนตร์ไทยเข้ามาฉายมากขึ้น ควบคู่กับการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ อาทิ Workpoint, ช่อง 3 และช่อง 7 ผลิตภาพยนตร์ไทยเข้าฉายประมาณ 20 เรื่อง/ปี และยังมีแผนดึงภาพยนตร์ไทยเข้าฉายในระบบ IMAX จอยักษ์ เพื่อให้สามารถนำไปฉายบนระบบ IMAX ทั่วโลกได้ เรียกว่าเป็นการสร้างอีกช่องทางรายได้ให้กับภาพยนตร์ไทยอีกด้วย
ในแง่แผนการดำเนินงาน เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์มุ่งดำเนินการขยายสาขาไปสู่ต่างจังหวัดให้มากยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายจะขยาย โรงภาพยนตร์ให้ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัด ปัจจุบันมีอยู่แล้วใน 63 จังหวัด เหลืออีกเพียง 14 จังหวัด คาดว่าภายใน 1-2 ปีจะครบทุกจังหวัด ส่วนแผนงานปีนี้จะเริ่มดำเนินการขยายสาขาไปยังต่างจังหวัดประมาณ 30 จอ ซึ่งภายในเดือนมีนาคมจะเปิดสาขาใหม่ที่เซ็นทรัล นครปฐม, Charn แจ้งวัฒนะ และจะทยอยเปิดสาขาตามต่างจังหวัดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อให้คนไทยทุกคนสามารถเข้าถึงความบันเทิงได้อย่างเท่าเทียมกันทุกพื้นที่ทั่วไทยและต้องเข้าถึงในราคาที่จับต้องได้

“โรงภาพยนตร์ของเครือเมเจอร์ตามโลตัส, บิ๊กซี หรือในพื้นที่ต่างจังหวัดตอนนี้มีราคาตั๋วเริ่มต้น 69 บาท เรากำลังพยายามทำให้การมาดูหนังที่โรงภาพยนตร์เป็น Affordable Entertainment เป็นความบันเทิงราคาไม่แพง เข้าถึงได้ง่าย”
อีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่ปีนี้ เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์จะทำให้เข้มแข็งมากยิ่งขึ้น คือเรื่อง Green Cinema หรือ ESG ที่ปัจจุบันมีนโยบายส่งเสริมเรื่องดังกล่าวมากมาย ตั้งแต่เรื่องของสิ่งแวดล้อมสนับสนุนให้ใช้พลังงานหมุนเวียนในแง่ต่างๆ ทั้งติดตั้ง Solar Rooftop ทุกตึก Stand Alone, นำ EV Charger เข้ามาติดตั้งเพื่อบริการให้กับลูกค้า, มีการใช้ระบบปรับอากาศในโรงภาพยนตร์ที่มีระบบเซ็นเซอร์อัจฉริยะ เพื่อช่วยประหยัดพลังงาน และส่งเสริมการแยกขยะพลาสติกเพื่อนำไป Recycle เป็นเสื้อโปโลพนักงาน ซึ่งดำเนินการไปแล้วมากกว่า 5,000 ตัว
และมีเป้าหมายเพิ่มเป็น 10,000 ตัวภายในปีนี้ นอกจากนี้ยังมีโปรเจ็กต์นำจอหนังที่ครบกำหนดอายุการใช้งานไป Upcycling เป็นกระเป๋าจากจอหนัง ซึ่งในส่วนนี้รุ่นที่ 1 ได้รับผลตอบรับเป็นอย่างดีจัดจำหน่ายหมดไปแล้ว ปัจจุบันจัดจำหน่ายรุ่นที่ 2 มีความพิเศษตรงที่จับมือกับแบรนด์ Pronto ให้ผู้บริโภคมีทางเลือกที่หลากหลาย
“เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ไม่ปล่อยให้พลาสติกที่อยู่ภายในระบบของเราไปเพิ่มจำนวนขยะที่มีอยู่แล้ว เราเลือกที่จะนำมาต่อยอดสร้างเป็นสิ่งใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้ผู้คนสามารถนำไปใช้ต่อในชีวิตประจำวันได้” คุณนรุตม์ กล่าวเสริม

นอกจากนี้ ในแง่ของสังคม มูลนิธิ Major Care ที่ดำเนินการมาเกือบ 10 ปี กิจกรรมพาน้องๆ และผู้สูงอายุมารับชมภาพยนตร์ฟรี! ในโรงหนังเครือเมเจอร์ ทุกสาขาทั่วประเทศ และไปสร้างห้องหนังเพื่อการเรียนรู้ในโรงเรียน เพื่อให้นักเรียนในพื้นที่เหล่านั้นสามารถเข้าถึง Edutainment สาระความรู้และความบันเทิงต่างๆ บวกกับนำถังใส่ป๊อปคอร์นไปใช้เป็นภาชนะปลูกผักตามโรงเรียนให้น้องนักเรียนมีผักที่ปลูกกินเองได้ และยังสามารถมานำไปขายต่อสร้างรายได้เสริมร่วมด้วย
ท้ายที่สุดในแง่ของบรรษัทภิบาล เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ยังสนับสนุนความเท่าเทียม และลดความเหลื่อมล้ำของพนักงาน เดินหน้าผลักดันให้ได้รับสิทธิ์และสวัสดิการเท่ากันทั้งหมด เพราะทางเมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์เล็งเห็นว่า ไม่ว่าจะ E S หรือ G ล้วนมีความสำคัญทั้งหมด และเป็นหนึ่งในภารกิจหลักขององค์กรเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน