ในปีที่ผ่านมา แต่ละอุตสาหกรรมเกิด Movement ที่สร้างความฮือฮาให้กับผู้บริโภค แต่ยังมีตลาดน้ำขิงที่ยังคงเสถียรอยู่ ณ ตอนนี้ ซึ่งชัดเจนว่ามีฐานลูกค้าวัยผู้ใหญ่ขึ้นไป ตลาดเครื่องดื่มสมุนไพรกลุ่มน้ำขิงจึงไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่หวือหวานัก
จากมุมมองเจ้าตลาดเครื่องดื่มขิงผงสำเร็จรูปอย่าง “ฮอทต้า” ก็ไม่ได้มองว่าตลาดนี้มีการแข่งขันอย่างดุเดือด แต่เป็นการร่วมแรงร่วมใจช่วยกันขับเคลื่อนตลาดให้สามารถไปต่อได้ อย่างช่วงการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ทำให้ผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ส่งผลให้ตลาดน้ำขิงได้รับผลกระทบในเชิงบวกและขยายตัวอย่างเห็นได้ชัด ถึงแม้ว่าการแพร่ระบาดเบาบางลง ฮอทต้า ก็ยังคงความสามารถในการเติบโตได้อย่างมั่นคง
ด้วยความสม่ำเสมอในการพัฒนาตัวเองของ ฮอทต้า เพื่อผลักดันให้ตลาดน้ำขิงก้าวข้ามอุปสรรคและขยายตัวต่อไปได้ ทั้งยังสร้างสีสันให้ตลาดน้ำขิงมีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจไม่แพ้ตลาดอื่นๆ ทำให้ ฮอทต้า สามารถคว้ารางวัลครองใจผู้บริโภคจากผลสำรวจ 2024 Thailand’s Most Admired Brand ในหมวดสินค้าบริโภค กลุ่มเครื่องดื่มขิงผงสำเร็จรูป
“ย้อนไปเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ที่มีการแพร่ระบาดไข้หวัดใหญ่ นั่นก็เป็นช่วง Scale Up ของตลาดน้ำขิงเช่นกัน ซึ่ง ฮอทต้า และแบรนด์น้ำขิงอื่นๆ ได้ช่วยกันรักษาตลาดให้เติบโตเรื่อยๆ จนดำเนินมาถึงยุคของ COVID-19 ก็เป็นการเติบโตที่เกิดจากปัจจัยเดียวกันคือเราสามารถยกฐานผู้บริโภคที่ดื่มน้ำขิงได้มากขึ้นกว่าแต่ก่อน” คุณวีกิจ บำรุงกิจ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท นิวคอนเซพท์ โปรดัคท์ จำกัด กล่าว
ดังนั้น โจทย์หลักของ ฮอทต้า หลังจากนี้ คือทำอย่างไรเพื่อรักษาลูกค้ากลุ่มใหม่ที่หลั่งไหลเข้ามาในช่วง COVID-19 และคงความหลากหลายของฐานลูกค้า ตระหนักถึงคุณประโยชน์ของน้ำขิงที่มอบสุขภาพที่ดีแก่ผู้บริโภค เพื่อให้ ฮอทต้า เป็นแบรนด์น้ำขิงที่ขยับจาก Occasional Drinks สู่ Daily Drinks เครื่องดื่มสมุนไพรที่ทุกคนสามารถดื่มได้ทุกวัน

แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าตั้งแต่อดีต ร้อยทั้งร้อยผู้บริโภคมีภาพจำว่าน้ำขิงเป็นเครื่องดื่มจำกัดสำหรับผู้สูงอายุ ผู้เจ็บป่วย หรือผู้ที่ชอบดื่มเครื่องดื่มสมุนไพรเท่านั้น จนดูเหมือนว่าแบรนด์น้ำขิงมีฐานลูกค้าหลักเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ หรือผู้ที่เจ็บป่วย กระทั่ง ฮอทต้า ลุกขึ้นมา Modernized ตัวเอง กระชับความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับผู้บริโภคกลุ่มใหม่ เลือกพรีเซ็นเตอร์ที่เป็นที่รู้จักในกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่างคุณเต๋อ-ฉันทวิชช์ และสื่อสารออกไปว่าใครๆ ก็ดื่มน้ำขิงได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอวันที่ป่วยหรือแก่ก่อน
อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่ ฮอทต้า เลือกใช้ คือยกระดับประสบการณ์การดื่มน้ำขิง (Brand Experience) ลบภาพจำน้ำขิงแบบเดิมๆ ที่ต้องรสชาติเผ็ดร้อน แทนที่ด้วยรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของน้ำขิง ฮอทต้า จากนั้นก็เพิ่มความประทับใจผ่านความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ว่าน้ำขิง ฮอทต้า ไม่จำเป็นต้องดื่มแบบร้อนอย่างเดียว แต่ยังสามารถดื่มในรูปแบบอื่นได้เช่นกัน ซึ่งเรียกได้ว่า ฮอทต้า ได้สร้างมิติใหม่ให้กับท้องตลาด เพื่อให้น้ำขิงเป็นมากกว่าเครื่องดื่มสมุนไพรโบราณแบบเดิมๆ
จะเห็นได้ว่าในปีที่ผ่านมา ฮอทต้าแตกไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นขิงผงชงร้อนที่เลือกระดับความเผ็ดได้ รวมถึงการผสมสารอาหารอื่นๆ ที่มีคุณค่าต่อสุขภาพ หรือแบบเย็นก็ดี ไปจนถึงแบบ Fusion สำหรับผู้ที่ต้องการผสมสมุนไพรอื่นๆ กับขิง ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จในแง่การสร้างความโดดเด่น เป็นน้ำขิงฮอทต้าสไตล์ใหม่ สามารถขยายฐานลูกค้าไปที่กลุ่มคนรุ่นใหม่ได้
หลังจากฮอทต้าปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย แน่นอนว่าผลลัพธ์ออกมาเป็นที่พึงพอใจ ฮอทต้าได้สำรวจมุมมองที่ผู้บริโภคมีต่อแบรนด์ ฮอทต้า กับแบรนด์น้ำขิงอื่นๆ เห็นได้ชัดว่า ฮอทต้าสามารถเป็นที่กล่าวถึงในกลุ่มลูกค้าวัยทำงานที่ถือว่าเป็น Younger Target ได้สำเร็จ ในขณะที่ผู้เล่นอื่นจะมีลูกค้าหลักอายุราว 50-60 ปีขึ้นไป
จึงสามารถกล่าวได้ว่า สิ่งที่สะท้อนให้เห็นได้ชัดที่สุดจากการดำเนินธุรกิจของฮอทต้า คือความสม่ำเสมอ (Consistency) ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภค ตั้งแต่การเลือกเฉพาะวัตถุดิบที่มีคุณภาพ Modernized กระบวนการผลิตที่มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ควบคู่ไปกับการ Modernized Brand Perception ตลอดจนปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การตลาดให้เข้ากับสถานการณ์

“เราไม่สามารถทำให้ตลาดน้ำขิงเปลี่ยนแปลงอย่างหวือหวาภายในปี 2 ปีได้ ฮอทต้า มองว่านี่เป็นการเดินทางระยะยาว ค่อยๆ สร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้ผู้บริโภครู้สึกคุ้นเคย ซึ่งหลังจากนี้ ฮอทต้า ก็จะมีอะไรใหม่ๆ ให้ติดตามต่อ เพราะเป้าหมายหลักของเราไม่ใช่ตัวเลขยอดขายที่ก้าวกระโดด แต่เป็นการขับเคลื่อนตลาดน้ำขิงให้โตขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ตลาดมีความทันสมัยมากขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคสัมผัสได้ว่าในธุรกิจนี้ก็มีสิ่งใหม่ๆ ที่น่าสนใจเช่นกัน” คุณวีกิจ กล่าวเสริม
นอกจาก ฮอทต้า จะประสบความสำเร็จในฐานะผู้นำตลาดน้ำขิงของไทยแล้ว ยังสามารถพา ฮอทต้า ออกไปสู่ตลาดโลกได้อีกด้วย
ด้วยเอกลักษณ์รสชาติและกลิ่นน้ำขิงของ ฮอทต้า ที่โดดเด่น จึงได้รับการเชิญจากแพลตฟอร์ม E-Commerce ระดับโลกอย่าง Amazon.com ให้เปิด HOTTA Flagship Store บนเว็บไซต์ มีการปรับภาพลักษณ์แบรนด์เพื่อสื่อสารกับผู้บริโภคฝั่งตะวันตกได้ง่ายยิ่งขึ้นว่า ฮอทต้า คือแบรนด์น้ำขิงอันดับ 1 จากประเทศไทย
อีกหนึ่งเรื่องราวความสำเร็จของ ฮอทต้า คือการได้เข้าไปวางจำหน่ายสินค้าใน LuLu Hypermarket เป็น Modern Trade Chain ที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลางและ ฮอทต้า เป็นแบรนด์น้ำขิงเพียงแบรนด์เดียวที่อยู่บนชั้น ซึ่งแน่นอนว่าได้รับความนิยมจากลูกค้าในพื้นที่ นี่ถือเป็นก้าวใหญ่ของ ฮอทต้า ที่ขยับเข้าใกล้เป้าหมายการเป็น Global Brand ที่ทั่วโลกให้การยอมรับ และเป็น Proud Thai Herbal Drinks ที่คนไทยภาคภูมิใจ

อย่างไรก็ตาม เป้าหมายหลักของ ฮอทต้า ยังคงเป็นการผลักดันตลาดน้ำขิงให้เติบโตอย่างยั่งยืน จึงไม่ได้คิดว่าตนต้องไปแข่งขันกับแบรนด์อื่นอย่างไร แต่ให้ความสำคัญกับการนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับผู้บริโภคในฐานะผู้ขับเคลื่อนตลาด แต่หากมองในมุมที่กว้างขึ้น คือการปรับภาพลักษณ์ ฮอทต้า ให้เป็นมากกว่าแบรนด์ผลิตภัณฑ์ขิงผงสำเร็จรูป ปรับ Positioning ของแบรนด์ให้เป็น Well-being Provider ว่า ฮอทต้าจะสามารถยกระดับความเป็นอยู่และสุขภาพของผู้บริโภคอย่างไรได้บ้าง
“ด้วยความที่ ฮอทต้า มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง สิ่งที่ผู้บริโภคจะได้สัมผัสในปี 2024 นี้คือ New HOTTA ดีไซน์ใหม่ของแบรนด์ เพื่อทำให้ภาพลักษณ์ของน้ำขิง Catch Up กับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป และพยายามทำให้แบรนด์ของเราเป็น “คนที่ใช่” ในสายตาผู้บริโภคเสมอ เพราะนั่นเป็นหน้าที่ของเราในการรักษาลูกค้าให้ Loyalty กับแบรนด์ฮอทต้าต่อไป ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นที่ดีให้ ฮอทต้าได้สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ต่อไป” คุณวีกิจ กล่าวถึงการสื่อสารของ ฮอทต้า ในปีนี้
สุดท้ายนี้ สิ่งที่ ฮอทต้าต้องทำต่อไปเพื่อรักษาการเป็นอันดับ 1 ในใจผู้บริโภค คือไม่คิดว่าการเป็นที่ 1 เป็นเส้นชัยสุดท้าย และสิ่งที่จะนำพาฮอทต้าไปสู่ปลายทางแห่งความสำเร็จที่แท้จริง คือเสียงตอบรับจากผู้บริโภค ที่ช่วยชี้แนะว่าการเดินทางอันแสนยาวนานของฮอทต้านั้นอยู่ในเส้นทางที่ถูกต้อง เพื่อต่อยอดสิ่งที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป