ในตลาดที่มีผู้เล่นหลายรายต้องการเข้ามาชิงพื้นที่ในใจผู้บริโภคอย่างโยเกิร์ตพร้อมทาน จำเป็นอย่างมากที่แบรนด์จะต้องเข้าใจความต้องการเชิงลึกของผู้บริโภคว่าแท้ที่จริงแล้วผู้บริโภคต้องการบริโภคโยเกิร์ตด้วยจุดประสงค์ใด รวมถึงเทรนด์ความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละกลุ่มเป็นอย่างไร เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่เติมเต็มได้ในทุกกลุ่ม ซึ่งที่ผ่านมา “โยเกิร์ต เมจิ” วางกลยุทธ์ Consumer Centric ใช้ผู้บริโภคเป็นที่ตั้ง และพัฒนาสินค้ารวมถึงสื่อสารด้วยแคมเปญการตลาดที่ โดนใจ จนได้รับการโหวตให้เป็นแบรนด์ที่ครองใจผู้บริโภคเป็นอันดับ 1 จากการสำรวจ 2024 Thailand’s Most Admired Brand กลุ่มโยเกิร์ตพร้อมทาน หมวดสินค้าบริโภค
หลายปีมานี้จะเห็นว่า “โยเกิร์ต เมจิ” มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนในเครื่องจักรเพื่อปรับสูตรสินค้าใหม่ เติมคุณค่าและสื่อสารในเรื่องของจุลินทรีย์ดีที่เป็นประโยชน์ต่อลำไส้ ปรับโฉมบรรจุภัณฑ์ รวมไปถึงการสร้างสรรค์และกิจกรรมการสื่อสารต่างๆ
เพื่อให้สอดคล้องกับการบริโภคของผู้บริโภคที่ทุกปีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว คุณอินทิรา มีสมานยนต์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและการตลาด จากบริษัท ซีพี-เมจิ จำกัด ให้ทรรศนะว่า ทีมการตลาดของ “โยเกิร์ต เมจิ” ทำงานค่อนข้างหนักและทำวิจัยกับผู้บริโภคอยู่ตลอดเวลาเพื่อเข้าใจผู้บริโภคอย่างแท้จริงและรู้ Consumer Insight และการเปลี่ยนแปลงของความต้องการลูกค้าในแต่ละปีว่ามีความต้องการอะไรที่สินค้าเราจะตอบโจทย์ได้ มีความรู้สึกอย่างไร และแบรนด์จะต้องทำงานอย่างไรให้ผู้บริโภครู้สึกว่า “โยเกิร์ต เมจิ” เป็นแบรนด์สำหรับเขา


สินค้าไฮไลท์ของ “โยเกิร์ต เมจิ” ที่ถือว่าประสบความสำเร็จและผู้บริโภคให้การตอบรับดีอย่างต่อเนื่อง คือโยเกิร์ตพรีเมียมอย่าง เมจิ บัลแกเรียซึ่งอยู่ในตลาดมายาวนานกว่า 10 ปี โดยในปีที่ผ่านมามีการออกสินค้าในรูปโยเกิร์ตคงตัวแบบมีชั้นผลไม้ด้านล่าง เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้ผู้บริโภคกลุ่มคนรักสุขภาพสนุกสนานในการทานมากยิ่งขึ้น
ส่วนของกลุ่มโยเกิร์ตเมนสตรีม ปีที่แล้วมีการปล่อยสินค้าดับเบิ้ล ซีโร่ ซึ่งได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากตลาด เนื่องจาก “โยเกิร์ต เมจิ” สามารถจับ Insight ของผู้บริโภคได้ว่า หนึ่งในเหตุผลของผู้บริโภคทานโยเกิร์ตเพื่อการขับถ่ายและดูแลรูปร่าง และมี Pain Point ต้องห่วงเรื่องปริมาณไขมันหรือน้ำตาลในโยเกิร์ตอยากได้โยเกิร์ตที่ทานได้อย่างสบายใจ เลยเป็นที่มาของการทำสินค้าเพื่อสนับสนุนให้ผู้บริโภคมีรูปร่างที่ดีไปพร้อมกับรสชาติอร่อย โยเกิร์ตเมจิ ดับเบิ้ล ซีโร่ จึงตอบโจทย์ในแง่ของการเป็นโยเกิร์ต ซีโร่ แฟต และซีโร่ ซูการ์ ไม่เติมน้ำตาลทราย เช่นเดียวกับการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ออกมาตอบโจทย์ตลาด ในแง่การสื่อสารก็เป็นหนึ่งในปัจจัยความสำเร็จของ “โยเกิร์ต เมจิ” ในปีที่ผ่านมาเช่นเดียวกัน
“การสื่อสารกับผู้บริโภคอย่างต่อเนื่องถือเป็นเรื่องจำเป็น เราต้องมอนิเตอร์อยู่เสมอว่าแคมเปญการตลาดหรือสิ่งที่แบรนด์สื่อสารออกไปสามารถเข้าถึง ผู้บริโภคในยุคที่เปิดรับข้อมูลจำนวนมากจากหลากหลายช่องทางหรือไม่ ซึ่ง 2 สิ่งที่จะวัดความสำเร็จของการสื่อสารนอกจากตัวเลขยอดขายแล้ว คือการที่แบรนด์ถูกพูดถึงในโลกออนไลน์ในเชิงบวก แคมเปญหนึ่งซึ่งปีที่แล้วคนพูดถึงค่อนข้างมาก คือโยเกิร์ตเมจิ รสเมลอนผสมวุ้นมะพร้าว ซึ่งทำออกมาได้ค่อนข้างแปลกใหม่โดนใจวัยรุ่น ในแง่การสื่อสารหากทำรูปแบบเดิมๆ ที่บอกแค่คุณสมบัติของสินค้า เช่น โยเกิร์ตเมลอนใหม่ อร่อย หอมเมลอน ก็คงเป็นเรื่องที่ปกติที่ทุกแบรนด์ทำ เราจึงนำเสนอการสื่อสารในรูปแบบที่แตกต่าง ให้เห็นว่าสินค้าของเราอร่อยในทุกมิติสัมผัสที่เขาได้ลิ้มรสอย่างเป็นรูปธรรมและจับต้องได้ ด้วยกิจกรรม Meiji Sensation Art นำการทำงานของคลื่นสมองมาเป็นกิมมิคบอกเล่าความรู้สึกของแต่ละคนหลังทานโยเกิร์ตเมจิ รสเมลอนผสมวุ้นมะพร้าว”

กิจกรรม MEIJI SENSATION ART จึงเกิดขึ้นเพื่อให้ผู้บริโภคได้ลองสัมผัสความอร่อยของโยเกิร์ตเมจิ รสเมลอน ผสมวุ้นมะพร้าว และมาดูความสุขของร่างกายหลังได้ชิมความอร่อยของโยเกิร์ตเมจิออกมาเป็นงานศิลปะจากการวัดคลื่นสมองที่ผู้บริโภคสามารถสร้างคลิปงานอาร์ตจากคลื่นสมองสวยๆ ของตัวเองเพื่อแชร์ลงในโซเชียลมีเดีย โดยมีการดึง “พีพี กฤษฏ์” แบรนด์แอมบาสเดอร์ของ “โยเกิร์ต เมจิ” มาเป็นตัวแทนแบรนด์สื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่มาสร้างสีสันให้แคมเปญอีกด้วย
“กิจกรรมนี้จัดขึ้นที่สยามสแควร์และได้รับการตอบรับจากวัยรุ่นค่อนข้างมาก เพราะทุกคนอยากเห็นความรู้สึกจากคลื่นสมองของตัวเองหลังทานโยเกิร์ตเมจิ และได้รับ ARTPiece ของตัวเองนำไปแชร์ในโลกโซเชียลจนได้รับการพูดถึงเป็น Talk of the Town”

อย่างไรก็ตาม แม้ “โยเกิร์ต เมจิ” พร้อมสร้าง Brand Experience ใหม่ๆ กับผู้บริโภคเสมอ แต่คุณอินทิราก็ยอมรับว่าในธุรกิจอาหารการสร้าง Brand Experience เป็นเรื่องค่อนข้างท้าทายเพราะผู้บริโภคมีทางเลือกมากขึ้น หาก “โยเกิร์ต เมจิ” ต้องการเป็นตัวเลือกหนึ่งสำหรับผู้บริโภค แบรนด์จำเป็นต้องรู้ว่ากำลังสื่อสารกับใคร ทำความเข้าใจความต้องการและ Journey ของลูกค้าที่เราคุยด้วย
“เราต้องรู้ว่าเรากำลังคุยกับผู้บริโภคกลุ่มไหน ใช้ชีวิตประจำวันอย่างไร เสพสื่อไหน ชอบทำอะไร อยากฟังอะไร เราต้องลงลึกในเรื่องของการวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ของผู้บริโภคออกมาให้เป็นรูปธรรมมากที่สุด อีกส่วนสำคัญคือเรามีทีมงานที่เป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ ซึ่งเขาสวมหมวกทั้งในแง่ของการเป็นนักการตลาดที่ทำสินค้าและมองในมุมผู้บริโภคด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ เรายังลงทุนกับการทำวิจัยทางการตลาดต่อปีเป็นจำนวนมากทั้งในประเทศและต่างประเทศ มีทีม CMI-Consumer and Market Insight ที่ทำงานร่วมกับทีมการตลาดเข้าไปเจาะลึกโจทย์ต่างๆ ที่แบรนด์ต้องการทราบเกี่ยวกับผู้บริโภค เพื่อพัฒนาสินค้าให้ถูกใจผู้บริโภค ตอบโจทย์ความต้องการใหม่ๆ ให้ผู้บริโภคได้ประโยชน์และมีความตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลา”
ดังนั้น กระบวนการทำงานของโยเกิร์ต เมจิจะวางแผนล่วงหน้า ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลรวมถึงการทำวิจัยเพื่อประเมินเทรนด์ตลาดในมุมต่างๆ เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าให้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งคุณอินทิราอธิบายเพิ่มเติมว่า เทรนด์ความต้องการของผู้บริโภคในอนาคตอันใกล้จะยังคงให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพแต่ไม่ใช่แค่สุขภาพกาย รวมถึงสุขภาพจิตใจด้วย ดังนั้นทำอย่างไรที่ “โยเกิร์ต เมจิ” จะนำเสนอสินค้าที่ผู้บริโภคทานแล้วได้รับประโยชน์ด้านสุขภาพ ในขณะที่ยังรู้สึกอร่อยและรู้สึกสนุกสนาน
“เรื่องของอาหารการกินเรามองว่าทุกคนยังมองหาความอร่อยอยู่ แต่ทำอย่างไรที่เราจะเติมคุณค่าลงไปในความอร่อยนั้นด้วย ซึ่งเรื่องนี้เป็นตัวแปรที่ทำให้เรายังโดนใจผู้บริโภค เราพบว่าคนไทยเปิดรับการทานโยเกิร์ตเพื่อสุขภาพมากขึ้นในช่วงที่ผ่านมา สมัยก่อนคนจะทานโยเกิร์ตเพื่อการขับถ่ายอย่างเดียวหรือทานเพื่อความอร่อย แต่ปัจจุบันคนเริ่มนำโยเกิร์ตมาประยุกต์เข้ากับอาหารมากขึ้นหรือทานแทนมื้ออาหาร เ ริ่มเข้าใจเรื่องของจุลินทรีย์ชนิดต่างๆ เราจึงมองว่าเป็นโอกาสตอบโจทย์ผู้บริโภคในมุมที่หลากหลายผ่านการนำเสนอนวัตกรรมโยเกิร์ตไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบของการดื่ม ตักทาน หรือการนำเสนอเนื้อสัมผัสโยเกิร์ตแบบใหม่”
ความท้าทายในการทำธุรกิจอาหารยุคที่พฤติกรรมผู้บริโภคและตลาดเปลี่ยนแปลงเร็ว การพัฒนาสินค้าออกมาตอบโจทย์อย่างเดียวเหมือนสมัยก่อนไม่เพียงพอ คุณอินทิรา ย้ำว่า สินค้าที่ออกมาต้องดีขึ้นกว่าที่เคยมีในตลาด ทั้งความอร่อย คุณค่าต่างๆ เพื่อเติมเต็มความต้องการให้ผู้บริโภค โดยเฉพาะในตลาดโยเกิร์ตและนมเปรี้ยวที่คนไทยมีสัดส่วนในการทานเพียงแค่ 11 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ดังนั้นจึงยังมีโอกาสอีกมากที่ “โยเกิร์ต เมจิ” จะขยายเข้าไปจับคนกลุ่มใหม่ให้ทดลองทานโยเกิร์ตในรูปแบบต่างๆ ในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค สิ่งสำคัญคือต้องนำความต้องการลูกค้าเป็นที่ตั้ง โดยฟังเสียงและทำความเข้าใจลูกค้า พัฒนาสินค้าที่ตอบโจทย์รวมถึงการสื่อสารด้วยภาษาเดียวกับผู้บริโภคก็จะทำให้ชื่อของ “โยเกิร์ต เมจิ” ยังคงเป็น Top of Mind ในใจผู้บริโภคเสมอ