จากความสามารถในการดำเนินธุรกิจของมิชลินที่มีผลิตภัณฑ์ยางหลากหลายตอบโจทย์ครอบคลุมแทบจะทุกการเดินทางตั้งแต่ยางสำหรับรถจักรยาน รถจักรยานยนต์ รถยนต์ รถบรรทุก รถทัวร์ เครื่องบิน ไปจนถึงยางรถไฟฟ้า ที่ล่าสุดทางมิชลินได้รับเลือกให้นำผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ไปใช้กับรถไฟฟ้าสายสีชมพู สีเหลือง และสีทอง หรือแม้กระทั่งรถไฟฟ้าให้บริการผู้โดยสารระหว่าง Terminal หรือ APM (Automated People Mover) ในสนามบินสุวรรณภูมิก็ใช้ยางมิชลินภายในรถไฟฟ้าขนส่งผู้โดยสาร
สะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของ Touchpoint ที่ผู้บริโภคสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมกับแบรนด์ได้ผ่านผลิตภัณฑ์ ทำให้หลายๆ คนอาจจะเคยมีประสบการณ์การใช้งานผลิตภัณฑ์จากมิชลินมาแล้วไม่มากก็น้อย ทั้งที่ทราบและไม่ทราบจึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ “มิชลิน” คว้าตำแหน่ง Top of Mind จากผลสำรวจ 2024 Thailand’s Most Admired Brand ไว้ได้ตลอด 25 ปี
คุณสรพงษ์ จันทร์นฤกุล TH B2C Commercial Director กล่าวถึงที่มาของความสำเร็จดังกล่าวว่า “คนที่ให้คะแนนจำนวนหนึ่งอาจเพิ่งมีประสบการณ์กับยางมิชลิน ในขณะที่ก็ยังมีอีกหลายคนที่ได้สัมผัสและมีประสบการณ์ที่ดีต่อเนื่องจนเกิดความชื่นชมและไม่เปลี่ยนใจ เนื่องจากใช้ยางมิชลินแล้วได้รับประสบการณ์ที่ดีจึงใช้งานอย่างต่อเนื่องและบอกต่อไปยังบุคคลอื่น ซึ่งจากที่สอบถามและได้รับผลตอบรับจากผู้บริโภคมา ส่วนใหญ่มักจะเป็นผู้ที่ใช้แล้วใช้เลยไม่เปลี่ยนใจ”

หนึ่งในสิ่งที่ผู้บริโภคชื่นชอบและบอกต่อกันจากการใช้งานยางมิชลินคงหนีไม่พ้นเรื่องของคุณภาพของยางตามปรัชญาในการผลิตของแบรนด์ที่ว่า Performance Made to Last แม้เวลาเปลี่ยน ความมั่นใจไม่เคยเปลี่ยน เนื่องจากเป็นสิ่งที่แบรนด์มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมที่จะสร้างประสบการณ์การขับขี่ที่ดีเยี่ยมและความปลอดภัยยาวนาน มั่นใจตั้งแต่กิโลเมตรแรกจนถึงกิโลเมตรสุดท้ายของอายุการใช้งานยาง หรือเมื่อดอกยางสึกจนถึงระดับต่ำสุดที่กฎหมายกำหนด จากตรงนี้ตอกย้ำให้เห็นว่าการใช้งานผลิตภัณฑ์ของมิชลินทำให้ผู้บริโภคเปลี่ยนยางบ่อยน้อยลง ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่าย และที่สำคัญลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการเปลี่ยนยางบ่อยเกินความจำเป็น เท่ากับว่าการใช้ยางมิชลินส่งผลให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อผู้บริโภคและต่อโลกของเรา

จากความตระหนักในเรื่องของอนาคตโลกใบนี้ บริษัทจึงลงทุนมหาศาลเพื่อทำวิจัยเรื่องการนำวัสดุกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งปัจจุบันยางของมิชลินสามารถนำมารีไซเคิลและใช้วัสดุยั่งยืนได้มากถึง 45-63% (ยางยนต์ 45% ยางรถจักรยานยนต์ 52% ยางรถบรรทุก 58% และยางรถแข่ง 63%) แต่ทางแบรนด์มุ่งมั่นสู่การพัฒนาการผลิตยางด้วยวัสดุยั่งยืนให้ได้ 100% กล่าวคือยางทั้งเส้นจะสามารถนำมารีไซเคิลและใช้วัสดุยั่งยืนได้ทั้งหมดหลังจากสิ้นอายุการใช้งานแล้ว โดยตั้งใจจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวภายในปี 2050 ซึ่งผู้ที่ใช้งานผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ก็จะมีส่วนร่วมในการวิจัยนี้ และช่วยสร้างโลกและอนาคตที่ดีกว่าร่วมกันไปโดยปริยาย

ทั้งนี้ มิชลินยังสานต่อสิ่งที่ทำต่อเนื่องและมีผลลัพธ์เป็นรูปธรรม คือหยุดการห่อพลาสติกที่ยางรถจักรยานยนต์ เนื่องจากจุดนี้เองเป็นที่ทราบกันดีว่าเป็นสิ่งที่สร้างภาระให้กับสิ่งแวดล้อมไม่น้อย ทางแบรนด์ดำเนินการเรื่องนี้ไปแล้วใน 5 ประเทศ ได้แก่ ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม และมาเลเซีย มีผลลัพธ์รวมเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ประมาณ 317,700 กิโลกรัมต่อปี หรือการปลูกต้นไม้ 34,424 ต้นต่อปี
“เราไม่ได้คาดหวังว่าเราจะทำอยู่คนเดียว สิ่งที่เราต้องการจริงๆ คือทุกผู้ผลิตหยุดใช้ไปด้วยกัน เราหวังให้ผู้ประกอบการรายอื่นดำเนินการแบบเดียวกันนี้ เนื่องจากหากเราจะช่วยโลกได้จริง ทั้งอุตสาหกรรมจะต้องช่วยกันยกเลิกการใช้พลาสติก เมื่อทุกคนช่วยกันตัวเลขผลลัพธ์จากหลักหมื่นหลักแสนก็จะเพิ่มพูนขึ้นเป็นหลักล้าน”
การดำเนินงานในส่วนนี้ผลักดันให้มิชลินมีข้อได้เปรียบเพิ่มอีกทางหนึ่ง เนื่องจากปัจจุบันผู้คนหันมาให้ความสนใจและตระหนักในเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ส่งผลโดยตรงมายังการตัดสินใจเลือกบริโภคสินค้า ซึ่งก่อนการซื้อสินค้าใดๆ ก็ตาม ผู้คนเริ่มทำการเปรียบเทียบแต่ละแบรนด์ เพื่อให้รับรู้ว่าแบรนด์ที่จะอุดหนุนดำเนินงานอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากน้อยแค่ไหน
“ผู้บริโภคมีระดับ Awareness หรือ Alert ในเรื่องนี้สูง มักจะสงสัยและตั้งคำถามในสินค้าที่ใช้ว่ามีความยั่งยืนและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแค่ไหน ซึ่งเราเริ่มดำเนินการในเรื่องเหล่านี้มานานแล้ว เราจะผลักดันเรื่องการสื่อสารให้ผู้บริโภครับรู้เรื่องนี้มากขึ้น เพราะเราเชื่อว่า ผู้บริโภคจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยผลักดันให้ผู้ผลิตต่างๆ หันมาใส่ใจและร่วมมือกันเพื่อลดผลกระทบต่างๆ กับสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น” คุณสรพงษ์ กล่าวเสริม
ผนวกกับความเชื่อของแบรนด์ที่ว่า สิทธิ์ของการเคลื่อนที่เป็นสิทธิ์พื้นฐานของมนุษย์ ซึ่งมนุษย์เรามีความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าขึ้นทุกวันเพราะการเคลื่อนที่ จึงเดินหน้าสานต่อแคมเปญ “Motion for Life” เพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในพันธกิจหลัก สร้างความก้าวหน้าในมนุษย์ด้วยการเคลื่อนที่
“การที่คุณจะมีชีวิตที่ดีขึ้นได้จากการเคลื่อนที่ คุณต้องคำนึงถึงโลกด้วยว่าจะทำอย่างไรให้เรายังเคลื่อนที่บนโลกใบนี้ได้อย่างยาวนานมากที่สุด”
แคมเปญนี้ก็จะสื่อสารต่อเนื่อง ผ่านการใช้ Influencer Marketing การทำการตลาดโดยใช้บุคคลที่มีชื่อเสียงมาประชาสัมพันธ์ ซึ่งคนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นผู้ใช้งานยางมิชลินอยู่แล้ว จึงทำให้เหมือนกับเป็นการมาเล่าต่อแบบปากต่อปาก เนื่องจากได้ลองใช้เองแล้วสัมผัสได้ถึง Innovating for a Better Life in Motion ได้รับประสบการณ์ที่ดีกลับไปทั้งจากคุณภาพและนวัตกรรมของยางจากมิชลินที่ได้รับการยอมรับจากแบรนด์ผู้ผลิตรถยนต์สมรรถนะสูงชั้นนำระดับโลก ที่สำคัญยังสามารถมีส่วนช่วยในการสร้างสิ่งที่ดีให้กับโลกใบนี้ด้วย
นอกจากนี้ มิชลินยังจัดอบรมให้กับพนักงานฝ่ายขายและฝ่ายการตลาด เพื่อสร้างความตระหนักและการรับรู้ให้กับพนักงาน โดยเน้นไปที่เรื่องกิจกรรมของมนุษย์ว่าสร้างผลกระทบให้โลกร้อนขึ้นอย่างไร ขณะเดียวกันมิชลินมีส่วนไหนที่ช่วยโลกได้บ้างและดำเนินการอะไรไปถึงไหนแล้ว เพื่อให้ทุกคนสามารถสื่อสารและเล่าเรื่องไปในทิศทางเดียวกันให้แก่คู่ค้าของแบรนด์

“ตอนที่เรามีประชุมผู้แทนจำหน่ายของเราทั่วประเทศ เราก็มีธีม Green for Growth เพื่อตอกย้ำว่าทำไมเรื่องนี้ถึงเป็นทางรอดไม่ใช่ทางเลือก ซึ่งก็ได้รับการตอบรับและการชื่นชมเป็นอย่างดี และผลดีสำคัญที่เกิดขึ้นคือผู้แทนสามารถนำไปถ่ายทอดยังผู้บริโภคได้ว่าเรื่องของสิ่งแวดล้อมมีความสำคัญอย่างไร และนอกจากเรื่องของประสบการณ์ในการขับขี่ที่ดีเยี่ยมแล้ว ลูกค้าจะมีส่วนช่วยได้โลกอย่างไรเมื่อใช้ยางของมิชลิน”
แน่นอนว่าจากข้างต้นทำให้เห็นถึงความสำคัญอีกหนึ่ง Stakeholder ของมิชลิน คือดีลเลอร์ แบรนด์จึงเข้าไปให้ความรู้และสร้างความเข้าใจแก่ตัวแทนจำหน่ายอยู่เสมอๆ เพื่อให้สามารถนำเสนอคุณค่าของยางมิชลินไปสู่ผู้บริโภคได้ ฉะนั้นตรงนี้จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นส่วนสำคัญทางหนึ่งที่เป็นเสมือนประตูของผู้บริโภคในการก้าวสู่ประสบการณ์การใช้ยางมิชลิน และการแนะนำนี้เองจะสะท้อนผลลัพธ์กลับมาที่ดีลเลอร์ไม่มากก็น้อย เพราะการแนะนำยางที่ดีจะทำให้ผู้บริโภคได้ประสบการณ์ที่ดี ต่อมาผู้บริโภคจะจดจำและขอบคุณร้านยางที่แนะนำยางที่มีคุณภาพให้ ในทางกลับกันถ้าร้านไม่ได้แนะนำยางที่ดีให้กับผู้บริโภคเมื่อผู้บริโภคใช้ยางที่ราคาถูกแต่ไม่มีคุณภาพมากพอ ท้ายที่สุดเมื่อเกิดปัญหาการใช้งานจะทำให้ผู้บริโภคมองย้อนกลับมาที่ดีลเลอร์ได้ว่า ทำไมวันนั้นถึงไม่แนะนำยางที่ดีให้
สุดท้ายนี้ จากตัวเลข Market Share ชี้ให้เห็นว่ายังมีอีกหลายคนที่ยังไม่ได้สัมผัสประสบการณ์จากมิชลินอย่างเต็มรูปแบบ ในปีนี้มิชลินจึงมุ่งเดินหน้าเพื่อส่งมอบประสบการณ์ให้กับผู้บริโภคมากขึ้น
"เรามีความตั้งใจว่าจะทำให้คนที่ชอบแบรนด์มิชลินเห็นคุณค่าของแบรนด์ในด้านต่างๆ เพื่อให้ยังชอบและเป็นลูกค้าต่อไป และจะสื่อสารให้คนที่ยังไม่รู้จักหรือยังไม่ได้มีประสบการณ์กับแบรนด์มิชลินได้มีโอกาสมาลองใช้หรือเข้าสู่ Ecosystem ของมิชลิน ทั้งผ่านตัวสินค้าที่มีคุณภาพดีเยี่ยมและบริการที่ออกแบบความต้องการของลูกค้า เพื่อให้เข้าถึงและได้รับประสบการณ์ที่ดีจากมิชลินกลับไป”