ในความเป็นจริงซัมซุงมีการหยิบเอาเทคโนโลยี AI มาพัฒนาสินค้าของตัวเองมากว่า 10 ปีแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการออกแบบโซลูชั่นในลักษณะของระบบหลังบ้าน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและเก็บข้อมูลพฤติกรรมการใช้งานในส่วนของสินค้ากลุ่ม IoT เสียมากกว่า
มาจนถึงยุคปัจจุบัน ยุคที่ทุกอุตสาหกรรมล้วนพูดถึง AI Solution ซัมซุงเองจึงเริ่มหยิบเอาเทคโนโลยี AI ที่มีอยู่หลังบ้านมาปัดฝุ่นและย้ายมาไว้ที่ห้องรับแขกมากขึ้น
ที่น่าสนใจก็คือ Roadmap Lead Future of AI Innovation ครั้งนี้ ซัมซุงวาางเป้าหมายไว้ว่า สินค้าเกินครึ่งของบริษัทจะผนวกเอาเทคโนโลยี AI เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการทำงาน
เซยุน คิม ประธานบริษัท ไทย ซัมซุงอิเลคโทรนิคส์ จำกัด กล่าวว่า “AI ไม่ใช่สิ่งใหม่สำหรับซัมซุงเพราะ ซัมซุงผสานการเชื่อมต่ออัจฉริยะไว้ในอุปกรณ์ต่างๆ มาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาเกือบ 1 ทศวรรษแล้ว สิ่งที่ซัมซุงมุ่งเน้นเป็นหลักอยู่เสมอมา คือการใช้ AI เพื่อสร้างเสริมประสบการณ์ผู้ใช้ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นอย่างทั่วถึงในทุกช่องทาง”

ลงลึกในรายละเอียด พรรณวลัย อินทราพิเชฐ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดองค์กรเสริม ว่า 35% ของผู้บริโภคในประเทศไทยมีแนวโน้มที่จะใช้ AI ทั้งใช้กับชีวิตส่วนตัวและใช้เกี่ยวกับการทำงาน 86% ของผู้บริโภคไทยบอกว่า AI ทำให้ประสบการณ์การซื้อของเปลี่ยนแปลงไป และ 99% ของคนทำงานไทยเคยใช้ Generative AI ทำให้ทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยคนไทยเปิดรับกับเทคโนโลยีใหม่ๆ และมีทัศนคติเชิงบวกกับ AI มากที่สุดในในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนีย โดย 80% บอกว่า AI สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ 75% บอกว่า AI ให้ประสบการณ์เฉพาะบุคคล และ 51% มีความสนใจแอปพลิเคชันสมาร์ทโฮม
การวางเป้าหมายครั้งนี้ ทางซัมซุงมีการคัดเลือกกลุ่มสินค้ากลุ่มจอภาพ, เครื่องปรับอากาศ, ตู้เย็น, เครื่องซักผ้าและเครื่องดูดฝุ่นเป็นกลุ่มสินค้านำร่องในเฟสแรกโดย AI จะเข้ามาช่วยปลดล็อกความสามารถต่างๆ ของเครื่องใช้ไฟ้ฟ้า 3 แกน คือด้านสังคม (Al for Society), ด้านประสบการณ์ (Al for AllExperience) และด้านการเชื่อมโยงอุปกรณ์เข้าหากัน (Al for All Connectivity)

ตัวอย่าง เช่น ในสินค้ากลุ่มภาพและเสียงซัมซุงจะเอาเทคโนโลยี AI เอามาเพิ่มประสบการณ์ภาพผ่านการพัฒนาให้ทีวีสามารถอัพสเกลภาพได้ในกรณีที่คอนเทนต์ต้นทางคุณภาพไม่ดี
ชวพจน์ เทียนทอง ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจภาพและเสียง กล่าวว่า “ตอนนี้ทีวีพัฒนาไปไกลถึง 8K แต่ว่าคอนเทนต์ยังไม่ได้มีคุณภาพดีทั้งหมด คุณภาพของต้นทางไม่ทันคุณภาพจอ แต่ระบบ AI จะช่วยอัพสเกลคุณภาพของภาพได้มาก ซัมซุงตั้งใจให้ทีวีเป็นเซ็นเตอร์ของบ้านที่สามารถเชื่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ ผ่านไวไฟได้ ส่วนในเรื่องของความยั่งยืน AI จะช่วยเรื่องการลดพลังงาน รวมถึงเรื่องของความปลอดภัยที่จะช่วยไม่ให้ถูกเจาะได้ง่ายๆเพราะว่าอนาคตอุปกรณ์จะเชื่อมต่อกันหมด”
ในสินค้ากลุ่ม Home Appliance ปัจจุบันมีสินค้า AI เกิน 50% ของโปรดักต์ไลน์แล้วแต่บางสินค้าผู้บริโภคอาจจะยังไม่รับรู้ ดังนั้นทางซัมซุงจะเพิ่มดีกรีการสื่อสารถึงฟังก์ชั่นใหม่ๆ ของ AI กับผู้บริโภคมากขึ้น
“ตัวอย่าง เช่น เทคโนโลยี AI ทำให้เครื่องซักผ้าสามารถลดการใช้พลังงานได้ถึง 70% หรือแม้กระทั่งเครื่องสามารถรับรู้ว่ากำลังซักผ้าชนิดไหนจากเทคโนโลยีที่ใส่เข้าไปทำงานกับเซ็นเซอร์ต่างๆ หรือจะเป็นตู้เย็น Family Hub ที่สามารถสื่อสารกับผู้บริโภคหรือเตือนเมื่อของใกล้หมด” เริงบุญ คล่องคำนวณการ ผู้อำนวยการกลุ่มธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน อธิบาย
เป้าหมายของซัมซุงนั้นต้องการให้สินค้าทั้งหมดมีฟังก์ชั่น AI ให้ได้เกิน 50% ภายใน 3 ปี ซึ่งทางผู้บริหารของซัมซุงมองว่าไม่น่าจะเกินความสามารถของบริษัท เนื่องจากซัมซุงเป็นแบรนด์สินค้าที่มีโปรดักต์ไลน์ครบและมีEcosystem ที่สมบูรณ์กว่าคู่แข่งทั้งหมดในท้องตลาด

“AI Innovation ถือเป็น Next Move ของซัมซุง เรามีความได้เปรียบเพราะมีสินค้าที่ครบไลน์ที่สุดแล้วในท้องตลาด ขณะที่คู่แข่งส่วนใหญ่ยังอยู่ในระดับ Connect to WiFi”สำหรับกลุ่มธุรกิจเครื่องใช้ไฟฟ้าในปี 2567 ซัมซุงตั้งเป้ายกระดับการใช้ชีวิตของคนไทยด้วยเทคโนโลยี AI โดยกว่า 70% ของผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ไฟฟ้าจะผสานการทำงานของ AI อีกทั้งสานต่อจุดยืนสร้างนวัตกรรมควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและบริหารการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพด้วยนวัตกรรม AI Energy Mode ที่ประหยัดทั้งพลังงานและค่าใช้จ่ายให้ผู้บริโภคบริหารจัดการไฟฟ้าได้อย่างยั่งยืน ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและช่วยรักษาโลกช่วยตัดค่าไฟได้สูงสุด 70% สำหรับเครื่องซัก-อบผ้า, 25% สำหรับทีวี, 20% สำหรับเครื่องปรับอากาศ และ 7% สำหรับตู้เย็น