จากรายงานผลประกอบการยูนิโคล่ไตรมาสแรกของปีนี้พบว่า ทั้งในญี่ปุ่นและทวีปต่างๆ ที่ยูนิโคล่เข้าไปดำเนินธุรกิจล้วนเติบโตในตัวเลข 2 หลัก สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของยูนิโคล่ทั่วโลกได้เป็นอย่างดี เช่นเดียวกับยูนิโคล่ ประเทศไทย ที่กลายเป็นผู้นำตลาดแฟชั่นจากการสำรวจ 2024 Thailand’s Most Admired Brand ในหมวดสินค้าอุปโภค กลุ่ม Fast Fashion
คุณโยชิทาเกะ วาคากุวะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูนิโคล่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ความสำเร็จด้านตัวเลขยอดขายเป็นผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจากการที่ยูนิโคล่คำนึงถึงลูกค้าเป็นหลัก โดยมองหาความต้องการของลูกค้าให้เจอ หาทางตอบสนองสิ่งเหล่านั้นและส่งมอบผ่านสินค้าและบริการด้วยความรวดเร็ว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นสิ่งหนึ่งที่ยูนิโคล่ทำควบคู่กับการดำเนินธุรกิจก็คือการคำนึงถึง “สิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน” อันเป็นนโยบายของยูนิโคล่ในระดับโลก ซึ่งแต่ละประเทศต้องนำไปปรับใช้ให้เข้ากับบริบทในแต่ละประเทศ

“แน่นอนว่าแต่ละประเทศจะมีวิธีการ Localize ไม่เหมือนกันตามความต้องการของลูกค้าที่แตกต่างกัน แต่หลักการที่ทุกคนทำเหมือนกัน คือเราจะให้ความสำคัญกับลูกค้าทุกกลุ่มเท่าๆ กัน ผ่านการสำรวจความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่ม ประกอบกับเทรนด์ต่างๆ เพื่อรวบรวมข้อมูลให้ได้มากที่สุดส่งไปยังบริษัทแม่ นอกจากนี้ยังนำข้อมูลมาแบ่งปันสู่ประเทศอื่นๆ อย่างสินค้ายูนิโคล่ไอเดียดีๆ ที่ผลิตมาเพื่อลูกค้าคนไทยมีเยอะมาก เราก็ต้องการนำสินค้าเหล่านี้ไปให้คนอื่นที่อาจจะต้องการเหมือนกัน และที่ขาดไม่ได้คือการแลกเปลี่ยนบุคลากรไปฝึกงานต่างประเทศ เพื่อพัฒนาไปสู่บุคลากรระดับโลก นำความรู้กลับมาต่อยอดให้ยูนิโคล่ ประเทศไทยให้ดียิ่งขึ้นต่อไป”


คุณโยชิทาเกะ ยกตัวอย่างคอลเลคชั่นเสื้อป้องกันรังสียูวี นวัตกรรมเครื่องนุ่งห่มที่ยูนิโคล่คิดค้นมาเพื่อคนไทย รองรับกับอากาศร้อนของประเทศนี้ ในขณะที่ญี่ปุ่นมีฤดูหนาวที่หนาวมาก ยูนิโคล่ก็ผลิตนวัตกรรมเนื้อผ้ากันหนาว HEATTECH (ฮีทเทค) รวมถึงเทคโนโลยี AIRism (แอริซึ่ม) เสื้อผ้าที่ระบายเหงื่อเพื่อช่วยลดความอับชื้นได้รวดเร็วในฤดูร้อน ซึ่งกลายเป็นสินค้าที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนญี่ปุ่นให้ดียิ่งขึ้น ทั้งยังถูกนำมาแนะนำในตลาดไทยด้วย
แต่อย่างที่เกริ่นไปข้างต้นว่า ยูนิโคล่ให้ความสำคัญกับลูกค้าพอๆ กับความยั่งยืน ดังนั้นจึงวางเป้าหมายที่จะบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ภายในปี 2050 แต่ระหว่างทางเดินไปถึงจุดหมายนั้นก็ได้วางเป้าหมายระยะสั้นภายในปี 2030 ที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ร้านค้าและสำนักงานถึง 90% และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่อุปทานลงถึง 20% เทียบจากปี 2019 ที่ผ่านมาเราจึงเห็นนวัตกรรมสีเขียวของยูนิโคล่ออกมามากมายผ่านสินค้าและบริการใหม่ๆ จนกลายเป็นภาพคุ้นตาสำหรับผู้บริโภคในฐานะแบรนด์เสื้อผ้าที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และเป็นที่มาที่ทำให้ยูนิโคล่คว้า Greenovation Brand Award จาก 2024 Thailand’s Most Admired Brand ไปครองอีก 1 รางวัลด้วย

“ยูนิโคล่มีคอนเซ็ปต์การทำธุรกิจเสื้อผ้าภายใต้แนวคิด LifeWear ด้วยการผลิตสินค้าที่ผู้คนต้องการจริงๆ ในปริมาณที่ต้องการ ไม่ได้ผลิตเยอะจนเกินไปเพื่อไม่ให้กระทบต่อสิ่งแวดล้อม วิธีคิดนี้จึงถูกนำมาเชื่อมโยงกับกระบวนการผลิต ซึ่งทุกคนทราบดีว่าการผลิตเสื้อผ้าย่อมเกิดความสูญเปล่าระหว่างทาง ซึ่งเราคำนึงถึงในเรื่องนี้มาก โดยจะไม่ผลิตสินค้าที่สิ้นเปลืองสูญเปล่า หรือหากสินค้าไหนที่ใช้วัตถุดิบมากเกินไป เราก็ไปหาวิธีการที่จะลดทั้งในแง่ของวัสดุหรือพลังงานที่เกิดจากระบวนการผลิต”
ยกตัวอย่างเสื้อขนเป็ดของยูนิโคล่ที่ผลิตภายใต้โครงการ RDS : Responsible Down Standard เพื่อไม่ให้ใช้เยอะจนเกินไป และยังเป็นดาวน์ขนเป็ดจากฟาร์มที่หลีกเลี่ยงการสร้างผลกระทบต่อนกป่าให้น้อยที่สุด เพื่อปกป้องและส่งเสริมสวัสดิภาพของห่านและเป็ด ช่วยให้มั่นใจได้ว่าทุกองค์ประกอบตั้งแต่การเพาะพันธุ์ไปจนถึงการเลี้ยงสัตว์เหล่านี้จะได้รับการคุ้มครองอย่างเต็มที่
สำหรับกางเกงยีนส์ยูนิโคล่มีส่วนในการพลิกโฉมให้กับวงการอุตสาหกรรมย้อมผ้า ด้วยการคิดค้นเทคโนโลยี Blue Cycle Jeans เอกสิทธิ์เฉพาะยูนิโคล่ ช่วยลดปริมาณน้ำที่ใช้ในกระบวนการซักฟอกและแต่งผิวผ้ายีนส์ได้อย่างมากถึง 99% ส่วนกระบวนการแต่งผิวผ้าด้วยเลเซอร์ที่นำมาใช้ทดแทนกระดาษทรายช่วยลดภาระให้กับพนักงานและยกระดับสภาพแวดล้อมในการทำงานให้ดียิ่งขึ้น ทำให้การแต่งผิวกางเกงยีนส์มีมาตรฐานดังเดิมแต่ใช้น้ำเพียง 1 ถ้วยชาเท่านั้น นอกจากนี้ยังนำวัสดุรีไซเคิลโพลีเอสเตอร์มาใช้ ในขณะเดียวกันก็ลดการใช้พลังงานภายในร้านโรดไซด์สโตร์ในประเทศญี่ปุ่น
และเพื่อสื่อสารไปยังผู้บริโภคถึงความมุ่งมั่นของยูนิโคล่ที่ต้องการส่งมอบเสื้อผ้าที่ดีเพื่อสร้างโลกที่ดีขึ้นได้ และสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมออกไปในวงกว้าง ยูนิโคล่ที่ประเทศญี่ปุ่นยังเปิดร้าน Pop Up Store ที่แถวฮาราจุกุ นำสินค้าที่ใช้แล้วแต่ยังคงสภาพใหม่มาจำหน่าย โดยเสื้อผ้าเหล่านั้นจะถูกนำมาผ่านกระบวนการต่างๆ เพื่อให้ใส่ได้นานยิ่งขึ้น ช่วยสร้างการตระหนักรู้ให้คนรับรู้ว่านี่ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

สำหรับยูนิโคล่ประเทศไทยนำแนวคิด LifeWear จากโกลบอลมาปรับใช้ได้อย่างน่าสนใจไม่แพ้กัน ภายใต้โครงการ RE.UNIQLO มุ่งเน้นการสร้างคุณค่าใหม่ให้กับเสื้อผ้าเก่าที่ไม่ได้ใช้แล้ว ผลักดันการใช้เสื้อผ้าให้เกิดประโยชน์ สูงสุดตลอดอายุการใช้งาน เพื่อตอกย้ำพันธกิจในการดำเนินงานเพื่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน โดยตั้งอยู่บนปณิธาน 4 ข้อ ได้แก่ Reuse - การใช้ซ้ำโดยบริจาคเสื้อผ้าที่ใช้แล้วสภาพดีให้กับผู้ที่ขาดแคลน Recycle - แปรสภาพเป็นเชื้อเพลิง หรือวัตถุดิบสำหรับการผลิตเสื้อผ้าตัวใหม่ Repair - การซ่อมแซมเสื้อผ้าตัวโปรดให้กลับมาใช้งานได้อย่างยาวนาน Remake - การแปลงโฉม และตกแต่งลูกเล่นบนเสื้อผ้าอย่างมีสไตล์


เริ่มจากโครงการ RE.UNIQLO รวบรวมเสื้อผ้ากันหนาวทั้งจากภายในและภายนอกองค์กรบริจาคให้ผู้ประสบภัยหนาวในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งภายในองค์กรเป็นการรวบรวมจากพนักงานยูนิโคล่ทั้งที่ร้านสาขาและสำนักงานใหญ่ ด้านภายนอกองค์กร ได้แก่ การตั้งกล่องบริจาคจากลูกค้าที่ร้านยูนิโคล่ทุกสาขา และการร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ เช่น ห้างสรรพสินค้า สำนักงาน ที่อยู่อาศัยในการตั้งกล่องบริจาคเพิ่มเติม ทั้งนี้ตั้งเป้าบริจาคเสื้อผ้าให้ครบ 50,000 ชิ้น ภายในต้นปี 2567
และในปลายปีที่ผ่านมาได้เปิดตัว RE.UNIQLO STUDIO บริการซ่อมแซมเสื้อผ้าให้สามารถนำกลับมาใช้งาน ได้ใหม่ภายในแฟลกชิพสโตร์สาขาเซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งคุณโยชิทาเกะ เสริมว่ามีแผนที่จะขยายบริการดังกล่าวไปยังสาขาอื่นด้วย หลังจากได้รับเสียงตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค
สุดท้ายนี้ แม้การขับเคลื่อนธุรกิจเสื้อผ้าไปสู่เส้นทางแห่งความยั่งยืนจะเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่ผู้บริหารยูนิโคล่ ประเทศไทยก็พร้อมเดินหน้ากิจกรรมด้านความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้คนรู้จักแนวคิด LifeWear สินค้าดีมีคุณภาพต่อผู้ใส่และห่วงใยโลก เพื่อเป้าหมายในการทำให้คุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อมของคนไทยดียิ่งขึ้น