จากผลสำรวจวิจัย 2024 Thailand’s Most Admired Brand ครั้งล่าสุด ปีนี้เป็นอีกหนึ่งปีต่อเนื่องที่ “เมืองไทยประกันชีวิต” สามารถครองอันดับความเป็นหนึ่งในหมวด “ธนาคารและบริการทางการเงิน” กลุ่ม “ประกันชีวิตดิจิทัล” (InsurTech) ควบคู่กับการได้รับรางวัลพิเศษ “Brand Maker Award” ในฐานะแบรนด์ที่โดดเด่นและเป็นผู้นำตลาดที่มุ่งสร้างสรรค์ในมิติต่างๆ ได้ครอบคลุมทั้งด้านผลิตภัณฑ์ บริการ และนวัตกรรม ตลอดจนการทำแคมเปญการตลาดต่างๆ
โดยเป้าหมายสำคัญของเมืองไทยประกันชีวิต คือการมุ่งตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้บริโภค ครอบคลุมทุกเพศทุกวัย ทุกไลฟ์สไตล์ เพื่อสร้างการเข้าถึงประกันชีวิตที่ง่ายขึ้นให้กับทุกๆ คน ภายใต้ภาพลักษณ์ “แบรนด์แห่งความสุข” ที่มุ่งสร้างความสุขอย่างยั่งยืนให้กับทุกกลุ่มเป้าหมายทั้งพนักงาน พาร์ทเนอร์ ลูกค้า และสังคม
ก้าวเข้าสู่ปี 2567 เมืองไทยประกันชีวิตจึงเดินหน้าสานต่อกลยุทธ์ที่มุ่งสู่การเป็นคู่คิดด้านการวางแผนชีวิตและสุขภาพที่คุณวางใจ (No.1 Most Trusted Partner in Life & Health Planning) ด้วยแนวคิด “Happiness, Your Way เพราะความสุขคือทุกอย่าง…ความสุขสไตล์คุณคือที่สุดของทุกสิ่ง” โดยเน้นการทำงานบน 2 แนวทางหลัก คือการสร้างสรรค์พัฒนาทั้งผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ความเป็นคุณอย่างแท้จริง (PERSONAL) และการสร้างนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ทุกช่วงชีวิตของผู้คนทุกกลุ่ม (LIFE) จากแนวทางการดำเนินงานดังกล่าว ส่งผลให้เมืองไทยประกันชีวิตมีความโดดเด่นทั้งด้านผลิตภัณฑ์ บริการ และนวัตกรรมต่างๆ ที่เข้ามาเป็นตัวช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงการประกันชีวิตได้ง่ายขึ้น และส่งผลให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้

คุณสาระ ล่ำซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) หรือ MTL กล่าวว่า การดำเนินธุรกิจของเมืองไทยประกันชีวิตไม่ได้เน้นการเติบโตด้านรายได้เพียงอย่างเดียว แต่ยังมุ่งสร้างความยั่งยืนไปพร้อมกันด้วย โดยแนวทางสำคัญของการดำเนินธุรกิจที่สามารถทำให้องค์กรเติบโตได้อย่างยั่งยืน คือการประสานแนวคิดด้านความยั่งยืนให้เป็นหนึ่งเดียวกับแนวคิดการดำเนินธุรกิจในทุกๆ วัน โดยธุรกิจหลักของ MTL เป็นเรื่องของประกันชีวิตจึงทำให้การสร้างความยั่งยืนแรกในมิติสังคมจึงเกี่ยวข้องกับเรื่องของ “ประกันชีวิต” โดยตรง
“บนหลักการของ Democratized Insurance เราจึงมุ่งสร้างการเข้าถึงการประกันชีวิตให้กับทุกคน เช่น การขยายอายุรับประกันภัยถึงอายุ 90 ปี และสำหรับแบบประกันภัยของสัญญาหลักได้ให้ความคุ้มครองต่อเนื่องสูงสุดถึงอายุ 99 ปี หรือการพัฒนาแบบประกันภัยสำหรับคนที่เข้าไม่ถึงแบบประกัน ด้วยข้อจำกัดทั้งด้านอายุ กลุ่มอาชีพที่มีความเสี่ยงสูง หรือโรคประจำตัวที่เป็นอยู่ เราก็มุ่งออกแบบแบบประกันที่ให้เข้าถึงได้ทุกคนเพื่อสร้างความอุ่นใจโดยไม่เป็นภาระ รวมถึงการเข้าถึงความคุ้มครองและสุขภาพที่ดีในรูปแบบใหม่ๆ ตามสภาวะโลกที่เปลี่ยนไป เช่น การสร้างช่องทางขายใหม่ผ่าน LINE BK หรือการเชื่อมต่อผ่าน MTL Fit Reward เป็นต้น”
ขณะเดียวกัน เมืองไทยประกันชีวิตได้ลงทุนและเปิดโอกาสให้ลูกค้า Unit Linked สามารถลงทุนในสินทรัพย์สีเขียว ไม่ว่าจะเป็นตราสารหนี้สีเขียว (Green Bond) ตราสาร ESG (ESG Bond) และตราสารหนี้ส่งเสริมความยั่งยืน (Sustainability-Linked Bond) พร้อมปลูกฝังวัฒนธรรมสีเขียวให้แก่พนักงานในองค์กร อาทิ การแยกขยะ การลดใช้ทรัพยากรสิ้นเปลือง การลดใช้กระดาษผ่านกระบวนการดิจิทัลต่างๆ และการเปลี่ยนมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์ เป็นต้น เพื่อขยายผลสู่สังคมในวงกว้างต่อไป
นอกจากนี้ เมืองไทยประกันชีวิตได้สร้างทางเลือกในการวางแผนความมั่นคงในชีวิต ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตแบบยูนิเวอร์แซลไลฟ์ (Universal Life) และยูนิตลิงค์ (Unit Linked) ตลอดจนยกระดับบริการหลังการขาย เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าหรือผู้เอาประกันภัยที่เป็นไปตามแนวคิดในการมุ่งเป็น “คู่คิดด้านการวางแผนชีวิตและสุขภาพที่คุณวางใจ (No. 1 Most Trusted Partner in Life & Health Planning)” ที่เน้นตอบโจทย์ทุกความเป็นคุณในทุกช่วงของชีวิต

โดยแบบประกันชีวิตแบบ Universal Life และ Unit Linked เป็นผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับการวางแผนการเงินระยะยาว สามารถนำมาใช้วางแผนการเงินให้เหมาะในทุกช่วงอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยเกษียณ ด้วยลักษณะเด่นที่มีความยืดหยุ่น สามารถเลือกความคุ้มครองชีวิตได้ในระดับที่สูง สามารถเลือกกำหนดได้ทั้งเบี้ยประกันภัย วงเงินความคุ้มครองชีวิต และระยะเวลาในการชำระเบี้ยประกันภัยได้ตามที่ต้องการ เพื่อส่งต่อความมั่งคั่งอย่างมั่นคง ซึ่งประกันชีวิตแบบ Universal Life ในโครงการ “เมืองไทยยูแอล พลัส” เป็นผลิตภัณฑ์ของเมืองไทยประกันชีวิตที่สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าในทุกจังหวะชีวิต
“MTL ได้นำนวัตกรรมมาใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการโดยเฉพาะการเพิ่มศักยภาพการให้บริการผ่านช่องทางออนไลน์ เพื่อมุ่งหวังให้คนไทยมีแผนการเงินที่ตอบโจทย์เป้าหมายทางการเงิน พร้อมแผนสำรองที่ยืดหยุ่น ครอบคลุมความคุ้มครองพร้อมการลงทุนสำหรับการดำเนินชีวิตทั้งปัจจุบันและอนาคต MTL จึงได้พัฒนา “MTL Portfolio Management" บริการบริหารพอร์ตการลงทุนโดยผู้จัดการกองทุนมืออาชีพ ด้วยการออกแบบพอร์ตการลงทุนแนะนำตามระดับความเสี่ยงสำหรับลูกค้าเมืองไทยประกันชีวิตที่ถือกรมธรรม์ Unit Linked ซึ่งถือว่าเป็นการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อเป้าหมายการวางแผนการเงินในระยะยาว”
สำหรับแนวทางการทำงานที่จะเกิดขึ้นภายใต้หลักการของ PERSONAL จะเน้นการสร้างสรรค์ทั้งด้านผลิตภัณฑ์และบริการ โดยมุ่งตอบโจทย์ความต้องการแบบเฉพาะบุคคลอย่างแท้จริง มีรูปแบบการสื่อสารด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย มีช่องทางที่เข้าถึงได้ง่าย พร้อมส่งมอบความเป็นตัวตนในแบบที่เป็นคุณ เช่น การร่วมมือกับ LINE BK ในการขายประกันชีวิตและสุขภาพที่เข้าถึงง่าย จ่ายเบา ไม่ยุ่งยากซับซ้อน โดยมีแพลตฟอร์มต่างๆ อย่าง MTL Online Sales Website (online.muangthai.co.th/) แอปพลิเคชัน MTL Click และ MTL Connect เป็นเครื่องมือสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับตัวแทนของเมืองไทยประกันชีวิต สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
คุณสาระมองว่า ปัจจุบันช่องทางหลักของธุรกิจประกันชีวิตยังเป็นเรื่องของ “คน” จึงมีการพัฒนา Video Platform ที่เรียกว่า MTL Connect ขึ้นมาเพื่อช่วยให้ตัวแทนทำงานได้ง่ายยิ่งขึ้น แต่การจะติดอาวุธให้กับตัวแทนแล้วประสบความสำเร็จในวิชาชีพ ตัวแทนของเมืองไทยประกันชีวิตทุกคนจะต้องมีการ Reskill เพิ่มเติม เพื่อยกระดับทักษะการทำงานที่สามารถนำเทคโนโลยีหรือแพลตฟอร์มของบริษัทฯ เข้ามาใช้ให้เกิดประโยชน์และเพิ่มขีดความสามารถในการทำงานได้เป็นอย่างดี
“ที่ผ่านมา MTL มีการพัฒนาอย่างรอบด้านเพื่อยกระดับแนวทางการดำเนินธุรกิจด้วยผลิตภัณฑ์ที่ใช่ บริการที่ใช่ และช่องทางการขายที่ใช่ที่มีความเหมาะสม เพื่อมุ่งหวังให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงการประกันชีวิตได้ง่ายยิ่งขึ้นในแบบที่เป็นตัวเองอย่างเท่าเทียมกัน และยังครอบคลุมทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย ทุกบทบาทชีวิต ทุกไลฟ์สไตล์ ทั้งคนตัวเล็กและคนตัวใหญ่ เพราะเราเข้าใจทุกความแตกต่างและความเสี่ยงของแต่ละคน”
ในส่วนของแนวทางการทำงานด้วยหลักการ LIFE จะมุ่งเน้นการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ทุกช่วงชีวิตของผู้คนทุกกลุ่ม เพื่อให้ทุกคนได้ใช้ชีวิตแบบที่ตัวเองต้องการได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเมืองไทยประกันชีวิตได้ดำเนินธุรกิจในแบบที่เชื่อมโยงในแต่ละมิติอย่างรอบด้าน ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตและประกันคุ้มครองสุขภาพ เพื่อส่งมอบความคุ้มครองให้กับลูกค้าและคนที่รัก ส่งเสริมการดูแลสุขภาพที่ดีเพื่อลดความเสี่ยงจากการเจ็บป่วยและการรักษาที่ครอบคลุมตรงจุด รวมถึงการมอบสิทธิประโยชน์สำหรับทุกไลฟ์สไตล์
สิ่งที่น่าสนใจคือการเชื่อมโยงและเอื้อให้ทุกคนทั้งกับลูกค้าและประชาชนทั่วไป สามารถใช้ประโยชน์จากเครื่องมือต่างๆ ได้อย่างเต็มที่ เช่น การใช้แอปพลิเคชัน MTL Fit เพื่อเก็บข้อมูลการออกกำลังกายในรูปแบบต่างๆ พร้อมสะสมคะแนนเพื่อนำไปแลกสิทธิประโยชน์ต่างๆ อย่างการแลกเป็นส่วนลดค่าเบี้ยประกันภัย เมื่อลูกค้าจ่ายเบี้ยประกันภัย นอกจากจะได้รับความคุ้มครองสุขภาพตามแผนประกันแล้ว การจ่ายเบี้ยประกันภัยดังกล่าวยังถูกนำไปคำนวณเป็นคะแนนสะสมในรูปแบบ Smile Point เพื่อแลกรับสิทธิพิเศษต่างๆ จากเมืองไทยสไมล์คลับ นอกจากนี้ในปัจจุบัน เมืองไทยประกันชีวิตมีสถานพยาบาลในเครือข่ายมากกว่า 860 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้ลูกค้าของเมืองไทยประกันชีวิตสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้ตามความต้องการ
อย่างไรก็ตาม ความเป็น Brand Maker ของเมืองไทยประกันชีวิตยังสะท้อนภาพผ่านการเป็น “องค์กรแห่งนวัตกรรม” ที่กำลังเดินหน้าส่งมอบความสุขและรอยยิ้มไปสู่กลุ่มเป้าหมายผ่านเทคโนโลยีต่างๆ อย่างมากมาย อาทิ AI, Machine Learning, Automation รวมถึงมีการได้นำ Digital Tools อื่นๆ มาประยุกต์ใช้ในทุกกระบวนการทำงาน ทั้งด้านการขาย การพิจารณารับประกันภัย การพิจารณาสินไหม และธุรกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับกรมธรรม์ เพื่อตอบโจทย์ร่วมกับพาร์ทเนอร์ทางการขายและเจ้าหน้าที่บริการ ทำให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพที่ดียิ่งขึ้น เกิดการส่งมอบความสุขในทุกรูปแบบสำหรับผู้คนทุกกลุ่มในทุกช่วงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นพนักงานภายในองค์กร พาร์ทเนอร์ ลูกค้า ไปจนถึงผู้คนในสังคม
จากความมุ่งมั่นในการเป็นคู่คิดด้านการวางแผนชีวิตและสุขภาพที่ลูกค้าวางใจ (No.1 Most Trusted Partner in Life & Health Planning) ส่งผลให้ในปีที่ผ่านมา เมืองไทยประกันชีวิตได้รับคะแนน NPS (Net Promoter Score) สูงถึง 58 คะแนน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 17 คะแนน นับว่าเป็นตอกย้ำถึงความผูกพันและความพึงพอใจที่ลูกค้าของเมืองไทยประกันชีวิตมีให้กับแบรนด์ของ “เมืองไทยประกันชีวิต” และยังสะท้อนถึงการดำเนินงานเพื่อลูกค้าได้ครบวงจร
สำหรับก้าวต่อไปนับตั้งแต่วันนี้ เมืองไทยประกันชีวิตจะยังคงยึดมั่นอยู่บนวิถีการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืนภายใต้การกำกับดูแลกิจการที่ดีและการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงการสร้างสมดุลทั้งสามมิติของ ESG ที่ประกอบไปด้วย มิติสิ่งแวดล้อม (Environment) มิติสังคม (Social) และ มิติบรรษัทภิบาล (Governance)
“เพราะ MTL มุ่งสร้างรอยยิ้มและความสุขให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายอย่างแท้จริง และเพื่อให้บรรลุเป้าหมายสำคัญในการเป็น TRUSTED Lifetime Partner ได้อย่างยั่งยืน” คุณสาระกล่าว ®