ตลาดสาหร่ายในประเทศไทยมูลค่ารวม 4,000 ล้านบาท ยังคงมี “เถ้าแก่น้อย” ยืนหนึ่งในวงการ จนถึงวันนี้เถ้าแก่น้อยมีอายุครบ 20 ปี ก็ยังครองความเป็นผู้นำในสัดส่วนมากกว่า 65% โดยเฉพาะปีที่ผ่านมาเติบโตเกือบ 30% มากกว่าตลาดที่เติบโต 25% ซึ่งความสำเร็จของเถ้าแก่น้อยไม่ได้มีแค่ประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังเติบโตในทุกประเทศที่เข้าไปทำตลาดแถมยังเป็นผู้นำตลาดในมาเลเซีย อินโดนีเซีย สหรัฐอเมริกา และสิงคโปร์ตอกย้ำตำแหน่งเจ้าตลาดไปอีกขั้น นี่เองที่ทำให้เถ้าแก่น้อยคว้ารางวัลพิเศษ Market Leader Brand Award จากผลสำรวจ 2024 Thailand’s Most Admired Brand มาครองอย่างสมศักดิ์ศรี
คุณอิทธิพัทธ์ พีระเดชาพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ด แอนด์ มาร์เก็ตติ้ง จํากัด (มหาชน) กล่าวว่า โมเมนตั้มของเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัวกลับมาหลังวิกฤตโควิด ทำให้กำลังซื้อกระเตื้องขึ้น ประกอบกับการท่องเที่ยวกลับเข้าสู่ภาวะปกติในฐานะที่เถ้าแก่น้อยเป็นหนึ่งในสินค้าที่นักท่องเที่ยวต้องซื้อกลับบ้านเป็นของฝาก จึงส่งผลให้ยอดขายเพิ่มขึ้นโดยปริยาย แต่สิ่งสำคัญมากกว่านั้นมาจากกลยุทธ์ 3GO ที่เถ้าแก่น้อยนำมาใช้ตั้งแต่วิกฤตโควิดจนถึงวันนี้ นั่นคือ
GO FIRM ปรับองค์กรให้กระชับ ลดต้นทุน และควบคุมค่าใช้จ่าย (Productivity) ทำให้องค์กรเกิดความคล่องตัวและรวดเร็วขึ้น (Lean) สามารถลดต้นทุน ควบคุมค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารอย่างมีประสิทธิภาพ โดยปีที่แล้วเป็นปีแรกที่ใช้ระบบ Automation ภายในโรงงานเข้ามาเสริม เพื่อควบคุมต้นทุนการผลิตมากขึ้น จากการช่วยลดต้นทุนแรงงานบางส่วนได้แล้วยังยกระดับมาตรฐานการผลิตและเพิ่มกำลังการผลิต ซึ่งในระยะยาวสามารถเอื้อต่อการขยายสเกลได้ในทันที จากปัจจุบันมีกำลังการผลิตตอนนี้ปีละ 8,000 ตัน
GO BROAD ขยายฐานกลุ่มธุรกิจให้กว้างขึ้นผ่านการพัฒนาสินค้านวัตกรรมกลุ่มใหม่ๆ เข้าสู่ตลาด สร้างโปรดักต์มิกซ์ให้เกิดความหลากหลายยิ่งขึ้น ช่วยขับเคลื่อนให้ตลาดโตขึ้น อาทิ สาหร่ายอบกรอบที่เปิดตัวไปเมื่อปีที่ผ่านมา รองรับกลุ่มคนรักสุขภาพ รวมถึงสาหร่ายโรยข้าวจับกลุ่มครอบครัวและ ผู้ปกครอง
GO GLOBAL ขยายตลาดต่างประเทศที่มีศักยภาพ พร้อมสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก เน้นการทำ Idol Marketing และ Brand Content Creator มาผลักดันแบรนด์ให้มีภาพที่กว้างขึ้น


“วิกฤตโควิดให้บทเรียนกับเราไว้เยอะมาก จากก่อนหน้านี้เราจะมองโลกในแง่ดี หรือ Hope for the Best โดยไม่ได้เผื่อสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดไว้เลย วิกฤตครั้งนี้จึงสอนให้เราต้องปรับตัวและได้เรียนรู้ว่าเวลาเราคิดจะทำอะไร เรายัง Hope for the Best ได้นะ แต่เวลาทำจริงต้อง Action for the Worst Scenario เพื่อที่จะได้หันมาดูตัวเองให้แข็งแรงด้วยการลุกขึ้นมาปรับโครงสร้างทีมบริหาร และกระบวนการทำงานให้ Lean ขึ้น จนมีกลยุทธ์ที่ชัดเจนขึ้นอย่าง 3GO”
จะเห็นได้ว่านอกจากทั้ง 3GO จะมีความแข็งแรงแล้ว ยังมีความเชื่อมโยงและซัพพอร์ตซึ่งกันและกัน ด้วยขีดความสามารถขยายกำลังผลิต เพิ่มโปรดักต์มิกซ์ เพิ่มมูลค่าให้แบรนด์ รวมถึงยกระดับแบรนด์ในประเทศนำไปสู่ตลาดต่างประเทศที่มีแผนที่จะขยายเพิ่มขึ้นในอนาคต
คุณอิทธิพัทธ์ กล่าวว่า กลยุทธ์ 3GO ยังอยู่ในกระบวนการคิดและแผนการทำงานในปีนี้ และคาดว่าจะอยู่อีกนานอย่างต่ำ 5-10 ปีนับจากนี้ ทั้งยังมองว่าปีนี้จะเป็นปีที่ตลาดในประเทศยังเติบโตต่อเนื่องจากปัจจัยนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่เพิ่มขึ้น
“ปีนี้เรามั่นใจว่ายอดขายจะเติบโตอีก 2 หลัก เช่นเดียวกับต่างประเทศที่เราคิดว่าน่าจะโตใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะตลาดต่างประเทศ เรามีเป้าหมายปั้นเถ้าแก่น้อยให้เป็นโกลบอลแบรนด์วางจำหน่าย 100 ประเทศทั่วโลกภายใน 10 ปีนี้ จากปัจจุบันมีอยู่เกือบ 50 ประเทศ สร้างสัดส่วนรายได้จากการส่งออก 67% ซึ่งในตอนนั้นจะทำให้เราขึ้นเป็นผู้เล่นตลาดขนมสาหร่ายติดอันดับ Top 3-5 ของโลก และเพิ่มสัดส่วนรายได้จากการส่งออกเป็น 80%”
ถือเป็นการปักหมุดของเถ้าแก่น้อยที่จะก้าวไปข้างหน้า ซึ่งคุณอิทธิพันธ์ กล่าวว่า ในฐานะผู้นำตลาดจำเป็นต้อง One Step Ahead อยู่เสมอ ซึ่งจะทำแบบนั้นได้ก็ต่อเมื่อโฟกัสและใส่ใจใน Core Business
“ที่หลายคนอาจคิดว่าตลาดสาหร่ายเริ่มอิ่มตัวแล้ว แต่ปีที่ผ่านมาเราสามารถรักษาการเติบโตได้ เพราะตราบใดที่เราโฟกัสในสิ่งที่เราทำก็จะมีทางให้เราเดินไปต่อได้เรื่อยๆทำให้เห็นโอกาสธุรกิจอย่างที่เราพัฒนารูปแบบการบริโภคพยายามสร้างตลาดใหม่และ Educate ผู้บริโภค เช่น นำสาหร่ายไปโรยข้าว หรือห่อกินกับอย่างอื่น ทำให้แบรนด์เกิดโมเมนตั้มอยู่ตลอดเวลา”

สุดท้ายนี้ คุณอิทธิพัทธ์ ให้ข้อคิดการรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดว่ายังคงเป็นความท้าทาย โดยเฉพาะในปีนี้มีปัจจัยด้านต้นทุน พลังงาน และค่าขนส่งที่ไม่สามารถควบคุมได้ โดยคาดว่าต้นทุนดังกล่าวจะถีบตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องจากแนวโน้มปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ทวีความตึงเครียด และการปิดช่องแคบทะเลแดง ซึ่งกระทบต่อการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศ
“ในเมื่อปัญหาต่างๆ เป็นปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้อยู่แล้ว ดังนั้นเราจึงหันกลับมาดูปัจจัยที่เราควบคุมได้ เช่น ประสิทธิภาพการทำงาน และพยายามแสวงหาโอกาสใหม่ๆ แต่วิกฤตก็มีข้อดีเหมือนกัน ทำให้เรารอบคอบและตื่นตัวที่จะปรับตัวอยู่ตลอดเวลา”
ทั้งนี้ คุณอิทธิพัทธ์ ให้ความสำคัญกับการสร้างวัฒนธรรมองค์กรให้มีความพร้อมในการปรับตัวให้เท่าทันในทุกสถานการณ์ โดยใช้ตัวเองเป็นแบบอย่างให้คนในองค์กร Fail Fast, Fail Forward
“สิ่งสำคัญที่จะทำให้องค์กรก้าวไปข้างหน้าได้อยู่ที่ Manpower ซึ่งต้องเริ่มจากการปรับ Mindset ว่าทิศทางโลกเป็นแบบนี้ Mindset ควรเป็นยังไง จากนั้นค่อยมาดูว่าคนที่อยู่ในองค์กรมี Skillset อะไร ต้องอัพสกิลอะไรใหม่มั้ย สุดท้ายผู้นำต้องหา Toolset หรือเครื่องมือมาช่วยให้ทีมงานก้าวไปข้างหน้าได้เร็วขึ้น มี Speed to Market ทั้ง 3Q-Quality/ Quantity/ Quickly พร้อมเติบโตเป็นผู้นำตลาดต่อไป”