แบรนด์ญี่ปุ่นเป็นแบรนด์พรีเมียมในสายตาของผู้บริโภคมานานแล้ว เหตุผลหลักคือคุณภาพของสินค้า แต่สำหรับโตชิบา ไทยแลนด์ ที่ผ่านมาไลน์อัพสินค้าของโตชิบาอาจจะเลือกทำตลาดในกลุ่มสินค้าที่จับกลุ่มเป้าหมายในตลาดแมส คือกลุ่มล่างไปจนถึงกลางมากหน่อย โดยมีสินค้ากลุ่มพรีเมียมเพียง 30% จึงทำให้ภาพลักษณ์ดูเป็นแบรนด์ทั่วไปไม่ตรงกับ DNA Japanese Brand เท่าไหร่
แต่ช่วงปีที่ผ่านมา โตชิบามีการขยับตัวครั้งใหญ่ โดยมีการเพิ่มสัดส่วนของสินค้าพรีเมียมมากขึ้นเป็น 40% ของไลน์สินค้า เพื่อเปลี่ยนภาพพจน์ของแบรนด์ให้พรีเมียมมากขึ้น ผลที่ตามมาก็คือมุมมองของผู้บริโภคที่มีต่อแบรนด์เปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจน ที่สำคัญก็คือยอดขายก็ดีขึ้นตามไปด้วย
ผลประกอบการครึ่งปีแรกของโตชิบา ไทยแลนด์นั้นต้องเรียกว่าเติบโตดีเกินคาดด้วยตัวเลขที่สูงถึง 26% สูงเกินตลาดรวมที่มีอัตราการเติบโตรวมประมาณ 6%
อเล็กซ์ มา รองประธาน บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด ให้ตัวเลขภาพรวมตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน (ไม่รวมทีวี) ประเทศไทยในปี 2567 ครึ่งปีแรกว่ามีอัตราการเติบโตรวมประมาณ 6% โดยหากมองเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดใหญ่ (Major Appliance) ได้แก่ ตู้เย็น เครื่องซักผ้า และเครื่องปรับอากาศ เติบโต 10% แต่หากไม่นับรวมเครื่องปรับอากาศ นับเฉพาะตู้เย็นและเครื่องซักผ้าจะเติบโต 5% ส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้าขนาดเล็ก (Small Appliance) ติดลบ 7%
“ส่วนโตชิบา ไทยแลนด์ เราฉลองครบรอบ 55 ปีได้อย่างเต็มภาคภูมิ ด้วยผลประกอบการครึ่งปีแรกที่เติบโตเกินคาดมากถึง 26% จากทุกกลุ่มสินค้า โดยสินค้าที่เติบโตสูงสุด ได้แก่ เครื่องซักผ้า เติบโตมากถึง 47% เนื่องจากมีสินค้ารุ่นใหม่ๆ ออกตลาดมากขึ้น โดยเฉพาะเครื่องซักผ้าฝาหน้า ประกอบกับสินค้าหลายรุ่นขยายฐานการผลิตมาในประเทศไทยทำให้มีความได้เปรียบในเรื่องราคา รวมไปถึงการบริหารซัพพลายเชน สำหรับสินค้าที่เติบโตรองลงมา ได้แก่ กลุ่มไมโครเวฟเติบโตถึง 19% กลุ่มตู้เย็น 15% กลุ่มหม้อหุงข้าวและสินค้าชิ้นเล็ก 6% และกลุ่มผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับน้ำ เช่น เครื่องทำน้ำอุ่น 1% สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับน้ำ แม้โตชิบาจะไม่ได้เติบโตมากนัก แต่ภาพรวมตลาดติดลบ เนื่องจากอากาศไม่เอื้ออำนวย และกลุ่มสุดท้ายคือเครื่องปรับอากาศ เราเติบโตมากถึง 103% เพียงแต่สัดส่วนการขายไม่มาก”

จากผลประกอบการที่ดีต่อเนื่องมาตลอดหลายปี ทำให้ปัจจุบันโตชิบามีมาร์เก็ตแชร์ติดอันดับท็อป 3 ในเกือบทุกกลุ่มสินค้า โดยไมโครเวฟมีมาร์เก็ตแชร์เป็นอันดับ 1 ด้วยแชร์ 28.5% ตู้เย็น อันดับ 2 ด้วยแชร์ 16% หม้อหุงข้าว อันดับ 2 ด้วยแชร์ 9.2% และเครื่องซักผ้า อันดับ 3 ด้วยแชร์ 10.8% และถ้าดูสถิติย้อนหลัง 5 ปี ตั้งแต่ปี 2562-2566 จะเห็นได้ว่าบริษัทฯ มีอัตราการเติบโตต่อปีแบบทบต้น (CAGR) เฉลี่ย 12% ซึ่งจากตัวเลขทั้งหมดมาจากความเชื่อมั่นในแบรนด์ และผลิตภัณฑ์โตชิบาที่ผู้บริโภคให้การยอมรับ
ธัญปภัสส์ อริยะวรวัฒน์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด กล่าวเสริมว่า ปีนี้เป็นปีที่โตชิบา ไทยแลนด์ฉลองครบรอบ 55 ปี จึงมีการจัดแคมเปญสื่อสารตลอดทั้งปี รวมถึงยังมีการเปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์ คุณหมาก ปริญ สุภารัตน์ เพื่อปรับภาพลักษณ์แบรนด์ให้เด็กลง อบอุ่น สมาร์ท ทันสมัย และใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ ซึ่งบริษัทได้เน้นสื่อสารแบบ 360 องศา ทั้งทีวี สื่อออนไลน์ โซเชียล รวมไปถึงสื่อนอกบ้าน สื่อเคลื่อนที่ และที่สำคัญสื่อ ณ จุดขาย เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ใหม่ของโตชิบา
“ปัจจุบันกลุ่มคนรุ่นใหม่อายุเฉลี่ย 28-30 เริ่มรู้จักแบรนด์เรามากขึ้น แตกต่างจากเดิมที่ผู้บริโภคที่คุ้นเคยกับแบรนด์จะเป็นกลุ่มที่มีอายุมากกว่านี้”

เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดได้อย่างตรงกลุ่ม ในครึ่งปีแรกโตชิบามีการเปิดตัวสินค้าใหม่ไป 17 รุ่น ส่วนในครึ่งปีหลัง โตชิบามีแผนเปิดตัวสินค้าใหม่อีก 27 รุ่น โดยแบ่งเป็นกลุ่มตู้เย็น 8 รุ่น กลุ่มเครื่องซักผ้า 5 รุ่น กลุ่มเครื่องครัว 9 รุ่น และกลุ่มเครื่องใช้ในบ้านอีก 5 รุ่น โดยเน้นกลุ่มสินค้าที่เป็น Mid to High มากขึ้น
เอกดนัย ตันติภูมิอมร ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ กล่าวว่าปัจจัยที่ทำให้ยอดขายครึ่งปีแรกของโตชิบาเติบโตอย่างก้าวกระโดดนั้นมาจาก 4 เหตุผลหลัก
1. เรื่องสินค้า ที่มีการเปิดตัวใหม่ถึง 17 รุ่นในครึ่งปีแรก รวมถึงยังมีการปรับระบบซัพพลายเชนหลังบ้านใหม่ทั้งหมดให้ดีขึ้น
2. เรื่องช่องทางการขาย ที่มีการเพิ่มจำนวนพนักงานแนะนำสินค้าอีก 20% และมีการปรับภาพลักษณ์หน้าร้านให้ทันสมัยขึ้น เพิ่มประสบการณ์ใหม่ๆ รวมถึงยังมีการเพิ่มช่องทางออนไลน์
3. เรื่องการตลาด ที่มีการเปิดตัวแคมเปญครบรอบ 55 ปี มีการใช้ไปแบรนด์แอมบาสเดอร์ และมีการเพิ่มดีกรีการทำ Digital Marketing
4. เรื่องงานบริการหลังการขาย ปรับระบบการให้บริการใหม่ให้ดียิ่งขึ้น เพิ่มคุณภาพในการให้บริการให้ดีขึ้น เช่น การเพิ่มโซลูชั่นโมบาย เซอร์วิส ไปบริการถึงบ้านกลับกลุ่มสินค้าพรีเมียม หรือการทำ One Stop Service
ทั้งนี้ ทางโตชิบาวางเป้าหมายไว้ว่าในปีหน้าจะมีการเพิ่มสัดส่วนสินค้ากลุ่มพรีเมียมเป็น 50% เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้าและบริการมากขึ้น
