“อุตสาหกรรมที่เป็นแมสจะต้องมีการมองถึงการ Fragmentation มากขึ้น ไม่ใช่เป็นการทำตลาดแบบแมสอีกต่อไป ขณะเดียวกันก็ต้องมองถึงเรื่องการผลิตที่พึ่งเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง IoT หรือ AI มากขึ้น”
นั่นคือคำกล่าวของ ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย Marketing Association of Thailand (MAT) ที่ให้สัมภาษณ์ไว้เมื่อคราวจัดงานแถลงข่าวของสมาคมการตลาดเมื่อเร็วๆ นี้ เป็นการชี้ให้เห็นถึงแนวทางการปรับตัวที่ผู้ประกอบการต้องเร่งปรับตัวเพื่อรับกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน
เขายังบอกว่า ท่ามกลางความท้าทายทั้งด้านเศรษฐกิจ ภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยี นักการตลาดต้องปรับตัวตาม Megatrend ตลอดมาตั้งแต่ยุคเก่าที่เน้นภาคการผลิต จนมายังยุคปัจจุบันที่ดิจิทัลและ New Media เข้ามามีบทบาท และต้องมองไปข้างหน้าสู่ยุคที่มุ่งเน้นปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีสะอาด หุ่นยนต์ ในส่วนของช่องทางการตลาดเองก็เปลี่ยนผ่านจากตลาดที่เน้นปฏิสัมพันธ์แบบพบหน้า (Physical) มายังช่องทางการตลาดดิจิทัล (Digital) ในอนาคตก็จะกลายเป็นตลาดแบบหลอมรวม (Immersive)
“ความเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของตลาดที่เปลี่ยนจากตลาดท้องถิ่นไปสู่ตลาดระดับภูมิภาค และระดับโลกนั้น ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อย หรือ SMEs ต้องมุ่งเน้นการเข้าใจและเจาะตลาดเอเชีย ซึ่งกำลังเป็น Hub ของหลายอุตสาหกรรม ดังนั้น สิ่งที่นักการตลาดต้องทำคือการเพิ่มประสิทธิภาพทางการตลาดโดยนำเทคโนโลยีมาใช้ สร้างความร่วมมือ เกื้อกูล และปรับตัวไปด้วยกัน และเชื่อว่าการตลาดในสมัยหน้า กลุ่มประเทศ Asia จะเป็นผู้นำ นักการตลาดไทยจึงต้องเกาะติดสถานการณ์ไว้ และมาร่วม Change-Innovate-Transform เพื่ออนาคต”

มีการมองกันว่า ในช่วงที่เหลือของปี 2567 นี้ ผู้ประกอบการหรือเจ้าของธุรกิจจะต้องเผชิญกับความท้าทายจากสภาพเศรษฐกิจ ซึ่งนายกสมาคมการตลาด มองว่า เอเซียจะเป็นฐานที่สำคัญในอนาคตอันใกล้ เพราะนอกจากการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยังมีอย่างต่อเนื่องต่างจากในยุโรปและอเมริกาแล้ว อย่างกัมพูชา จีดีพีโตเกิน 5% มาหลายปีแล้ว ทำให้ต้องเร่งทำความเข้าใจถึงความต้องการของคนในประเทศเหล่านั้น เพื่อผลิตสินค้าได้ตรงกับความต้องการของตลาด
ส่วนกลยุทธ์สำคัญสำหรับเอสเอ็มอีไทยในการเร่งเครื่องสู่ความสำเร็จ ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจนั้น จะต้องให้ความสำคัญกับแนวคิด "A-B-C-D-E ซึ่งจะเป็นตัวช่วยให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมสามารถแข่งขันและเติบโตได้อย่างยั่งยืน ประกอบไปด้วย

• A - Asia Market: มุ่งเน้นการขยายฐานลูกค้าสู่ตลาดเอเชียที่มีการเติบโตสูง โดยเฉพาะอาเซียน จีน และอินเดีย ผ่านช่องทาง e-commerce และการสร้างความสัมพันธ์กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ
• B - Branding: สร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งโดยเน้นการสร้างมูลค่าและคุณค่าที่แตกต่าง มุ่งเน้นการสร้างกำไรจากลูกค้าที่เห็นคุณค่าแบรนด์มากกว่าการเน้นยอดขายเพียงอย่างเดียว
• C - Collaboration: ส่งเสริมการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ เพื่อขยายฐานลูกค้าและเสริมจุดแข็งซึ่งกันและกัน
• D - Digital: นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดต้นทุน และสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า โดยใช้ประโยชน์จากความคล่องตัวของ SMEs ในการทดลองนวัตกรรมใหม่ๆ
• E - Equity: ความถูกต้อง การดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของความถูกต้อง เช่น ความรับผิดชอบต่อลูกค้าและสังคม การใช้ระบบบัญชีเดียว เพื่อความโปร่งใสและการเติบโตในอนาคต การดำเนินธุรกิจที่ในระยะยาวต้องสามารถสร้างกำไรได้ ไม่ใช่การเติบโตบนฐานของยอดขายจากการตัดราคา
“ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจสูงขึ้นเรื่อยๆ SMEs ไทยจำเป็นต้องปรับตัวและมองหาโอกาสใหม่ๆ อยู่เสมอ แนวคิด A-B-C-D-E 5 คันเร่งการตลาดสำหรับ SMEs นี้จะเป็นเข็มทิศสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการ SMEs สามารถนำพาธุรกิจไปสู่ความสำเร็จในตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทยยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างมูลค่าและคุณค่าให้กับลูกค้า มากกว่าการแข่งขันด้านราคา ซึ่งจะช่วยให้ SMEs สามารถสร้างความยั่งยืนทางธุรกิจในระยะยาว”

ขณะที่อีกมุมมองที่น่าสนใจของ ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ เกี่ยวกับการรับมือกับการแข่งขันในตลาด ถือว่าน่าสนใจไม่น้อย โดยเขามองว่า หากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีต้องแข่งขันกับผู้ประกอบการรายใหญ่ ต้องเข้าใจด้วยว่า บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ เขาจะโฟกัสที่การเติบโตทางธุรกิจ ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญของเขา ขณะที่เอสเอ็มอี หลังจากนี้ไปควรต้องหันมาโฟกัสที่การทำกำไรมากกว่าเรื่องของจำนวนลูกค้า นั่นคือเน้นไปที่การทำกำไรมากกว่าการเติบโตของยอดขาย เพราะแม้ว่าจะมีการเติบโตของยอดขายที่ดี แต่หากกำไรมีออกมาน้อยก็ไม่ส่งผลดีต่อการทำธุรกิจเท่าไรนัก
นายกสมาคมการตลาด ยังเสริมอีกว่า ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีควรจะต้องมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดต้นทุน เพื่อให้สามารถทำกำไรได้มากขึ้น โดยมองว่า การทำตลาดในประเทศในครึ่งปีหลังนี้จะยากลำบากมากขึ้น เนื่องจากกำลังซื้อได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว เพราะฉะนั้นแล้ว จึงต้องมีการนำเรื่องของ Emotional Marketing เข้ามาใช้ในการทำตลาดเพื่อช่วยกระตุ้นให้ผู้บริโภคเกิดการตัดสินใจซื้อ
ส่วนมุมมองเกี่ยวกับเรื่องของผู้บริโภคนั้น ดร.บุรณิน มองว่า สิ่งที่จะเกิดความเปลี่ยนแปลงก็คือพวกเขาจะฉลาดขึ้น รวมถึงฉลาดที่จะเลือกสินค้าที่ยืนเคียงข้างพวกเขาอย่างจริงใจ โดยสิ่งที่จะเกิดขึ้นแน่นอนก็คือลอยัลตี้ หรือความจงรักภักดีต่อแบรนด์จะมีลดลง เพราะฉะนั้นแล้ว นักการตลาดต้องมีการทำการบ้านที่หนักขึ้น เพื่อตามให้ทันในสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปเหล่านี้
“การตลาดในยุคปัจจุบันต้องมีความจริงใจ อย่างเรื่องของสิ่งแวดล้อมต้องทำจริง ไม่ใช่แค่ภาพลวงตา เช่นเดียวกับเรื่องของแบรนด์ ที่ต้องให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่งโดยเน้นการสร้างมูลค่าและคุณค่าที่แตกต่าง มุ่งเน้นการสร้างกำไรจากลูกค้าที่เห็นคุณค่าแบรนด์มากกว่าการเน้นยอดขายเพียงอย่างเดียว” ดร.บุรณิน กล่าวสรุปทิ้งท้าย