ไม่มีใครเถียงว่าเศรษฐกิจปีนี้มีความท้าทายมากกว่าทุกครั้ง เพราะสมัยก่อนเวลาที่เราพูดถึงการเติบโตภาคธุรกิจการค้าโลก จะมีอยู่ 3 เรื่องใหญ่ ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ 3 เรื่องมาบรรจบกัน นั่นคือ
เทคโนโลยี เราอยู่ในยุคการเปลี่ยนผ่าน มีเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาจำนวนมาก ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเยอะ
การค้า จาก Globalization เป็น Deglobalization บางคนผลิต บางคนทำตลาด สามารถขายกันได้เสรี ตอนนี้เริ่มมีสงครามการค้า และปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในระบบซัพพลายเชน
การเงิน เป็นผลที่สะสมมานานทำให้เกือบทุกประเทศในโลกมีหนี้มากกว่าทุน ความสามารถในการทำกำไรในอนาคตหยุดชะงัก
ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ชี้ว่า นี่คือโลกใบใหม่ที่จะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไป อย่าไปหวังที่จะเห็นการเติบโตจีดีพีโลกเกินไปกว่า 3-4% ทำให้การค้าโลกจึงไม่กลับไปสู่จุดสมดุล แต่นี่ไม่ใช่ภาพใหญ่ที่ทุกคนต้องเผชิญเท่านั้น เพราะบทบาทเทคโนโลยีที่เพิ่มมากขึ้น แทนที่การค้าจะเป็น Win-Win เหมือนอดีตก็จะเปลี่ยนเป็น Win-Lose หรือ Lose-Lose ไปเลยก็ได้
เมื่อเทคโนโลยีมีแต่จะทวีบทบาทเพิ่มขึ้นไม่หยุด การตลาดจึงไม่ใช่ทั้งการปฏิสัมพันธ์แบบพบหน้า (Physical) หรือช่องทางการตลาดดิจิทัล (Digital) อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่จะกลายเป็นตลาดแบบหลอมรวม กลายเป็นโลก Multiverse
“เทรนด์การตลาดเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อม วันนี้ Marketing Battle ยังเป็นสมรภูมิตลาดอยู่ แต่กำลังจะขยับไปอีกขั้นเป็น Marketing Intelligence โดยใช้ดาต้าผสมครีเอทีฟประยุกต์เป็นกลยุทธ์การตลาด แต่สุดท้ายแล้วจะพัฒนาเป็น Marketing Transformation ตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปในโลกอนาคต และเจนเนอเรชันใหม่ๆ ที่เข้ามามีอิทธิพลมากขึ้น”
ดังนั้น ทางรอดที่จะทำให้องค์กรๆ ฝ่าวิกฤตไปได้นั้นจะต้อง Lean and Agility ทำตัวให้เบาและคล่องตัวที่สุด ใช้จังหวะนี้ปรับตัว ปรับพอร์ต เลือกสินค้าหรือธุรกิจที่คิดว่ามีโอกาสไปต่อ, Strategic Focus and Customer Centric โฟกัสธุรกิจและลูกค้าอย่างชัดเจน ยามที่ทุกแบรนด์ช่วงชิงลูกค้า ใครใกล้ชิดหรือเข้าใจลูกค้ามากที่สุดย่อมได้เปรียบ ยิ่งทุกคนอยู่ในภาวะไม่มีอารมณ์จับจ่าย การเข้าใจอินไซต์ลูกค้ายิ่งเป็นสิ่งจำเป็นโดยนำ Data Centric และ Creativity เข้ามามีส่วนร่วมในการทำงาน และ Partnership ไม่ใช่แค่จับมือเฉพาะคู่ค้าเท่านั้น แต่ต้องสร้างขวัญกำลังใจให้กับพนักงานเพื่อ ฝ่าฟันวิกฤตไปด้วยกัน
“อย่าลืมว่า แต่ละวิกฤตเปิดทางให้ดาวดวงใหม่เกิดขึ้นเสมอ อยู่ที่ใครมองโซลูชันได้ก่อน เพราะคุณสมบัติของนักการตลาดที่ดีจะปล่อยให้สถานการณ์บีบบังคับไม่ได้ กลับกันต้องปรับตัว และหากลยุทธ์ที่เหมาะสมกับสถานการณ์”
แน่นอนว่าโลก Multiverse เป็นโลกใบใหม่ นักการตลาดเลยจำเป็นต้องมีทักษะการทำงานแบบใหม่ และต้องหลากหลายแบบ Multi Skill ประกอบด้วย
· มีทักษะความรู้ในด้าน เอไอ+ดาต้า แต่ต้องเสริมด้วยมุมมองที่แตกต่าง เช่น ครีเอทีฟ สัญชาตญาณและ ความเป็นผู้ประกอบการ
· ความสามารถในการทำงานแบบบูรณาการ ซึ่งต้องอาศัยความยืดหยุ่นในการทำงานร่วมกันเป็นทีม เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่เฉพาะเจาะจงขึ้น
· มีความเข้าอกเข้าใจ (Empathy) หรือเซนส์ของความเป็นมนุษย์ ที่เข้าใจเพื่อนร่วมทีม ลูกค้า สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อทำให้แบรนด์ถูกยกระดับ
· จริยธรรม โดยเฉพาะเมื่อมีการนำเทคโนโลยี และ AI เข้ามาใช้มากขึ้น นักการตลาดจะต้องมีหลักการหรือจรรยาบรรณว่าอะไรทำได้หรือไม่ควรทำ
ดร.บุรณิน ทิ้งท้ายถึงเทรนด์การตลาดที่จะเห็นชัดมากขึ้นในยุคถัดไป คือ Regenerative Marketing ซึ่งนอกจากแบรนด์จะต้องโปร่งใสตรงไปตรงมาแล้ว ยังมีทำหน้าที่สร้างคุณค่าใหม่ๆ และพลังบวกให้กับสังคมโดยรวม รวมถึงเทรนด์ Diversity หรือ Multi-nation เป็นความหลากหลายที่เกิดขึ้นกับองค์กร ไม่ว่าจะเชื้อชาติ เพศ ศาสนาจะเริ่มเห็นมากขึ้น ทำให้เกิดมุมมองการทำงานใหม่ๆ เพื่อเติบโตในตลาดโลก
“ถ้าเราอยากจะขายสินค้าในต่างประเทศ การมีพนักงานชาวต่างชาติ ที่มีภาษา วิธีคิด หรือวัฒนธรรมที่หลากหลายจะได้มุมองการทำงานแบบใหม่ ผมยกตัวอย่างสหรัฐอเมริกาที่มีความเจริญก้าวหน้ามาก เพราะเขาเปิดโอกาสให้คนเก่งๆ จากทุกที่ทั่วโลกเข้ามาทำงาน เวลาจะพัฒนาสินค้าหรือบริการอะไรก็จะมีไอเดียจากหลากหลายมุมมอง เทียบกับประเทศอื่นที่มีความเป็นชาตินิยมและจ้างงานพนักงานในประเทศเป็นหลัก ดังนั้น การพัฒนาสินค้าก็จะเกิดจากมุมมองของกลุ่มคนเพียงกลุ่มเดียว ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีการสื่อสารเอื้อให้องค์กรสามารถจ้างงานแบบ Remote Working โดยไม่จำเป็นต้องเข้ามาทำงานที่สำนักงานบริษัท”